การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

การวางแผนการบริโภคอาหารและตำหรับต่างๆในผู้ป่วยเบาหวาน การรักษาแบบธรรมชาติหรือตามหลักอายุรเวทที่จะช่วยให้ควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มีสมุนไพรหลายชนิดที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด ข้อดีที่สุดของการใช้ยาสมุนไพรรักษาเบาหวานเหล่านี้คือมักไม่มีผลข้างเคียง ต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานมากที่สุด มะระ มะตูม ผักจินดา ลูกซัด ขมิ้นชัน หัวหอม แพงพวยฝรั่ง สะเดา กระเทียม เทพี

การรักษาเบาหวานตำหรับอายุรเวท

  • มะระ ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับเบาหวาน ดื่มน้ำมะระอย่างน้อย 1 ช้อนโต๊ะทุกวันจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและในปัสสาวะ การนำมะระมาทำเป็นเนยใส (ฆี) กินเป็นเวลา 3 เดือนจะช่วยลดเบาหวานลงได้อย่างชัดเจน 
  • นำน้ำมะขามป้อม 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมะระสดหนึ่งถ้วย ดื่มทุกวันเป็นเวลา 2 เดือนจะช่วยให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้มากขึ้น ดื่มน้ำ 1 แก้วร่วมกับใบกะเพรา 10 ใบ ใบสะเดา 10 ใบ และกระเทียม 10 กลีบ ตอนเช้าขณะท้องว่าง จะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี 
  • นำเมล็ดผักจินดา (100 กรัม) ขมิ้นชัน (50 กรัม) และพริกไทยขาวมาบดรวมกัน กินผงที่บดแล้ว 1 ช้อนชาพร้อมกับนม 1 แก้ว วันเว้นวัน นำน้ำเปล่า 1 ถ้วยใส่ในภาชนะทองแดง 1 คืนแล้วนำมาดื่มตอนเช้า 

วางแผนการบริโภคอาหารและโภชนาบำบัด

เบาหวานเป็นโรคหนึ่งที่จะกำเริบรุนแรงหากกินอาหารผิดชนิด ดังนั้น การวางแผนการบริโภคอาหารเป็นวิธีหลักในการจัดการกับเบาหวาน หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาลในทุกรูปแบบ – ข้าว มันฝรั่ง กล้วยหอม ผลไม้และธัญพืชที่มีปริมาณน้ำตาลสูง

กินอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเขียวผิวดำ ถั่วเหลือง ปลา ฯลฯ ให้มากที่สุด ควรกินผักบางชนิด เช่น มะระ ถั่วฝักยาว แตงกวา หัวหอมและกระเทียม ผลไม้ เช่น มะขามป้อม ลูกหว้า องุ่น และธัญพืชจำพวกถั่วชิคพีวะ ถั่วเขียวผิวดำ เป็นประจำ ผักสดและสมุนไพรมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตับอ่อนและช่วยในการผลิตอินซูลิน 

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน

การดูแลและรักษาผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวาน

หลากหลายวิธีควบคุมน้ำหนัก

หลากหลายวิธี “ควบคุมน้ำหนัก”

การควบคุมน้ำหนักมีหลายวิธีด้วยกัน โดยเฉพาะการควบคุมและเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี และวิธีช่วยควบคุมไม่ไห้หิวบ่อย

ควรกินอาหารวันละกี่มื้อ

จริงๆแล้วการรับประทานที่ดีควรกระจายมื้ออาหาร แบ่งมื้อนั้นเป็นมื้อเล็กๆ ทานทีละน้อยๆ บ่อยๆจะดีกว่าการที่เราทานเข้าไปปริมาณมากๆในมื้อเดียว เพราะถ้าเรารับประทานจนกระทั่งกระเพาะขยายอันนี้ไม่ดีแน่ๆ เพราะจะทำให้เราเคยชินกับการรับประทานอาหารในปริมาณมากๆ

