การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

พาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักตามกำหนด เพราะเด็กๆ จะติดเชื้อบาดทะยักได้ง่าย ซึ่งเชื้อบาดทะยักมีอยู่ทั่วไป ทั้งในดิน และสิ่งรอบตัว โดยพิษของเชื้อบาดทะยัก อาจทำให้เด็กๆ เสียชีวิตได้

กำหนดฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

  1. เด็กต้องฉีดวัคซีนให้ครบทั้ง 5 ครั้ง คือเมื่ออายุครบ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 1ปีครึ่ง และครั้งสุดท้ายเมื่ออายุครบ 4-5 ปี 
  2. หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว เด็กอาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาจมีอาการปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณที่ฉีดได้ และอาจมีไข้ หากเด็กปวดบวมบริเวณที่ฉีด ให้ประคบด้วยผ้าเย็น หากมีไข้ให้กินยาลดไข้พาราเซตามอลในปริมาณที่เหมาะสม หากมีอาการข้างเคียงรุนแรงมากขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที 
  3. เมื่อฉีดครบแล้ว ควรฉีดกระตุ้นอีกทุก 10 ปี เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันโรคอย่างต่อเนื่อง 
  4. สตรีมีครรภ์ควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันบาดทะยัก 
  5. ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีประวัติการฉีดวัคซีนมาก่อน ควรเริ่มต้นฉีดวัคซีน 3 ครั้ง ตามกำหนดการฉีดวัคซีน หลังจากนั้น ให้ฉีดกระตุ้นอีกทุกๆ 10 ปี 

เกร็ดน่ารู้

  • เด็กที่เกิดไหม่ ถ้าติดเชื้อบาดทะยักแล้ว จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก 
  • แผลสดที่มีความลึก จะทำให้เชื้อบาดทะยักเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุและอาการของโรคบาดทะยัก

การรักษาโรคบาดทะยักและวิธีป้องกัน

การรักษาโรคบาดทะยักและวิธีป้องกัน

การรักษาโรคบาดทะยัก

  1. ใช้ยาฆ่าเชื้อบาดทะยัก ซึ่งมีอยู่ 2 ตัว คือ อิมมูน กลอบูบิน เป็นยาที่ฆ่าเชื้อบาดทะยักโดยตรง อีกตัวคือวัคซีน จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเช่นกัน 
  2. การรักษาอาการกระตุก ชัก จำเป็นต้องฉีดยาเพื่อหยุดอาการชัก 
  3. การรักษาแบบประคับประคอง โดยให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลในห้อง ICU ที่ไม่มีแสงสว่างและเสียงดังมากเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการชักได้ง่าย ถ้าวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว จะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 4-6 สัปดาห์ 

วิธีป้องกันและหลีกเลี่ยงเชื้อบาดทะยัก

  1. เมื่อมีแผลต้องทำความสะอาดแผลทันที โดยการฟอกสบู่ ล้างน้ำสะอาด เช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70% หรือ ทิงเจอร์ใส่แผลสด พร้อมทั้งให้ยารักษาการติดเชื้อ 
  2. ควรเปลี่ยนผ้าพันแผลวันละครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล 
  3. ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน เมื่อมีแผลต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก 
  4. ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือถูกของมีคมบาดเป็นแผลฉกรรจ์ ผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับสิ่งสกปรกอยู่เสมอ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไว้ล่วงหน้า 
  5. สตรีที่ตั้งครรภ์ และบุตรที่คลอด ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักตามกำหนด
  6. โรคบาดทะยักสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่วัยทารก

การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

สาเหตุและอาการของโรคบาดทะยัก

สาเหตุและอาการของโรคบาดทะยัก

สาเหตุและอาการของโรคบาดทะยัก

บาดทะยัก เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน หรือมีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งชื้อโรคนี้จะอาศัยอยู่ในดิน สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลที่ผิวหนัง

โรคบาดทะยัก เป็นโรคติดเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางประสาทและกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม เตมานิ (Clostridium tetani) มีพิษต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการหดเกร็งตัว หรือกระตุกอยู่ตลอดวเวลา เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2วัน ถึง 2 เดือน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 สัปดาห์ จึงจะแสดงอาการของโรค

ติดเชื้อบาดทะยักได้อย่างไร?

