การดูแลตัวเองของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

  1. หลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก นั้นคือการติดเชื้อต่างๆ เช่น หลีกเลี่ยงสถานที่ติดเชื้อง่าย ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อาหารต้องสุกสะอาด เพราะการติดเชื้อไดๆ ก็ตาม แม้แต่ในทางเดินอาหารก็อาจกระตุ้นให้ซีดลง 
  2. กินยาบำรุงเลือดโฟลิควันละ 1 เม็ด ตลอดชีวิต 
  3. พบแพทย์เป็นประจำ ถ้าอาการรุนแรงปานกลางแนะนำให้พบแพทย์ทุก 2-3 เดือน ถ้าอาการรุนแรงน้อยอาจ 4-6 เดือน 
  4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เลือดสัตว์ 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับธาลัสซีเมีย

  • ในทารกเกิดใหม่พบว่าเป็นโรคธาลัสซีเมียถึง 12,000 คนต่อปี 
  • ในประเทศไทยพบผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียประมาณ 7-8 แสนคน และพบผู้ที่เป็นพาหะกว่า 20 ล้านคน 
  • คู่สมรสทุกคน ก่อนมีบุตรควรตรวจว่าเป็นพาหะธาลัสซีเมียหรือไม่ 
  • ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะ ก็สามารถวางแผนมีบุตรได้ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว PGD (Preimplantation Genetic Diagnosis) เพื่อให้ทารกที่คลอดออกมาไม่เป็นทั้งโรคและพาหะ 
  • คนที่เป็นพาหะถือว่าปกติไม่เป็นโรค เหมือนคนปกติทุกอย่าง 
  • น้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยยับยั้งการดูดซึมของธาตุเหล็ก แต่มีผลไม่เพียงพอในการลดการสะสมของธาตุเหล็กของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย

วิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาด

ภาวะโลหิตจาง

วิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาด

วิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาด

โรคธาลัสซีเมียสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการเอาไขกระดูกของคนที่ไม่ได้เป็นโรค ไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย ร่างกายของผู้ป่วยก็จะสร้างเลือดโดยอาศัยกระดูกของผู้บริจาคทดแทน เรียกการรักษานี้ว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดง

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดง หรือเรียกอีกอย่างว่า การปลูกถ่ายไขกระดูก (Stem Cell) วิธีนี้จะใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น เพราะการรักษามีความเสี่ยง และไขกระดูกจะต้องเข้ากันได้ ปกติจะเลือกพี่น้องของผู้ป่วยที่มีไขกระดูกเข้ากันได้ทางกรรมพันธุ์ โดยการตรวจดีเอ็นเอว่าเข้ากันได้

ก่อนรับการบริจาค ผู้ป่วยจะได้รับกลุ่มยาเคมีบำบัด ซึ่งจะไปทำลายไขกระดูกของผู้ป่วยก่อน ทำให้เกิดที่ว่างในโพรงกระดูก แล้วจึงเอาไขกระดูกของผู้บริจาคใส่เข้าไปทางเส้นเลือดดำที่คอ ไขกระดูกนั้นก็จะไปตามที่ว่างและอาศัยอยู่ และเริ่มสร้างเม็ดเลือดขึ้นมา ผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีนี้มีโอกาสหายขาดสูงถึง 80% เพราะจะได้กรรมพันธุ์จากผู้บริจาคมาทดแทนกรรมพันธ์ุเดิม

กรณีที่มีอาการรุนแรง แต่ปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ได้ เช่น ไม่มีผู้บริจาคไขกระดูกที่เข้ากันได้ จะรักษาด้วยการให้เลือดทุกๆ 3-4 สัปดาห์ เฉลี่ยปีละ 17 ครั้ง การให้เลือดจะให้ตามน้ำหนักตัว เมื่อให้เลือดไปสักระยะหนึ่ง จะต้องทำการขับธาตุเหล็กออกจากร่างกายของผู้ป่วยด้วย เนื่องจากเลือด 1 ถุงที่ให้ไป มีธาตุเหล็กเกินกว่าความจำเป็นของร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมของเหล็ก จึงจำเป็นต้องให้ยาขับธาตุเหล็ก และต้องให้คู่กับการให้เลือดไปตลอดชีวิต

