วิธีระงับเหงื่อ

วิธีระงับเหงื่อ

ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหงื่อออกมากใต้วงแขน และมีเหงื่อซึมออกมานอกเสื้อผ้า และเกิดกลิ่นตัวตามมา มาดูวิธีธีการง่ายๆ ในการระงับเหงื่อ ดังนี้

  1. ไม่ควรขาดน้ำ เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำ อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้มีการขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย 
  2. สมุนไพรในครัวสามารถช่วยระงับเหงื่อได้ เช่น เบคกิ้งโซดาผสมน้ำ ทำเป็นสเปร์ฉีดเพื่อลดเหงื่อและกลิ่นได้ 
  3. รับประทานอาหารลดเหงื่อ เลือกอาหารที่ช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายต่ำ เช่น ซุปผัก ฟักเขียว สลัด โฮลวีท เลี่ยงอาหารจำพวกเผ็ดร้อน ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ 
  4. ลดความเครียด พยายามควบคุมอารมณ์ ฝึกการหายใจ นั่งสมาธิ หรือเล่นโยคะ 
  5. เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ง่ายต่อการระบายความร้อนและเหงื่อ และควรจะเลือกผ้าที่ทำมาจากเนื้อผ้าใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายและผ้าลินิน 
  6. ใช้เครื่องมือหรือยาทางการแพทย์ช่วย เช่นการทำไอออนโต ฉีดโบท็อก หรือในรายที่เป็นมากๆ อาจต้องใช้การผ่าตัดช่วยด้วย 

หากคิดว่าเหงื่อออกมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่ามีโรคหรือภาวะอื่นที่ทำให้เกิดเหงื่อด้วยหรือไม่ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากไป, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะหมดประจำเดือน

กลิ่นตัวแรง ควรทำอย่างไร?

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดผู้ป่วยบางรายอาจอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ผลข้างเคียงบางประการถ้าไม่รักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น อาการไข้ระหว่างที่เม็ดเลือดขาวต่ำ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

ไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการดังนี้

  1. บริเวณแขนข้างที่ได้รับยาเคมีบำบัด มีอาการบวม แดง ร้อน แสบ หรือดำคล้ำ 
  2.  มีแผลหรือมีเชื้อราในช่องปากและลำคอ 
  3. มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ร่วมกับมีอาการท้องเสีย 
  4. ปัสสาวะมีเลือดป่น เจ็บเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะไม่ออกภายใน 8 ชั่วโมง 
  5. เยื่อบุช่องปากเป็นแผล และอักเสบรุนแรง 
  6. มีอาการหน้ามืด ใจสั่น แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย อาการซีดมากจากโลหิตจาง อ่อนเพลีย รู้สึกจะเป็นลม ปวดศรีษะอย่างรุนแรง และสูญเสียการทรงตัว 
  7. ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ 
  8. ถ้ามีไข้สูงโดยวัดอุณหภูมิได้มากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซียลเซียส มีไข้ร่วมกับอาการหนาวสั่น ควรพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจรับระดับเม็ดเลือด และค้นหาสาเหตุของการติดเชื้อในร่างกาย 
  9. มีอาการปวดท้องรุนแรง ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุ่นแรง 
  10. น้ำหนักลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว 
  11. มีอาการบวมผิดปกติ 
  12. เลือดออกง่ายหรือไหลไม่หยุด หรือมีจุดเลือดจ้ำบริเวณผิวหนัง หรือ มีผื่นขึ้นตามตัว 

ถ้าอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถกินอาหารและดื่มน้ำได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยมีอาการซึมลง ควรพบแพทย์เพื่อรักษาภาวะดังกล่าว

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างทำคีโม

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดครบแล้ว ควรดูแลตัวเองและสังเกตุอาการหลังได้รับยาเคมีบำบัด เพราะผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา ตั้งแต่ในขณะที่ได้รับยาหรือเกิดภายหลังได้รับยาเป็นชั่วโมงหรือหลายอาทิตย์