การทานทีละน้อยๆจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเราไม่แกว่ง ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดที่คงทีทั้งวันนั้นก็จะเป็นผลดีกับร่างกาย แต่ถ้าทานเยอะๆมื้อเดียวก็อาจจะทำให้ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และการทานแบบนี้บ่อยก็จะทำให้เกิดภาวะเบาหวาน ใขมันในเลือดสูง ความดันในเลือดสูง พลังงานที่เกินใช้ไม่หมดก็จะถูกเปลี่ยนเป็นใขมันสะสมตามร่างกาย นอกจากนั้นใขมันอาจจะไปสะสมที่ตับทำให้เกิดเป็นโรค เช่น ใขมันเกาะตับ หรือถ้าสะสมในช่องท้องมากๆ ก็จะทำให้มีภาวะอ้วนและในอนาคตก็มีโอกาสเป็นโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ใขมัน ความดัน และหลอดเลือดหัวใจได้

สาเหตุที่ทำให้เราหิวบ่อย

จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เราเกิดอาการหิวและทานเยอะ ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มแป้งและน้ำตาล เวลาเรารับประทานเข้าไป น้ำตาลจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พอเราทานขนมหรืออาหารหวานก่อนอาหารคาวเราจะมีความรู้สึกหิวและอยากทานอาหารเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ตัดออกไปก่อนเลยอย่าเพิ่งรับประทาน เวลาที่เราทานอาหารพวกขนมหวานเยอะๆน้ำตาลจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและพอเราหยุดน้ำตาลจะตก พอน้ำตาลตกเราจะรู้สึกว่าหิวมากอยากจะทานอะไรต่อไปอีก

ไอเดทแบบใหนดีที่สุด

  1. แอทกิ้น ไดเอท (Atkins Diet) คือจการควบคุมอาหารประเภทแป้ง เน้นโปรตีนสูง และคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะทำให้ไม่ค่อยหิวแต่จะสูญเสียน้ำออกจากร่างกายค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นในระยะสั้นน้ำหนักจะลดเร็วจริง แต่ระยะยาวนั้นถ้าเกิดเราไม่กินแป้งเราก็ต้องไปกินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น การที่เรากินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นในระยะยาวอาจจะทำให้เรามีโรคตามมา เช่น โรคใขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจได้
  2. ไฮ โปรตีน ไดเอท (High Protein Diet) จริงๆแล้วการกินโปรตีน ถ้ากินอยู่ในระดับที่พอเหมาะประมาณ 15-20 เปอร์เซนต์ ก็ทำให้เราสามารถเอาไปสร้างกล้ามเนื้อได้ แต่ถ้าเกิดทานโปรตีนมากเกินไป บางทีในระยะยาวอาจจะทำให้เกิดผลเสียบางอย่าง เช่น ทำให้ค่าไตผิดปกติได้ หรือทำให้เป็นนิ่วในไตได้
  3. บาลานซ์ ไดเอท (Balance Diet) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในระยะยาว คือ ลดพลังงานลงแต่ว่ามีสัดส่วนอาหาร โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและใขมันที่เหมาะสม คือ
  • ใขมันและน้ำตาล 7 %
  •  เนื้อสัตว์ 25 %
  •  แป้งและธัญพืช 33 %
  • ผักและผลไม้ 35 %

วิธีคำนวณความสัมพันธุ์ของความสูงกับน้ำหนัก

น้ำหนัก(เป็นกิโลกรัม) หาญด้วย ความสูง2(เป็นเมตร) ก็จะได้ค่า BMI

ค่า BMI ที่ได้

  • 15 – 18.4 = น้อยเกินไป
  • 18.5 – 22.9 = ปานกลาง(ทั่วไป)
  • 23 – 27.5 = มากเกิน
  • 27.6 – 40 = โรคอ้วน

วิธีลดน้ำหนักใน 1 วัน

วิธีลดแคลอรี่ในอาหาร

ผลไม้ลดน้ำหนัก

อาหารที่กินแล้วไม่อ้วน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเริม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเริม

  • ผู้ที่ติดเชื้อโรคเริมที่อวัยวะเพศสามารถทำกิจกรรมทางเพศได้ แต่หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีอาการของโรค 
  • สวมถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศสามารถช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้ 
  • ประชากรชาวอเมริกันมากกว่า 50% ติดเชื้อโรคเริมและส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ 
  • การจูบปากกับผู้ที่มีตุ่มใสที่ริมฝีปากนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโรคเริมได้ 
  • คุณไม่สามารถติดเชื้อโรคเริมได้จากการนั่งบนโถชักโครกเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ 
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศนั้นสามารถกระจายจากจุดหนึ่งของร่างกายไปยังส่วนอื่น ๆ ได้ 
  • ถ้าคุณไม่เคยมีอาการของผู้เป็นโรคเริมเลยนั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ติดเชื้อโรคเริม 
  • ความเครียดสามารถกระตุ้นการกำเริบซ้ำของโรคเริมได้ *ผู้ติดเชื้อโรคเริมที่อวัยวะเพศมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอต่อเชื้อไวรัส HIV 
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศไม่ทำให้เป็นหมัน 
  • เริมที่เกิดบริเวณปากนั้น มักเกิดกับเด็ก แต่จะพบน้อยลงหลังอายุ 35 ปีไปแล้ว 
  • เริมที่บริเวณอวัยวะเพศจะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก 
  • คนส่วนใหญ่มักติดโรคเริมทั้งสองชนิดจากการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง

เป็นเริมขณะตั้งครรภ์

เป็นเริมที่อวัยวะเพศ

โรคเริมคืออะไร

การรักษาและป้องกันโรคเริม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเริม

เริมที่อวัยวะเพศ?

โรคเริมที่อวัยะเพศ

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส HSV (herpes simplex virus) มักแสดงอาการขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ปากมดลูก หรืออาจแสดงอาการบนผิวหนังบริเวณอื่นของร่างกายได้ด้วย

โดยทั่วไปแล้วเริมที่อวัยวะเพศนั้นแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด รูทวาร หรือด้วยปาก เมื่อผู้ใดติดเชื้อไวรัสเริมแล้ว เชื้อนี้จะทำการฝังตัวอยู่ในร่างกายอย่างถาวร ผู้ติดเชื้อโรคเริมที่อวัยวะเพศหลายคนอาจไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ เพราะมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือในหลาย ๆ คนอาจไม่มีอาการของโรคที่สามารถสังเกตเห็นได้เลย

อาการของโรคเริมที่อวัยวะเพศ

มีอาการเจ็บแสบบริเวณรอบ ๆ อวัยวะ และอาจมีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก่อนแล้วจึงจะเกิดตุ่มใส ๆ ขึ้นที่อวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้นและทวารหนักในเวลาต่อมา และมีอาการเจ็บปวดมาก

ส่วนใหญ่อาการของโรคอาจจะยังไม่ปรากฏทันที อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีหลังจากที่ติดเชื้อแล้ว อาการติดเชื้อเริมในครั้งแรกจะมีความรุนแรงมากกว่าครั้งต่อๆ ไป และอาจเป็นอยู่นานถึง 20 วัน ส่วนใหญ่แล้วแผลพุพองนี้จะหายไปเองและจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหลงเหลือไว้ สามารถสังเกตุอาการได้คือ

  • ในผู้หญิงอาจมีมีตกขาวร่วมด้วย 
  • เจ็บแสบเมื่อปัสสาวะ 
  • มีไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ 
  • มีผื่นแดงเจ็บปวดมาก หลังจากนั้นจะรู้สึกแสบร้อน แล้วกลายเป็นแผลพุพองที่บริเวณโดยรอบอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้นและทวารหนักในเวลาต่อมา 

การดูแลรักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ

  1. อาการเจ็บปวด บรรเทาด้วยยาพาราเซตามอล (ไทลินอล, แอคซิตามิโนฟีน) หรือไอบูโปรเฟน ซึ่งสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งแพทย์
  2. การแช่อาบน้ำเกลือนั้นสามารถบรรเทาอาการได้ 
  3. ปะคบด้วยถุงน้ำแข็ง โดยห่อน้ำแข็งด้วยวัสดุอื่นก่อน อย่าปะคบก้อนน้ำแข็งบนผิวหนังโดยตรง 
  4. ทาวาสลีน (หรือขี้ผึ้งปิโตเลียมอื่น ๆ ) ลงบนบริเวณแผล ถ้าหากว่ามีอาการปวดแสบเมื่อปัสสาวะให้ชะโลมครีมหรือโลชั่น เช่น ลิโดเคอีน ลงบนบริเวณช่องทางเดินปัสสาวะ บางคนใช้วิธีการปัสสาวะขณะที่แช่ในน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด 
  5. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่คับแน่นหรือพอดีตัว โดยเฉพาะบริเวณที่ปรากฏอาการของโรค 
  6. ล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะเมื่อคุณสัมผัสบริเวณที่ปรากฏอาการของโรค 
  7. งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการของโรคที่ปรากฏนั้นหายดี

เป็นเริมขณะตั้งครรภ์

โรคเริมคืออะไร

การรักษาและป้องกันโรคเริม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเริม

การรักษาโรคเริม

การรักษาโรคเริม

เริมเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีวิธีบรรเทาโรคและป้องกันไม่ให้โรคกลับมากำเริบซ้ำได้ดังนี้

โรคเริมสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา การใช้ยาต้านไวรัสไม่ได้ช่วยให้หายขาด เพียงแต่ช่วยลดความรุนแรงของโรคเท่านั้น แพทย์อาจให้ยา acyclovir เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่จำนวนของเชื้อไวรัส และช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการ และทำให้แผลที่ปรากฏนั้นหายเร็ว แต่จะใช้ยาต่อต้านไวรัสนี้ในในผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการครั้งแรก เพราะอาการของโรคเริมที่กำเริบซ้ำนั้นมีความรุนแรงน้อยลง ดังนั้นการรักษาด้วยยาจึงไม่มีความจำเป็นเท่าใดนักต่ออาการในครั้งถัด ๆ ไป

ในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง ควรได้รับยาต้านไวรัสเฉพาะโรคร่วมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เสียชีวิตได้

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเริมได้เด็ดขาด โดยแพทย์จะรักษาผู้ป่วยตามอาการ เมื่อหายดีแล้ว เชื้อไวรัสจะยังหลบซ่อนอยู่ภายในป่มประสาท ซึ่งยาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้ เรียกว่าระยะพักหรือหลบซ่อนตัว เมื่อผู้ป่วยมีภาวะร่างกายอ่อนแอ เชื้อจะย้อนแนวประสาทออกมาแสดงอาการได้อีก

การรักษาเป็นครั้งคราวและแบบระงับอาการ

การรักษาแบบเป็นครั้งคราว มักใช้กับผู้ติดเชื้อที่มีอาการกำเริบน้อยกว่า 6 ครั้งต่อปี เป็นการรักษาด้วยคอร์ส 5 วัน ในการใช้ยาต่อต้านไวรัสในแต่ละครั้งที่มีอาการของโรคปรากฏ

การรักษาแบบระงับอาการ ถ้าผู้ติดเชื้อมีอาการกำเริบของโรคมากกว่า 6ครั้งต่อปี หรือกรณีที่อาการที่กำเริบนั้นมีความรุนแรงมาก อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาต่อต้านไวรัสนานกว่า 5 วัน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของการรักษาแบบนี้ก็คือเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการกำเริบขึ้นมาในภายภาคหน้า ดังนั้นผู้ติดเชื้อบางคนอาจใช้ยา acyclovir สองครั้งต่อวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน และถึงแม้ว่าการรักษาแบบระงับอาการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคเริมไปยังคู่รักได้ แต่ก็ยังคงมีโอกาสเป็นไปได้ที่เชื้อโรคเริมนั้นยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่ การ