  1. เชื้อบาดทะยักจะเข้าสู่ร่างกายทางแผลสด เช่น ถูกของมีคมบาด ตะปูตำ เข็มตำ แม้กระทั้งกิ่งไม้ตำ หรือการถูกสัตว์เลี้ยงกัด 
  2. ในเด็กแรกเกิดที่ตัดสายสะดือไม่สะอาด 
  3. การใช้ยาหรือแป้งฝุ่นพอกสะดือเด็ก อาจทำให้เกิดบาดทะยักได้ 

อาการของโรคบาดทะยัก

  1. อาการของโรคบาดทะยักจะขึ้นอยู่กับพิษของโรค แต่อาการโดยทั่วไปคือ ผู้ป่วยจะปวดเกรง หรือมีอาการเจ็บปวดบริเวณบาดแผล 
  2. ต่อมาจะมีอาการกระวนกระวาย ปวดศีรษะ โดยมากจะเป็นที่กล้ามเนื้อของขากรรไกร ทำให้ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ขึ้น กล้ามเนื้อส่วนคางและคอหดเกร็ง มองดูคล้ายยิ้มแสยะ คอเริ่มแข็ง กลืนอาหารลำบาก ทำให้การหายใจ และการควบคุมการทำงานของหัวใจผิดปกติ 
  3. ต่อมาจะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อตามร่างกาย แขน และขา 
  4. ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการไวต่อเสียงและแสง ทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น 
  5. ถ้ามีอาการชัก เกร็ง กระตุกนาน อาจเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายได้

การรักษาโรคบาดทะยักและวิธีป้องกัน

การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

ประโยชน์ของน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลา

ประโยชน์ของน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลา

อาหารเสริมจากน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลามีความแตกต่างกันอย่างอย่างไร และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง มาดูกัน

น้ำมันปลา(Fish Oil)

น้ำมันปลาเป็นน้ำมันที่สกัดมาจากเนื้อ หนัง หัวและหางของปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า และแมกเคอเรล ซึ่งในน้ำมันปลาจะมีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง ในกลุ่มโอเมก้า3 หรือ DHA และ EPA

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  1. ช่วยลดระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ และมีฤทธิ์ในการต้านเกาะตัวของเม็ดเลือด จึงช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น 
  2. ช่วยชลอวัย 
  3. ช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มแรกได้ 
  4. ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท เหมาะสำหรับทารกจนถึงวัยเด็กที่สมองกำลังพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ 
  5. ช่วยป้องกันความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ 
  6. ต้านการอักเสบของโรคไขข้ออักเสบ และโรคผิวหนังบางชนิด 
  7. ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการหอบหืด ภูมิแพ้ 
  8. น้ำมันปลาอุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดโอเมก้า3 

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะรับประทานน้ำมันปลานั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะการรับประทานน้ำมันปลามากจนเกินไป อาจจะทำให้วิตามินอีในร่างกายของเราลดลงได้

น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil)

น้ำมันตับปลาสกัดมาจากตับของปลาทะเลจริงๆ ส่วนมากจะใช้ปลาคอด หรืปลาแฮลิบัท มีวิตามินเอ และวิตามินดีในปริมาณสูง และสูงมากกว่าในน้ำมันปลา ซึ่งวิตามินเอและวิตามินดีมีประโยชน์ช่วยสงเสริมสุขภาพของดวงตา ผิวพรรณและกระดูก ส่วนไขมันโอเมก้า3 นั้นมีอยู่บ้าง แต่ไม่เข้มข้นสูงเท่ากับน้ำมันปลา

คำแนะนำ: หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานน้ำมันตับปลา เพราะมีวิตามินเอสูง อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

การทานมะเขือเทศหรือการดื่มน้ำมะเขือเทศเยอะๆ มีผลทำให้ผิวขาวขึ้นจริงหรือไม่ แล้วมะเขือเทศมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง มาดูกัน

ความจริงแล้วสีของผิวเราถูกกำหนดด้วยเซลล์เม็ดสีในชั้นผิวหนัง หรือที่เรียกกันว่าเมลานิน (Melanin) เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีผิวสีขาวได้จึงเกี่ยวข้องกับการลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวดูหมองคล้ำ การดื่มน้ำมะเขือเทศไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้น แต่ทำให้ผิวของเราเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และดูดีขึ้นได้ แถมยังมีประโยชน์อีกมากมาย