  1. ควรตัดผมสั้นเมื่อเกิดภาวะผมร่วง ใช้แชมพูชนิดอ่อน หรือแชมพูสระผมเด็ก หลีกเลี่ยงการย้อมหรือดัดผม และการใช้สเปรย์ 
  2. ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ เช่น ถั่วต่างๆ ต้นหอม ข้าวโพด หรือน้ำอัดลม เป็นต้น ควรกินอาหารที่มีกากใยต่ำ เพื่อลดปริมาณการขับถ่าย ลดการกินอาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลมากเกินไป 
  3. เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรดูแลเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย รักษาความสะอาดของปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ ใช้แปรงสีฟันชนิดอ่อน และไม่ควรแปรงฟันแรงๆ หลีกเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟันหรือไม้จิ้มฟัน 
  4. งดดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ 
  5. ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ ควรรับประทานอาหารครั้งและน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด กลิ่นฉุน และควรดื่มน้ำอุ่น น้ำส้ม หรือน้ำมะนาว บ้วนปากด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำเกลือเจือจางหลังกินอาหาร หรือหลังอาเจียนทุกครั้ง และที่สำคัญไม่ควรกังวลมากเกินไป เพราะจะทำให้อาการคลื่นไส้อาเจียนเพิ่มมากขึ้น 

ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนได้ แต่ผู้ป่วยสามารถป้องกันตั้งแต่แรกได้ โดยการกินยาป้องกันอาการคลื่นไส้ก่อนการรับยาเคมีบำบัด และนอกจากนั้น การออกกำลังการแบบผ่อนคลาย ดนตรีบำบัด และการดื่มน้ำขิงก็สมารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนลงได้เช่นกัน

หมายเหตุ: ผู้ป่วยจะสามารถกลับมากินอาหารได้ตามปกติเมื่อแพทย์ระบุว่าเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างให้คีโม

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

การดูแลผู้ป่วยระหว่างให้คีโม

การดูแลผู้ป่วยระหว่างทำคีโม

ระหว่างการทำคีโม ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ปกติในร่างกาย และช่วยให้ร่างกายสามารถรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้อย่างครบถ้วน

เพราะหลังจากที่ผู้ป่วยรับยาเคมีบำบัดไปแล้ว ผลข้างเคียงต่างๆ อาจมีผลให้น้ำหนักตัวลดลง ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อน และประสิทธิภาพในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดลดลง ดังนั้นผู้ป่วยควรดูแลตัวเองระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดดังนี้

  1. พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ระหว่างการรักษา ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์และครบทั้ง 5 หมู่ ไม่เลือกกินอาหารเพียงอย่างไดอย่างหนึ่ง เพราะผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวต่ำ ร่างกายจะอ่อนแอลง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อชั่วคราว 
  2. ทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด และหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก เช่น หอยนางรม ปลาดิบ ของหมักดอง ส้มตำ ยำต่างๆ รวมถึงแอลกอฮอล์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย 
  3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำควรหลีกเลี่ยงการกินผักและผลไม้สดชั่วคราว แต่ถ้าผู้ป่วยเลี่ยงไม่ได้ควรแจ้งสให้แพทย์ทราบ เพื่อประกอบการรักษาในครั้งต่อไป แต่ถ้าผลเลือดเป็นปกติผู้ป่วยสามารถรับประทานได้ 
  4. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง จะช่วยลดภาวะติดเชื้อได้ 
  5. ในการฉีดยาเคมีบำบัดให้ผู้ป่วย จะต้องมีความระมัดระวังอย่างสูง เพราะถ้ายารั่วไหลออกนอกเส้นเลือด จะทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นอย่างรุนแรง และอาจเกิดเป็นแผลเรื้อรังได้ 
  6. ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การทำความสะอาดช่องปากโดยการบ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ เพื่อป้องกันและลดการอักเสบภายในช่องปาก 
  7. ดูแลอาการคลื่นไส้อาเจียน และเบื่ออาหาร ซึ่งจะต้องให้ยาแก้อาเจียนร่วมด้วย 
  8. ดูแลปัญหาอื่นๆ เช่น อาการปวด อาการนอนไม่หลับ และอาการมีไข้ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ยาหรือการติดเชื้อ 
  9. ระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาทางเลือกไปก่อน 
  10. ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน 
  11. พักผ่อนและออกกำลังกายเท่าที่ทำได้ จะทำให้จิตใจสบาย 
  12. ระหว่างที่รับยาเคมีบำบัดควรแจ้งอาการข้างเคียงที่เกิดให้แพทย์ทราบ เช่น ปวดบริเวณที่ได้รับยาเคมีบำบัด ต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทันที รวมถึงในกรณีที่ผู้ป่วยรู้สึกมีอาการผิดปกติใดๆ 