ป้องกันโรคเริม

  • สวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ 
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่อาการของโรคเริมนั้นยังกำเริบอยู่ รวมถึงการสัมผัสผิวหนังด้วย
  • หลีกเลี่ยงการจูบเมื่อมีตุ่มใสขึ้นบริเวณปาก 
  • ไม่ควรมีคู่นอนหลายคน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด 
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เป็นเริมขณะตั้งครรภ์

โรคเริมคืออะไร

เป็นเริมที่อวัยวะเพศ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเริม

วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน

แผลเบาหวานถ้าดูแลและปฏิบัติถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงการลุกลามของแผลได้ หากเป็นมากและไม่ได้รับการรักษาดูแลอย่างถูกวิธี อาจถึงขั้นสูญเสียอวัยวะส่วนขาและเท้าได้

การดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน

  1. ตรวจและดูแลผิวหนังทุกวัน หากมีอาการอักเสบ รอยแดง หรือเป็นแผลไม่หายภายใน 2-3 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ 
  2. ควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด รับประทานยาและควบคุมอาหารตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  3. ทำความสะอาดเท้า ล้างเท้าให้สะอาดทุกวันด้วยสบู่ เช็ดเท้ารวมทั้งตามซอกนิ้วเท้าให้แห้งอยู่เสมอ 
  4. ทาโลชั่นที่บริเวณผิวเท้าเพื่อป้องกันผิวแห้ง แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้า 
  5. ถ้ามีแผลเล็กน้อย ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่ หรือน้ำเกลือล้างแผล และทายาสำหรับแผลเบาหวานโดยเฉพาะ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือเบตาดีนทา และห้ามใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างแรง ถ้าแผลใหญ่บวมแดง ควรรีบไปพบแพทย์
  6. ตัดเล็บเท้าด้วยความระมัดระวังและตัดให้ถูกวิธี โดยตัดขวางเป็นเส้นตรงให้พอดีกับเนื้อ เพื่อป้องกันเล็บขบ
  7. ใส่ถุงเท้าที่สะอาด และไม่ใช้ถุงเท้าที่รัดเกินไป เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่สะดวก 
  8. เลือกใช้รองเท้าที่นิ่ม ไม่คับหรือหลวมไป และสวมรองเท้าทั้งในและนอกบ้านเพื่อป้องกันการเกิดแผล และตรวจดูภายในรองเท้าก่อนสวมทุกครั้ง
  9. ออกกำลังเท้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น โดยต้องผ่านการปรึกษาจากแพทย์ผู้ดูแล และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเท้า
  10. หากมีตุ่มหนอง บาดแผล หรือการอักเสบที่เท้า อย่าใชเข็มบ่งเอง ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรักษา
  11. ผู้ป่วยเบาหวานห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนและไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

อาการของโรคเบาหวาน

การรักษาและดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเบาหวาน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเบาหวาน

คนผอมก็เป็นเบาหวานได้ เพราะคนๆนั้นไม่มีอินซูลีน เพราะตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลีนออกมาได้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องตับอ่อน

เบาหวานทำให้ตาบอดได้ เบาหวานทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาเกิดผิดปกติ เส้นเลือดแตกแล้วไปกระจายอยู่ในจอตาทำให้การเห็นภาพผิดปกติ