ในผลของมะเขือเทศนั้นมีสารไลโคปิน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโลทีนอยด์ (Carotenoide) พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีแดง แต่ในมะเขือเทศจะมีมากกว่าถึง 2 เท่า

ไลโคปินมีประสิทธิภาพช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าวิตามินอี โดยมันจะทำงานร่วมกับออกซิเจนในกระแสเลือด เพื่อดักจับสารอนุมูลอิสระ แล้วขับมันออกไปจากร่างกาย

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

  1. ต่อต้านอนุมูลอิสระ 
  2. ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับคอลลาเจนในชั้นผิว 
  3. ช่วยชลอการเกิดริ้วรอย ลดสิว และลดรอยด่างดำ 
  4. ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ 
  5. ช่วยลดคอเลสเตอรอล 

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการกินมะเขือเทศ

  1. มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะได้ประโยชน์มากกว่ามะเขือเทศสด เพราะร่างกายดูดซึมไลโคปินได้ง่ายกว่า 
  2. มะเขือเทศที่ผ่านกระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มะเขือเทศต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ หรือซุปมะเขือเทศ พบว่าปริมาณไลโคปินสูงขึ้นมาก เพราะมีการผ่านกระบวนการทำให้เข้มขึ้นนั้นเอง 
  3. การดื่มน้ำมะเขือเทศมากเกินไปอาจทำให้เลือดกำเดาไหลง่าย และทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย 
  4. ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศ เพราะในน้ำมะเขือเทศมีโพแทสเซียมสูง 
  5. การดื่มน้ำมะเขือเทศเพื่อสุขภาพ เพียงวันละแก้วก็เพียงพอแล้ว 
  6. แนะนำให้ดื่มน้ำมะเขือเทศหลังอาหาร เพราะน้ำมันในอาหารจะช่วยขับไลโคปิน แล้วทำให้ร่างกายของเราเอาไปใช้ได้ง่าย

ประโยชน์ของอะโวคาโด

ประโยชน์ของอะโวคาโด

ประโยชน์ของอะโวคาโด

อะโวคาโดถือว่าเป็นสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

ประโยชน์ของอะโวคาโด

  1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย 
  2. มีวิตามินอีสูง ช่วยลดริ้วรอยได้ดีกว่าผลไม้ชนิดอื่น 
  3. มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา 
  4. มีกรดไขมันชนิดเดียวกันกับน้ำมันมะกอก คือชนิดไม่อิ่มตัว สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดโอกาสเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และป้องกันโรคหัวใจได้ 
  5. มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันการเป็นหวัด และโรคเลือดออกตามไรฟัน 
  6. มีโฟเลทสูง ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะโฟเลทจะช่วยในเรื่องพัฒนาการของสมองและระบบประสาทของทารก 
  7. มีวิตามินบี1, 2, 3, 5, 6 และบี9 ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดเหน็บชา และโรคปากนกกระจอก 
  8. เหมาะสำหรับเด็ก เพราะอุดมไปด้วย DHA ช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง 
  9. ใช้บำรุงผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้ง จะช่วยให้ผิวชุมชื้น เปล่งปลั่ง 
  10. น้ำมันอะโวคาโด สามารถใช้นวดศีรษะ เพื่อช่วยการเร่งให้ผมยาวเร็วขึ้น 
  11. อะโวคาโดช่วยลดน้ำหนักและไม่ทำให้อ้วน สามารถช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ได้เป็นอย่างดี 
  12. ในเนื้ออะโวคาโดประกอบไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ต่างๆ ถึง 11 ชนิดด้วยกัน โดยจะพบมากบริเวณเนื้อที่มีสีเขียวเข้มใต้เปลือก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคต่างๆ 

คำแนะนำ : อย่าทานอะโวคาโดเกินวันละ 1 ลูก เพราะอะโวคาโดเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง

อนุมูลอิสระคืออะไร?

วิธีลดน้ำหนักภายใน 1 วัน

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

เม็ดแมงลักมีประโยชน์อะไรบ้าง?

เม็ดแมงลักมีประโยชน์อะไรบ้าง?