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การรักษามะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด ควรเตรียมความพร้อมก่อนการรักษา ในระยะแรกเป็นการเตรียมพร้อมของร่างกาย เพราะเมื่อผู้ป่วยรับยาเคมีบำบัดเข้าสู่ร่างกายแล้วอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายหลายอย่าง

การเตรียมความพร้อมก่อนการรักษา

  1. บำรุงสุขภาพ เช่น กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ควรงดอาหารชนิดไดชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะโปรตีนเพราะจะทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด
  2. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และประวัติการเกิดโรคอื่นๆ ได้แก่ อีสุกอีใส งูสวัด โรคติดเชื้อ โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคปอด
  3. แจ้งให้แพทย์ทราบถ้ากำลังตั้งครรภ์ ควรคุมกำเนิดและหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เนื่องจากยาอาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ 
  4. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาชนิดอื่นที่กำลังใช้อยู่ ไม่ควรซื้อยามากินเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาไดๆ 
  5. ตรวจสุขภาพฟัน เพื่อประเมิณสุขภาพของเหงือกและฟัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากภาวะภูมิคุ้มกันถูกกดจากยาเคมีบำบัด 
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ เพิ่มการนอนในช่วงกลางวัน 1-2 ชั่วโมง 
  7. รับการตรวจเลือดเพื่อดูคววามพร้อมของร่างกายก่อนให้ยาเคมีบำบัด ก่อนการให้ยาเคมีบำบัด 

แพทย์จะให้ยาแก้แพ้ก่อนประมาณ 30 นาที เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงเริ่มให้ยาเคมีบำบัดจนครบ

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างทำคีโม

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดแม้จะมีผลดีสามารถต้านและทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็มีผลกระทบต่อเซลล์ปกติในร่างกายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเซลล์ปกติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์และแบ่งตัวได้เร็ว เช่น เซลล์เม็ดเลือดต่างๆ ในไขกระดูก

ผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สูตรและขนาดของยาเคมีบำบัดที่ผู้ป่วยได้รับ ประกอบกับสภาวะร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยก่อนการได้รับยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

  1. คลื่นใส้และอาเจียน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย 
  2. ผมร่วง เนื่องจากยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์กับเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์มะเร็ง และเซลล์รากผม ทำให้เกิดภาวะผมร่วงได้ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต 
  3. การติดเชื้อ 
  4. ภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะซีด หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ 
  5. อาการเจ็บปากหรือเจ็บคอ เนื่องจากยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์ต่อเซลล์เยื่อบุช่องปาก และทางเดินอาหารส่วนต้น ทำให้เกิดอาการอักเสบของเยื่อบุตามมา ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบของเยื่อบุปากและทางเดินอาหารส่วนต้นที่รุนแรง จะกลืนอาหารลำบาก พูดไม่ถนัด อาจมีเลือดออก เป็นแผล หรือติดเชื้อซ้ำได้ หลังจากรับยาเคมีบำบัด 2-3 สัปดาห์ 
  6. อาการท้องผูก ถ่ายลำบาก ไม่ถ่ายติดต่อกันหลายวัน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด ปวดท้อง มักพบในผู้ป่วยที่ไม่ค่อยลุกเดิน นอนติดเตียง กินอาหารที่ไม่มีกากใย ดื่มน้ำน้อย ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า และผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดบางตัว 
  7. อาการท้องเสีย อาจพบร่วมกับท้องอืดหรือปวดท้องได้ ซึ่งพบได้ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด เพราะยาเคมีบำบัดมีผลข้างเคียงในการทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ 

โดยผลข้างเคียงดังกล่าวมักเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น พอยาเคมีบำบัดหมดฤทธิ์ อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการเหล่านี้ทั้งหมด การดูและสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ ประกอบกับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็สามารถช่วยลดผลกระทบของยาเคมีบำบัดที่มีต่อร่างกายลงได้

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างทำคีโม

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ยาเคมีบำบัด หรือ คีโมเทอราปี (Chemotherapy) เรียกสั้นๆ ว่า “คีโม” หมายถึงยาที่ออกฤทธิ์ต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็วและต่อเนื่อง ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวได้ และตายไปในที่สุด