หลักการเลือกซื้อเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด

  1. ขนาดของเครื่อง ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีขนาดกระทัดรัด เบาบาง เหมาะในการพกติดตัวไปใหนมาใหนได้สะดวก โดยเฉพาะเมื่อต้องการเดินทางบ่อยๆ 
  2. ขนาดของหน้าจอหรือปุ่มสัมผัส ต้องง่ายต่อการใช้งาน 
  3. การเก็บข้อมูล ภายในตัวเครื่องควรที่จะมีหน่วยความจำที่สามารถบันทึกข้อมูลในการวัดระดับน้ำตาลครั้งก่อนๆเอาไว้ได้ และสามารถถ่ายโอนข้อมูลนั้นไปยังโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการส่งข้อมูลนั้นไปให้กับแพทย์โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปโรงพยาบาล 
  4. วิธีการประเมิณผล เครื่องวัดควรจะประมวลและอ่านผลได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในช่วงเวลาฉุกเฉิน 
  5. คุณสมบัติเพิ่มเติมอื่นๆ ที่เพิ่มความสะดวกไช้งานได้มากขึ้น เช่น การมีแสงที่ช่วยให้มองเห็นได้ในเวลากลางคืน สามารถวัดอุณหภูมิได้ หรือการอ่านค่าออกมาเป็นเสียงพูด เป็นต้น 

ทำไมคนเป็นเบาหวานบางทีต้องตัดขา?

โดยปกติเมื่อเป็นแผลและเกิดการติดเชื้อร่างกายนั้นจะมีเม็ดเลือดขาวคอยไปกำจัดแบคทีเรียที่เข้ามาในร่างกาย แต่เพราะเส้นเลือดที่ขาจะยาวกว่าเส้นเลือดที่แขน ทำให้โอกาสที่เส้นเลือดจะผิดปกติมีมากกว่า เมื่อเส้นเลือดตีบตันเลือดที่ไปเลี้ยงปลายขาก็จะน้อยลง ถ้าเกิดเป็นแผลแม้จะเป็นเพียงแผลเล็กๆแต่ถ้าเกิดการติดเชื้อจะทำให้แผลเน่าเร็วขึ้น เพราะเม็ดเลือดขาวไม่สามารถเข้าไปกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ จึงจำเป็นต้องตัดขาทิ้งเพื่อไม่ให้แผลเน่าลุกลาม

อาการของโรคเบาหวาน

การรักษาและดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน

การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

การรักษาดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

การรักษาดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้เป็นเบาหวานบางคนเพียงควบคุมอาหารและออกกำลังกายก็สามารถควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดได้แล้ว แต่บางคนระดับน้ำตาลยังสูงอยู่ แพทย์จำเป็นต้องเริ่มให้ยาเบาหวาน

ถ้าผู้เป็นเบาหวานควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในช่วง 3 เดือน หรือค่า A1C ก็สูงกว่า 6.5 แพทย์จำเป็นต้องเริ่มให้ยาเบาหวาน ดังนี้

เป็นเบาหวานเพราะขาดอินซูลิน

  1. ให้ยาเม็ดกลุ่มที่ 1 หรือ ชัลโฟนีลบูเรีย (Sulfonylurea) เพื่อกระตุ้นตับอ่อนให้สร้างอินซูลินเพิ่ม ยานี้มีทั้งออกฤทธิ์สั้น ปานกลาง และยาว แต่ต้องระวังเพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นอันตรายได้ โดยทานวันละครั้ง 
  2. ให้ยาเม็ดกลุ่มที่ 2 หรือ กลิไนด์ ยากลุ่มนี้เหมือนซัลโฟนีลบูเรีย แต่มีฤทธิ์สั้นกว่า ข้อดีกของยากลุ่มนี้คือ ช่วยลดระดับน้ำตาลหลังอาหารได้ดี ข้อเสียคือ ต้องทานก่อนอาหารทุกมื้อ