เม็ดแมงลัก คือ สมุนไพร มีลักษณะกลมยาว สีดำ เมื่อนำไปแช่น้ำจะสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า และมีเมือกห่อหุ้ม มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง

ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก

  1. ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย เพราะเม็ดแมงลักมีเส้นไยที่ช่วยดูดซับไขมันได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากไยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดีจึงถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นไยของเม็ดแมงลัก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ด้วย 
  2. เป็นยาระบาย ช่วยลดอาการท้องผูกหรือมีปัญหาในการขับถ่าย เนื่องจากเปลือกของเม็ดแมงลักเป็นสารเมือกหลังแช่น้ำ และยังมีกากอาหารที่หนาแน่น ช่วยทำความสะอาดผนังลำไส้ อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ทำให้การขับถ่ายได้สะดวกขึ้น 
  3. เม็ดแมงลักไม่สามารถทำให้ไขมันสะสมสลายไปได้ แต่ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ เพราะเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน พองตัวได้นาน ทำให้กินแล้วอิ่มท้องนานขึ้น และกินอาหารอื่นๆ ได้น้อยลง 
  4. เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะการพองตัวของเม็ดแมงลักทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ช้าลง นั้นหมายความว่าร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลได้น้อยลงด้วย 

วิธีกินเม็ดแมงลักให้ได้ประโยชน์

ใช้เม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้วใหญ่ แช่ให้เม็ดพองเต็มที่ ถ้าจะกินเพื่อลดน้ำหนัก ให้กินก่อนอาหาร แนะนำให้กินในมื้อเย็น แต่ถ้าใช้เป็นยาระบายให้กินก่อนนอน จะทำให้การขับถ่ายดีในตอนเช้า

ข้อควรระวัง

  1. การแช่เม็ดแมงลักจะต้องแช่ให้พองตัวเต็มที่ เพราะถ้ากินเม็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่เข้าไป จะทำให้เม็ดแมงลักไปดูดซับน้ำในกระเพาะ ทำให้มีปัญหาเรื่องการย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เม็ดแมงลักอาจจับตัวเป็นก้อนอุดตันในลำไส้ ทำให้เกิดลำไส้อุดตันและมีอาการท้องผูกได้ 
  2. ไม่ควรกินเม็ดแมงลักทุกมื้อ เพราะจะทำให้เราได้สารอาหารอื่นๆ ไม่เพียงพอ แนะนำให้กินวันละ 1 มื้อ 
  3. คนที่ลดน้ำหนักด้วยการกินเม็ดแมงลัก ต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารด้วย เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ได้ช่วยเรื่องการเผาผลาญแต่อย่างได

สูตรควบคุมน้ำหนักง่ายๆ

วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย

วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย

ผมหงอกก่อนวัยเกิดจากสาเหตุใกล้ตัว คือ อาหารที่เรากิน พันธุกรรม รวมถึงยาบางอย่างก็ทำให้เราผมหงอกก่อนวัยได้

ปกติผมจะหงอกตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น รากผมผลิตเม็ดสีได้น้อยลงจนเสื่อมสภาพ ทำให้เส้นผมไม่มีสี และกลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทา ส่วนใหญ่ผมจะเริ่มหงอกโดยธรรมชาติเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป

สาเหตุทำให้ผมหงอกก่อนวัย

  1. กรรมพันธุ์ 
  2. ความเครียด 
  3. คนที่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ 
  4. เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น โรคหนังศีรษะ จะผมจะหงอกจะขึ้นเป็นกลุ่ม 
  5. การขาดวิตามิน B12 
  6. การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยาเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง 

วิธีรักษาผมหงอกก่อนวัย

  1. กินอาหารที่มีสังกะสีเยอะๆ 
  2. กินงาดำ จะช่วยบำรุงผม ทำให้ผมดำเป็นมันและสุขภาพดี 
  3. นอนให้เพียงพอ คนที่นอนหลับๆ ตื่นๆ หรือนอนดึกมากๆ จะทำให้ผมหงอกก่อนวัยง่าย 
  4. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับผมหงอกก่อนวัย