ทำไมต้องทำเคมีบำบัด

  1. เพื่อการรักษามะเร็งให้หายขาด การรักษามะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยให้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวในการรักษา เช่น มะเร็งเม็ดโลหิต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่มะเร็งตามอวัยวะต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม ต้องได้รับการผ่าตัด และอาจให้ยาเคมีบำบัดเสริมหลังการผ่าตัด เพื่อเพิ่มโอกาสหายขาดให้สูงขึ้น เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเล็ดลอดจากการผ่าตัด แพทย์อาจเลือกใช้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง ทำให้การผ่าตัดสะดวก และได้ผลดีขึ้น 
  2. เพื่อควบคุมโรคและบรรเทาอาการสำหรับมะเร็งบางชนิดที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย โดยการทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงหรือไม่โตขึ้น และไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเจ็บปวด และมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น 

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการรักษาของแพทย์ แนวทางในการให้ยาเคมีบัดของแพทย์ จะพิจารณาจากร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยอาจให้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว หรือโรคมะเร็งบางชนิดต้องรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีและการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งแบบให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี หรือให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างทำคีโม

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

มีกลิ่นตัวแรง ควรทำอย่างไร?

กลิ่นตัวแรง ควรทำอย่างไร?

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว คือ เหงื่อไปสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ผิวหนังของเรา และเกิดการย่อยสลายกลายเป็นกรด จึงเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวขึ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว

  1. สภาพอากาสที่ร้อนชื้นประกอบกับสุขอนามัยที่ไม่ดีพอ ส่งผลให้แบคทีเรียบนผิวหนังเจริญได้ดี และมีจำนวนมากขึ้น 
  2. ใส่เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ไม่ดีพอ เช่น ผ้าไยสังเคราะห์ จะทำให้ผิวหนังมีความอับชื้น ปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังจึงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่าย 
  3. อารมณ์ เมื่อมีความเครียด ความโกรธ หรือมีอาการตกใจ ร่างกายจะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้ และฝ่ามือ มีเหงื่อออกมากยิ่งขึ้น ทำให้มีกลิ่นตัวได้ 
  4. อาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กุยช่าย ขิงสด สะตอ หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศต่างๆ เพราะกลิ่นในอาหารพวกนี้จะถูกขับออกมาจากทางเหงื่อ ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ 
  5. การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ 
  6. ใช้ยาบางชนิดหรือความเจ็บป่วยบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน อาจทำให้เหงื่อของคนนั้นมีกลิ่นได้ 

วิธีระงับกลิ่นตัว

  1. ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง และสระผมให้สะอาดเป็นประจำ 
  2. พยายามให้เหงื่อออกน้อยที่สุด 
  3. หลังทำงานกลางแจ้ง หรือเล่นกีฬา ควรอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทุกครั้ง หากไม่สามารถอาบน้ำได้ ควรใช้ผ้าเช็ดเหงื่อให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรปล่อยให้คราบเหงื่อนั้นแห้งติดตัว 
  4. การทาแป้งฝุ่นบริเวณข้อพับและจุดอับชื้น จะทำให้ผิวแห้งลงและระงับกลิ่นตัวได้เป็นอย่างดี
  5. สารส้มสามารถช่วยดับกลิ่นตัวได้เกือบร้อยเปอร์เซ็น และสามารถอยู่ได้เกือบ 24 ชั่วโมง
  6. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เหงื่อมีกลิ่นได้
  7. ใช้สารลดเหงื่อ แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์
  8. เลือกใส่เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ระบายความร้อนได้ดี
  9. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป
  10. เลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดทางอารมณ์ เพราะเวลาที่เราเครียด อารมณ์เสียนั้นจะทำให้ต่อมกลิ่นทำงานหนัก
  11. กำจัดขนในบริเวณที่มีกลิ่น เพราะขนเป็นแหล่งสะสมของเหงื่อและแบคทีเรีย
  12. เพื่อป้องกันการสะสมกลิ่นกายบนเสื้อผ้า ต้องซักให้สะอาดและตากให้แห้งสนิททุกครั้ง 