ถ้าอาการรุนแรงปานกลางหรือรุนแรงน้อย การรักษา คือ การให้เลือดเมื่อจำเป็นเท่านั้น เช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นหวัด ติดเชื้อ ผู้ป่วยจะซีดลง เม็ดเลือดแดงแตกมากขึ้น ปัสสาวะสีเข้ม เหนื่อย จะต้องให้เลือด คนที่เป็นรุนแรงปานกลาง ให้เลือดเป็นระยะ แต่ไม่ต้องทุกเดือน อาจจะปีละ 4-5 ครั้ง

คนที่เป็นน้อย อาจไม่ต้องให้เลือดเลยก็ได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีการเจ็บป่วยอย่างอื่นมาแทรกซ้อน โอกาสที่จะซีดจนต้องให้เลือดก็อาจเกิดขึ้นได้

ในคนปกติเม็ดเลือดแดงจะมีอายุอยู่ในร่างกายได้ 120 วัน ก่อนจะถูกม้ามทำลายไป จึงทำให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงไหม่ขึ้นมาได้ทัน แต่คนที่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั้น เม็ดเลือดแดงจะมีอายุอยู่ได้แค่ประมาณ 30 วันเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการเติมเลือดเป็นระยะ

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย

ภาวะโลหิตจาง

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

โรคธาลัสซีเมีย คือโรคเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งเม็ดเลือดแดงจะแตกง่ายและมีอายุสั้นลง เป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซีด หรือมีโลหิตจางเรื้อรัง

โรคธาลัสซีเมียจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมเท่านั้น ถ้าพ่อหรือแม่เป็นแค่คนไดคนหนึ่ง ลูกก็จะเป็นพาหะ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่พ่อและแม่ทั้งสองคนมีพาหะ จะทำให้ลูกเกิดโรคธาลัสซีเมียขึ้นได้

คำว่าพาหะของโรค ไม่เหมือนโรคติดต่ออย่างอื่น เช่น เอดส์ แต่หมายความว่าคุณมีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ และสามารถถ่ายทอดไปสู่บุตรหลานได้ แต่ไม่ถ่ายทอดโดยการบริจาคเลือด หรือให้เลือด คนที่เป็นพาหะถือว่าปกติ เลือดไม่จาง ไม่ซีด ไม่ต้องทานอาหารเสริมไดๆ เพราะไม่ใช่ผู้ป่วย

อาการของโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรง

  1. ตัวเล็กผิดปกติ 
  2. ตาเหลือง 
  3. ซีด โลหิตจาง เกิดจากเม็ดเลือดแดงผิดปกติ 
  4. หน้าผากตั้งชัน ดั้งจมูกแฟบ โหนกแก้มสูง 
  5. พุงใหญ่เพราะ ตับ ม้ามโต ซึ่งจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงไม่ทัน ตับกับม้ามเลยต้องช่วยสร้าง จึงทำให้ทำงานหนักจนบวมโตขึ้น 6ผิวคล้ำเพราะมีธาตุเหล็กมากในร่างกาย

วิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาด

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

ภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจาง

ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยมากๆ อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย กลายเป็นคนที่อ่อนเพลียง่าย วูบบ่อยๆ อาจเป็นอาการเริ่มต้นของภาวะโลหิตจาง หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ภาวะซีด

ภาวะโลหิตจาง เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทำให้การขนออกซิเจนไปเลี้ยงตามเซลล์ต่างๆ ของร่างกายทำได้ไม่ดี มีการเสียเลือดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือเป็นผู้ป่วยที่เสียเลือดเรื้อรัง ร่วมไปถึงคนที่ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี12 กรดโฟลิก

หากโลหิตจางเกิดขึ้นถึงขั้นรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ เกิดภาวะหัวใจทำงานมากขึ้นจนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวได้ และอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียได้

สาเหตุของภาวะโลหิตจาง

  1. การเสียเลือดมาก จนทำให้มีเม็ดเลือดแดงและธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เช่น อุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด 
  2. ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การขาดธาตุเหล็ก การติดเชื้อเรื้อรังของไขกระดูก โรคข้ออักเสบเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ การอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ หรือแม้แต่มะเร็งที่แพร่กระจายไปที่ไขกระดูก เป็นต้น 
  3. เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ หรือถูกทำลายมากผิกปกติ เช่น เป็นโรคธาลัสซีเมีย ที่ภูมิคุ้มกันเกิดทำลายเม็ดเลือดตัวเอง เป็นต้น 