  • ผมหงอกธรรมชาติจะขึ้นที่บริเวณข้างศรีษะก่อน และบริเวณกระหม่อนด้านบน แล้วค่อยกระจายไปทั่วศรีษะ และจะลามลงมาที่หนวดเคราและบริเวณลำตัว 
  • การขาดวิตามิน B5 ทำให้สีผมจางลงได้ 
  • ผมหงอกที่เกิดจากโรคต่างๆ หรือความเครียด ผมสามารถกลับมาเป็นสีดำเหมือนเดิมได้เมื่อรักษาอาการของโรคแล้ว แต่ผมหงอกธรรมชาติไม่สามารถกลับมามีสีดำได้อีก เพราะเซลล์สร้างเม็ดสีบริเวณเส้นผมได้เสื่อมสภาพแล้ว 
  • ยาสร้างเม็ดสี ไม่สามารถช่วยเรื่องผมหงอกได้เลย เพราะเซลล์สร้างเม็ดสีบริเวณเส้นผมกับบริเวณผิวหนังมีการทำงานที่แตกต่างกัน ยากลุ่มนี้จะช่วยเฉพาะบริเวณผิวหนังเท่านั้น 
  • ไม่ควรถอนผมหงอก เพราะการถอนผมบ่อยๆ จะทำให้ต่อมรากผมอ่อนแอและเสียหาย อาจไม่มีผมขึ้นไหม่จากต่อมรากผมนั้นอีกเลย

ผมร่วงควรทำอย่างไร?

การนับลูกดิ้นเพื่อตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

การนับลูกดิ้นเพื่อตรวจสุขภาพทารกในครรภ์

ตรวจสุขภาพลูกในครรภ์ด้วยตัวคุณแม่เองด้วยการนับลูกดิ้น คุณแม่สามารถนับลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 32 สัปดาห์เป็นต้นไป

วิธีการนับลูกดิ้นง่ายๆ ด้วยตัวเอง

  • หลังรับประทานอาหารไปแล้ว 1ชั่วโมง ให้คุณแม่นับว่าลูกดิ้นกี่ครั้ง ในมื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น รวมกันใน 1 วัน ลูกจะต้องดิ้นมากกว่า 10 ครั้ง ถือว่าสุขภาพลูกปกติดี 
  • แต่ถ้าใน 1 มื้อ คุณแม่นับแล้ว ลูกดิ้นไม่ถึง 3 ครั้ง ขอให้คุณแม่นับต่อจนครบ 2 ชั่วโมง ถ้าครบ 2 ชั่วโมงแล้ว ลูกยังดิ้นไม่ถึง 3 ครั้ง คุณแม่ควรไปโรงพยาบาล 
  • หรือถ้าใน 1 วัน ลูกดิ้นไม่เกิน 10 ครั้ง ขอให้คุณแม่ไปโรงพยาบาล 

คุณแม่ต้องคอยสังเกตุอาการของตัวเอง ถ้าไม่แน่ใจแนะนำใหไปโรงบาล เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก

สาเหตุการคลอดก่อนกำหนด

วิธีป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

ปัญหาของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด

ปัญหาของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด

ปัญหาของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด

ถ้าเด็กยิ่งคลอดก่อนกำหนดมากเท่าใด ปัญหาก็จะยิ่งตามมาเยอะเท่านั้น เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ของเด็กยังคงเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจและปอดของเด็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ มีอาการหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ และหายใจเสียงดังได้ 
  2. ปัญหาด้านการมองเห็น เนื่องจากการเจริญเติบโตที่ไม่สมบูรณ์ของเส้นเลือดจอประสาทตา จึงมีความเปราะบางและแตกได้ง่าย ดังนั้นเด็กที่คลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาก่อนออกจากโรงพยาบาล และเด็กอายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ หรือน้ำหนักตัวมากกว่า 1,500 กรัม แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เด็กเหล่านี้ก็จำเป็นต้องตรวจตาด้วยเช่นกัน 
  3. ปัญหาการได้ยิน เด็กคลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียการได้ยิน จึงต้องได้รับการตรวจสอบการได้ยินจากแพทย์ก่อนออกจากโรงพยาบาล 
  4. การติดเชื้อ เด็กคลอดก่อนกำหนดจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายในช่วงขวบปีแรก เนื่องจากกลไกการป้องกันการติดเชื้อยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เต็มที่ 
  5. พัฒนาการช้า เด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กปกติ ซึ่งอาจพบได้ในช่วง 2 ปีแรก หลังจากนั้นจะมีพัฒนาการเทียบเทียมกับเด็กปกติได้

สาเหตุการคลอดก่อนกำหนด

วิธีป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

การนับลูกดิ้นเพื่อตรวจสุขภาพทารกในครรภ์