สารที่ช่วยระงับกลิ่นตัว

  1. สารส้มและพิมเสน นำสารส้มและพิมเสนมาผสมให้เข้ากันในปริมาณที่เท่ากัน บดให้ละเอียด และนำไปผสมให้เข้ากับแป้งฝุ่น หรือดินสอพอง หยดน้ำลงไปเล็กน้อย ทาทิ้งไว้ที่บริเวณใต้วงแขน 
  2. ปูนแดง ใช้ปูนแดงผสมน้ำ ทาทิ้งไว้บริเวณใต้วงแขนหลังอาบน้ำ เพื่อใช้ความเป็นด่างของปูนแดง ช่วยปรับภาวะกรดในร่างกายที่ขับแบคทีเรียออกมาบนผิวหนัง 
  3. สารสกัดจากสาระแหน่ หยดน้ำมันที่สกัดได้จากสาระแหน่ 2-3 หยด ใส่ลงไปในอ่างอาบน้ำ เพราะสาระแหน่มีคุณสมบัติช่วยระงับกลิ่นกาย 

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับกลิ่นกาย

  • โดยปกติคนเราจะเริ่มมีกลิ่นตัวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น หรือวัยเจริญพันธ์ ผู้หญิงจะมีกลิ่นตัวเร็วกว่าผู้ชาย 
  • เหงื่อมีหน้าที่ระบายความร้อนออกจากร่างกาย และเหงื่อนั้นไม่มีสี และไม่มีกลิ่น

วิธีระงับเหงื่อ

มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)

มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)

มะเร็งต่อมลูกหมากจะไม่แสดงอาการในระยะแรก การจะรู้ตัวว่าเราป่วยโดยโรคนี้หรือไม่ คุณผู้ชายเมื่ออายุก้าวเข้าสู่วัยเสี่ยง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาค่า PSA

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะในระบบสืบพันธ์ของเพศชาย อยู่ติดกับกระเพาะปัสสาวะ ล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ลักษณะคล้ายลูกเกาลัดขนาดใหญ่ หากต่อมลูกหมากทำงานผิดปกติ อาจจะเพราะต่อมลูกหมากโต หรือเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จะส่งผลต่อการทำงานของระบบสืบพันธ์ในทันที และหากลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น ท่อปัสสาวะ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก อาจทำให้เสียชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. กรรมพันธุ์
  2. การรับประทานอาหารไขมันสูง
  3. ขาดการออกกำลังกาย
  4. การเผชิญกับมลภาวะ และความเครียดสะสม
  5. อายุเกิน 45 ปี อายุยิ่งมากยิ่งเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  6. สูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นต้นเหตุของมะเร็งทุกชนิด

อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. ปัสสาวะบ่อยและลำบาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  2. ปัสสาวะเป็นเลือด
  3. มีน้ำอสุจิปนเลือด
  4. เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รับการตรวจปีละ 1 ครั้ง ดดยการชักประวัติและตรวจร่างกาย ล้วงก้นดูลักษณะของต่อมลูกหมาก
  2. เจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับของ PSA (Prostate Specific Antigen) ค่าปกติอยู่ที่ระดับ 4 ng/ml. ถ้ามีค่า PSA มากกว่าปกติแพทย์แนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยต่อไป

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

  1. ในระยะแรกจะรักษาโดยการผ่าตัดนำต่อมลูกหมากออกไป ทั้งแบบเปิดหน้าท้องหรือส่องกล้อง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัดด้วย
  2. รักษาโดยการฉายแสง หรือฝังแร่เข้าไปในต่อมลูกหมาก
  3. ถ้าเป็นมากจะรักษาโดยการตัดอัณฑะ เพื่อกำจัดแหล่งกำเนิดฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone)
  4. รักษาโดยการยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเพศชาย โดยการใช้ยา มีทั้งยาฉีดและยากิน แต่วิธีนี้มีผลแทรกซ้อนคือ จะมีอาการเหมือนวัยทอง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก

  • การป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สามารถรักษาให้หายขาดได้หากมาพบแพทย์ในระยะเริ่มแรก
  • มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดขึ้นอย่างไร้สัญญาณเตือน ถ้าไม่อยากรู้ตัวเมื่อสายสามารถป้องกันได้แต่เนิ่นๆ ด้วยการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
  • การปั่นจักรยานไม่ได้ทำให้เป็นต่อมลูกหมาก
  • ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย จะช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • แนะนำให้ผู้ชายทานสังกะสี เพื่อการสร้างฮอร์โมนที่สมดุล
  • ทานผักผลไม้ที่มีสีแดง เพราะมีไลโคปิน (Lycopene) ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ พบมากในมะเขือเทศที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว

ข้อควรระวัง

หากมีการใช้ยาในกลุ่มของฮอร์โมนเพศอยู่ ควรแจ้งแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสม เพราะยานี้จะไปบิดเบือนค่า PSA ที่ใช้ในการตรวจต่อมลูกหมากได้

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ ภาวะอวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวได้สมบูรณ์ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ อาการนี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายวัยไดก็ได้ แต่มักพบมากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

อวัยวะเพศของผู้ชายจะแข็งตัวได้ เมื่อสมองได้รับสิ่งเร้า และจะส่งสัญญาณประสาทผ่านไขสันหลังลงมา แล้วสั่งให้เลือดเข้าไปเลี้ยงอวัยวะเพศ ซึ่งภายในอวัยวะเพศชายนั้นจะมีกลไกต่างๆ คล้ายประตูอยู่เต็มไปหมด และเมื่อผู้ชายเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้น ประตูเหล่านี้ก็จะปิดกั้นเลือดที่ถูกสูบฉีดเข้ามาให้ค้างเอาไว้ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวขึ้นได้ แต่ถ้าคนที่ประตูเหล่านี้เกิดเสื่อม ไม่สามารถปิดได้เมื่อเลือดไหลเข้ามา เลือดก็จะวนออกได้ทันที จึงทำให้อวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัวได้นั้นเอง

ระดับความรุนแรง 3 ระดับ

  1. ระดับหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ อวัยวะแข็งตัวได้แต่ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ 
  2. ระดับเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คือ อวัยวะเพศแข็งตัวได้ไม่เต็มที่ และไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ 
  3. ระดับไร้สมรรถภาพทางเพศ คือ อวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัวได้เลย 

ปัจจัยเสี่ยงโรคหย่อยสมรรถภาพทางเพศ

  1. อายุ คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปอาจเป็นโรคนี้ได้ง่าย 
  2. มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ 
  3. การสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำลายหลอดเลือดได้ 
  4. ระดับฮอร์โมนเพศชายน้อย เพราะฮอร์โมนเพศชายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ 
  5. อุบัติเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดแผลบริเวณเส้นเลือด หรือเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ 
  6. ความเครียด มีผลสำคัญกับโรคนี้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคนี้ในอายุน้อยๆ 
  7. โรคอ้วน 

วิธีรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  1. ถ้าฮอร์โมนเพศชายตก จะให้ยาปรับฮอร์โมนเพื่อให้สมดุล เพื่อให้ตอบสนองสิ่งเร้าได้ดี 
  2. ฮอร์โมนดีแล้ว แต่แข็งตัวได้ไม่นานเพระเส้นเลือดหดตัว จะให้สารยับยังเส้นเลือดไม่ให้หดตัว ปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิด เช่น ยาทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1 ชั่วโมง, ยาทานล่วงหน้า 1 วัน และยาที่ทานวันละน้อยๆ สามารถรับประทานได้ทุกวัน ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยาปลุกเซ็กส์ แต่เป็นยายับยังการคลาดตัวของเส้นเลือด 
  3. ถ้าทานยาแล้วไม่ได้ผล จะใช้ยาสอดหรือยาฉีดเข้าไปเฉพาะที่เพื่อให้อวัยวะขยายตัว หรือจะเลือกใช้กระบอกสูญยากาศ ปั้มให้เส้นเลือดแข็งตัวแล้วใช้วงแหวนรัดโคน 
  4. ในกรณีที่อายุมากแล้ว แข็งตัวไม่ได้เลย สามารถทำการผ่าตัดเพื่อใส่แกนอวัยวะเพศเทียม เป็นท่อนิ่มๆ เล็กๆ เพื่อให้แข็งตัวได้ 

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ

  • อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวเป็นปัญหาทางร่างกายมากกว่าจิตใจ 
  • การมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ ไม่ทำให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศ 
  • ยาจำพวกไวอะกร้าช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัว ไม่ได้ช่วยให้เกิดอารมณ์ทางเพศ

มะเร็งต่อมลูกหมาก