อาการของภาวะโลหิตจาง

  1. หน้าซีด เยื่อบุตาหรือริมฝีปากซีด 
  2. ขี้หนาว 
  3. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรียวแรง หน้ามืดเป็นลมบ่อย วูบบ่อยๆ 
  4. ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว 

หากท่านพบว่ามีอาการเหล่านี้ ให้สงสัยว่าอาจมีภาวะโลหิตจาง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากไม่ใส่ใจและปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

การรักษาภาวะโลหิตจาง

การรักษาภาวะโลหิตจางจะรักษาตามสาเหตุ ประกอบกับการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้เลือด หรือการให้เกลือแร่เสริมอาหารเพื่อช่วยบำรุงและกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม และควรทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก บี6 บี12 อย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมทานอาหารที่มีวิตามินซีด้วย เพราะวิตามินซีจะเป็นตัวไปช่วยดูดซึมธาตุเหล็กเพื่อบำรุงเลือด

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง

  • ผู้ชายเลือดจะเข้มข้นกว่าผู้หญิง เพราะฮอร์โมนเพศชายช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด และผู้หญิงมีการเสียเลือดทุกเดือน 
  • คนเป็นโลหิตจางไม่สามารถบริจาคเลือดได้ 
  • การตรวจร่างกายประจำปี มีการตรวจโลหิตจางรวมอยู่ด้วย 
  • โลหิตจางรักษาได้ตามสาเหตุของการเกิดโรค 
  • หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเสี่ยงภาวะโลหิตจางมาก 
  • ธาตุเหล็กมีมากในผักใบเขียว เนื้อแดง ตับ

โรคธาลัสซีเมีย

วิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาด

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

โรคหูดหงอนไก่ (Genital warts)

โรคหูดหงอนไก่ (Genital warts)

โรคหูดหงอนไก่ เกิดจากเชื้อไวรัส HPV สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย มีลักษณะนูนขึ้นมาคล้ายหูดหงอนไก่ของไก่ชน หรือ ดอกกะหล่ำ มักเป็นที่อวัยวะเพศของทั้งหญิงและชาย

ปัจจัยเสี่ยง

  1. การมีเพศสัมพันธ์อย่างสำส่อน การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ 
  2. มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน หรือการใส่ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง 
  3. มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 
  4. ผู้ที่มีภูมิคุ้นกันของร่างกายอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มะเร็ง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ หรือยาเคมีบำบัด รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ด้วย 

อาการของโรคหูดหงอนไก่

อาการของโรคจะแสดงหลังการได้รับเชื้อแล้วประมาณ 3-4 เดือน ส่วนใหญ่จะเริ่มมีติ่งเนื้อเล็กๆ สีชมพู หรือสีเนื้อ บางครั้งเป็นสีขาว ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ในผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หรือบริเวณเส้นสองสลึง ถ้ามีการร่วมเพศทางทวารหนักก็จะมีหูขึ้นบริเวณทวารหนักได้เหมือนกัน ส่วนในผู้หญิงจะมีอาการตั้งแต่บริเวณปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก และทวารหนัก

ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานไม่รักษา จะกลายเป็นก้อนหูดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และอาจไปกดเบียดอวัยวะต่างๆ เช่น ปัสสาวะ อาจทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือลำบาก กดเบียดบริเวณทวารหนัก อาจทำให้ถ่ายเป็นเลือดหรือถ่ายไม่ออก ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกจากตำแหน่งของตัวก้อนหูดได้

แต่ในบางรายอาจแสดงอาการอะไรเลย บางรายเป็นมากเป็นน้อยไม่เหมือนกัน

การรักษาหูดหงอนไก่

แพทย์จะทำการแต้มยาที่บริเวณหูด เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกายให้มีการยับยั้งและเก็บกินเชื้อไวรัสที่ฝั่งตัวอยู่ภายใต้ผิวหนัง หรือตามเส้นประสาทของร่างกาย โดยจะแต้มสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนกระทั่งหูดหายไปหมด

ถ้าอยากทายาเองที่บ้าน สามารถทำได้แต่ต้องทายา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน นานประมาณ 16 สัปดาห์

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาป้าย อาจจำเป็นต้องทำการจี้ด้วยความเย็น จี้เลเซอร์ จี้ไฟฟ้า หรือทำการผ่าตัด

วิธีป้องกัน

  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 
  • สวมถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีการร่วมเพศ 
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคหูดหงอนไก่

  • โรคหูดหงอนไก่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัส HPV อีก 
  • สตรีตั้งครรภ์ติดเชื้อโรคหูดในช่องคลอด และทำการคลอดบุตรผ่านทางช่องคลอด บุตรจะมีโอกาสติดเชื้อได้ 
  • โรคหูดหงอนไก่เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กมักมีอาการที่ฝ่ามือ 
  • ผู้ป่วยบางรายที่มีการติดเชื้อโรคหูดหงอนไก่ อาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ในอนาคต 
  • โรคหูดหงอนไก่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นผู้หญิงในวัยเจริญพันธ์ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายในเป็นประจำทุกปี

โรคซิฟิลิส (Syphillis)

โรคซิฟิลิส (Syphilis)

โรคซิฟิลิส (Syphilis)

โรคซิฟิลิส คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema palidum ซึ่งมีระยะฟักตัวประมาณ 10-90 วัน

ในขณะมีเพศสัมพันธ์อาจมีการฉีกขาดของเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในอีกคนแพร่เข้ามาในร่างกายได้ เชื้อแบคทีเรียตัวนี้ยังสามารถเข้าไปทางแผลบริเวณอื่น เช่น แผลในปาก ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่ามีเพศสัมพันธ์ที่ตรงใหน

อาการของโรคซิฟิลิสแบ่งได้ 3 ระยะ

ระยะแรก จะมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ หรือบริเวณทวารหนัก แผลจะมีลักษณะหนาๆ ไม่เจ็บ จะเกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อมาประมาณ 10 วัน ถึง 3 เดือน และแผลจะหายไปได้เอง แต่เชื้อจะยังอยู่

ระยะที่2 มักเกิดต่อจากระยะแรกประมาณ 3-6 สัปาดาห์ อาการของระยะนี้จะมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต จะมีผื่นขึ้นตามตัว หรือบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ปวดตามข้อ อาจมีหูดคล้ายหูดหงอนไก่ขึ้นที่อวัยวะเพศ บางคนอาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆ คิ้วร่วง หรือมีก้อนบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักได้ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถหายไปได้เองเช่นเดียวกัน แต่เชื้อจะยังแฝงอยู่ในร่างกาย อาจนานถึง 5-20 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะลามเข้าไปสู่ระยะที่3

ระยะที่3 เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเข้าสู่อวัยวะต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ไขสันหลัง ทำให้เกิดความจำเสื่อม หรือหูหนวก ตาบอด และอาจเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ อาจทำให้ทำให้เกิดภาวะพิการและเสียชีวิตได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเข้าไปที่ส่วนใดของของร่างกาย

การตรวจหาโรคซิฟิลิส

ในระยะที่2 หรือระยะแฝง สามารถตรวจได้ทางเลือด แต่ถ้าเป็นในระยะแรก สามารถขูดบริเวณแผลเพื่อนำไปตรวจได้ เพราะการตรวจด้วยเลือดในระยะแรกอาจไม่เจอ

การรักษาโรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาได้ด้วยการฉีดยายาเพนิซิลิน แต่สำหรับคนแพ้เพนิซิลินจะมียาอื่นมาทดแทน แต่จะไม่ดีเท่าเพนิซิลิน

การรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะที่เป็น ถ้าเป็นซิฟิลิสระยะแรกและระยะที่สอง และระยะแฝงที่ติดเชื้อมาไม่เกิน 2 ปี จะฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นซิฟิลิสที่ติดเชื้อมาเกิน 2 ปีแล้ว ต้องฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ถ้าเชื้อลามเข้าสู่ระยะที่สามจะต้องรักษาโดยการฉีดยาเข้าสู่เส้นเลือดดำติดต่อกันนาน 14 วัน

นอกจากนี้ต้องติดตามคู่เพศสัมพันธ์มารับการตรวจรักษาด้วยกัน แค่นี้ก็สามารถรักษาโรคซิฟิลิสได้แล้ว

โรคซิฟิลิส สามารถป้องกันได้ง่ายๆ

  1. ใส่ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง ทุกครั้ง ทุกช่องทาง และกับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ 
  2. ถ้ารู้ตัวเองว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเป็นระยะๆ 
  3. ก่อนแต่งงานควรตรวจหาโรคนี้ก่อน เพื่อป้องกันการติดต่อถึงลูก 

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับซิฟิลิส

  • ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อซิฟิลิสอยู่ สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกในครรภ์ได้ ทำให้เด็กที่คลอดออกมาเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งจะทำให้มีอาการดั้งจมูกยุบ ปากแหวง เพดานโหว่ หรืออาจตาบอดได้ 
  • การตรวจร่างกายประจำปี มักไม่รวมการตรวจซิฟิลิส ถ้าจะตรวจต้องแจ้งแพทย์เพิ่มเติม

โรคหูดหงอนไก่

การเลือกใช้น้ำยาล้างแผล

การเลือกใช้น้ำยาล้างแผล

มารู้จักกับยาล้างแผลและวิธีการเลือกใช้ยาให้เหมาะกับแผลแต่ละชนิด เช่น แผลสด แผลเปื่อย แผลพุพอง อย่างถูกวิธี

การเลือกน้ำยาล้างแผล

  1. ยาแดง เป็นยาล้างแผลที่เหมาะกับแผลขนาดเล็ก มีการถลอกไม่ลึกมาก จะทำให้แผลแห้งเร็ว 
  2. แอลกอฮอล์ จะทำการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ระคายเคืองเนื้อเยื่อ จึงไม่ควรใช้ล้างแผลโดยตรง ควรใช้เช็ดรอบๆ บริเวณบาดแผล เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่บนผิวหนังตามปกติ 
  3. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% หรือที่เราเรียกกันว่า “ยาฟู่” เมื่อเทลงบนแผลจะเกิดฟองฟู่ขึ้นมา ยานี้เหมาะสำหรับแผลที่สกปรก มีหนอง และมีเนื้อเยื่อตาย 
  4. ทิงเจอร์ไอโอดีน ยาชนิดนี้มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์สูง แสบพอๆ กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และระคายเคืองเนื้อเยื่อ ซึ่งไม่เป็นที่นิยมแล้วในปัจจุบัน 
  5. โพวิโดนไอโอดี เมื่อหยุดลงบนแผลจะไม่ทำให้รู้สึกแสบ ส่วนใหญ่ใช้ในแผลสด แผลไฟไหม้ แผลถลอก 
  6. น้ำเกลือล้างแผล 0.9% น้ำยาล้างแผลชนิดนี้เป็นยาล้างแผลอเนกประสงค์ เพราะไม่แสบ ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ จึงเหมาะกับการใช้ล้างแผลประเภทแผลเปิด 

การเลือกซื้อน้ำยาล้างแผลนั้น ไม่ควรจะเลือกซื้อขวดใหญ่ เพราะหลังจากการเปิดใช้แล้ว จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง ทำให้ความเข้มข้นในการฆ่าเชื้อโรคไม่เพียงพอ ควรจะเลือกซื้อขวดเล็ก หรือขนาดที่พอเหมาะกับการใช้งานจะดีกว่า

วิธีระงับเหงื่อ

วิธีระงับเหงื่อ

ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหงื่อออกมากใต้วงแขน และมีเหงื่อซึมออกมานอกเสื้อผ้า และเกิดกลิ่นตัวตามมา มาดูวิธีธีการง่ายๆ ในการระงับเหงื่อ ดังนี้

  1. ไม่ควรขาดน้ำ เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำ อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้มีการขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย 
  2. สมุนไพรในครัวสามารถช่วยระงับเหงื่อได้ เช่น เบคกิ้งโซดาผสมน้ำ ทำเป็นสเปร์ฉีดเพื่อลดเหงื่อและกลิ่นได้ 
  3. รับประทานอาหารลดเหงื่อ เลือกอาหารที่ช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายต่ำ เช่น ซุปผัก ฟักเขียว สลัด โฮลวีท เลี่ยงอาหารจำพวกเผ็ดร้อน ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ 
  4. ลดความเครียด พยายามควบคุมอารมณ์ ฝึกการหายใจ นั่งสมาธิ หรือเล่นโยคะ 
  5. เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ง่ายต่อการระบายความร้อนและเหงื่อ และควรจะเลือกผ้าที่ทำมาจากเนื้อผ้าใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายและผ้าลินิน 
  6. ใช้เครื่องมือหรือยาทางการแพทย์ช่วย เช่นการทำไอออนโต ฉีดโบท็อก หรือในรายที่เป็นมากๆ อาจต้องใช้การผ่าตัดช่วยด้วย 

หากคิดว่าเหงื่อออกมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่ามีโรคหรือภาวะอื่นที่ทำให้เกิดเหงื่อด้วยหรือไม่ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากไป, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะหมดประจำเดือน

กลิ่นตัวแรง ควรทำอย่างไร?

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดผู้ป่วยบางรายอาจอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ผลข้างเคียงบางประการถ้าไม่รักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น อาการไข้ระหว่างที่เม็ดเลือดขาวต่ำ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

ไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการดังนี้

  1. บริเวณแขนข้างที่ได้รับยาเคมีบำบัด มีอาการบวม แดง ร้อน แสบ หรือดำคล้ำ 
  2.  มีแผลหรือมีเชื้อราในช่องปากและลำคอ 
  3. มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ร่วมกับมีอาการท้องเสีย 
  4. ปัสสาวะมีเลือดป่น เจ็บเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะไม่ออกภายใน 8 ชั่วโมง 
  5. เยื่อบุช่องปากเป็นแผล และอักเสบรุนแรง 
  6. มีอาการหน้ามืด ใจสั่น แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย อาการซีดมากจากโลหิตจาง อ่อนเพลีย รู้สึกจะเป็นลม ปวดศรีษะอย่างรุนแรง และสูญเสียการทรงตัว 
  7. ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ 
  8. ถ้ามีไข้สูงโดยวัดอุณหภูมิได้มากกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซียลเซียส มีไข้ร่วมกับอาการหนาวสั่น ควรพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจรับระดับเม็ดเลือด และค้นหาสาเหตุของการติดเชื้อในร่างกาย 
  9. มีอาการปวดท้องรุนแรง ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุ่นแรง 
  10. น้ำหนักลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว 
  11. มีอาการบวมผิดปกติ 
  12. เลือดออกง่ายหรือไหลไม่หยุด หรือมีจุดเลือดจ้ำบริเวณผิวหนัง หรือ มีผื่นขึ้นตามตัว 

ถ้าอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถกินอาหารและดื่มน้ำได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยมีอาการซึมลง ควรพบแพทย์เพื่อรักษาภาวะดังกล่าว

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างทำคีโม

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

การดูแลผู้ป่วยหลังให้คีโมครบแล้ว

เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดครบแล้ว ควรดูแลตัวเองและสังเกตุอาการหลังได้รับยาเคมีบำบัด เพราะผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา ตั้งแต่ในขณะที่ได้รับยาหรือเกิดภายหลังได้รับยาเป็นชั่วโมงหรือหลายอาทิตย์

  1. ควรตัดผมสั้นเมื่อเกิดภาวะผมร่วง ใช้แชมพูชนิดอ่อน หรือแชมพูสระผมเด็ก หลีกเลี่ยงการย้อมหรือดัดผม และการใช้สเปรย์ 
  2. ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ เช่น ถั่วต่างๆ ต้นหอม ข้าวโพด หรือน้ำอัดลม เป็นต้น ควรกินอาหารที่มีกากใยต่ำ เพื่อลดปริมาณการขับถ่าย ลดการกินอาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลมากเกินไป 
  3. เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรดูแลเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย รักษาความสะอาดของปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ ใช้แปรงสีฟันชนิดอ่อน และไม่ควรแปรงฟันแรงๆ หลีกเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟันหรือไม้จิ้มฟัน 
  4. งดดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ 
  5. ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ ควรรับประทานอาหารครั้งและน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด กลิ่นฉุน และควรดื่มน้ำอุ่น น้ำส้ม หรือน้ำมะนาว บ้วนปากด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำเกลือเจือจางหลังกินอาหาร หรือหลังอาเจียนทุกครั้ง และที่สำคัญไม่ควรกังวลมากเกินไป เพราะจะทำให้อาการคลื่นไส้อาเจียนเพิ่มมากขึ้น 

ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนได้ แต่ผู้ป่วยสามารถป้องกันตั้งแต่แรกได้ โดยการกินยาป้องกันอาการคลื่นไส้ก่อนการรับยาเคมีบำบัด และนอกจากนั้น การออกกำลังการแบบผ่อนคลาย ดนตรีบำบัด และการดื่มน้ำขิงก็สมารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนลงได้เช่นกัน

หมายเหตุ: ผู้ป่วยจะสามารถกลับมากินอาหารได้ตามปกติเมื่อแพทย์ระบุว่าเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

เตรียมความพร้อมก่อนให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลผู้ป่วยระหว่างให้คีโม

อาการผิดปกติหลังให้คีโมที่ต้องรีบไปพบแพทย์