เป็นเบาหวานเพราะเกิดภาวะต้านอินซูลิน

  1. การให้ยาเม็ดกลุ่มที่ 5 กลูโคเบ (Glucobay) และ บาเซน (Basen) เป็นยาลดน้ำตาลหลังอาหาร ยากลุ่มนี้จะทำหน้าที่ยับยังเอนไซม์ที่ผนังลำไส้ ทำให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลได้ช้าลง และทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารไม่สูงขึ้นมาก ยากลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ค่อนข้างอ่อน นิยมใช้กับผู้เป็นเบาหวานที่เพิ่งเริ่มเป็น และระดับน้ำตาลยังไม่สูงมาก หรือใช้ร่วมกับยาตัวอื่น เนื่องจากการเกิดเบาหวานมีหลายสาเหตุ ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานจึงอาจจำเป็นต้องรับยาหลายกลุ่มร่วมกัน 
  2. ให้ยาเม็ดกลุ่มที่3 กลิตาโซน (Glitazone) เพื่อลดภาวะต้านอินซูลิน ทำให้กล้ามเนื้อและไขมันไวต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน สามารถเก็บกักน้ำตาลได้มากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง แต่ในบางคนใช้แล้วอาจเกิดอาการบวมได้ 
  3. ให้ยาเม็ดกลุ่มที่4 เมทฟอร์มิน (Metfomin) มีฤทธิ์ลดภาวะต้านอินซูลิน ควบคุมสมดุลของน้ำตาลในกระแสเลือดขณะกินอาหารหารและระบบย่อยเริ่มทำงาน โดยเก็บกักน้ำตาลไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ในกระแสเลือดสูงเกินไป และปล่อยน้ำตาลกลับคืนเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้งเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดจะเริ่มลดลงหลังมื้ออาหารผ่านพ้นไปแล้ว 3-5 ชั่วโมง 

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่2 ตับจะมีปัญหาในการปล่อยน้ำตาลกลับคืนมากเกินไป ขาดระบบยับยัง ควบคุมน้ำตาลไม่อยู่ ยาเม็ด เมทฟอร์มิน จะทำหน้าที่ลดการปล่อยน้ำตาลจากตับ แก้ไขสมุดล แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้เกิดปัญหาท้องเสีย และทำให้คนไข้รู้สึกเบื่ออาหาร แต่อาจเป็นข้อดีของคนไข้ที่อ้วน และต้องการลดน้ำหนัก

โดยปกติแพทย์จะเริ่มรักษาด้วยการให้ยาตัวไดตัวหนึ่งก่อนแล้วค่อยๆ ปรับขนาดยาตามระดับน้ำตาล ต่อมาเมื่อใช้ยาขนานไดขนานหนึ่งแล้ว น้ำตาลยังไม่ลดลงเท่าที่ควร ก็จะเริ่มให้ยาตัวอื่นเพิ่ม

จากการศึกษาพบว่า ยิ่งเราควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีเพียงได การใช้ยาก็จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้นเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งสูงขึ้นและเป็นนานขึ้นเท่าไหร่การใช้ยารักษามักจะได้ผลลดลง หรือต้องเพิ่มขนาดยาที่มากขึ้น นั้นเพราะตับอ่อนของผู้เป็นเบาหวานมักเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนปกติ และเมื่อถึงขั้นที่เซลล์ตับอ่อนเริ่มไม่ทำงาน จำเป็นต้องใช้ยาฉีดหรืออินซูลินเข้ามาช่วยในการรักษา

การดูแลตัวเอง

  • หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน 
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ 
  • ดูแลดวงตาให้มีสขภาพดี 
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
  • ดูแลเท้าเป็นพิเศษ

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน

วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวาน

การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

สาระน่ารู้เกี่ยวกับวัณโรค

สาระน่ารู้เกี่ยวกับวัณโรค

  • ผู้ป่วยที่ตรวจย้อมเสมหะพบเชื้อวัณโรค สามารถแพร่เชื้อวัณโรคได้ ดังนั้นหากทำได้ควรหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นเวลาสองสัปดาห์ หลังจากเริ่มการรักษา 
  • โรคที่มีอาการเหมือนกับโรควัณโรค คือ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ โรคปอดในผู้สูบบุหรี่ และมะเร็งปอด หากสงสัยว่าเป็นวัณโรค ต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อที่จะยืนยันว่าไม่ได้เป็นโรคอื่น 
  • สาเหตุส่วนใหญ่ของการรักษาที่ล้มเหลวเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในระยะยาวของโปรแกรมการรักษา 
  • จากสถิติผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่าผู้ป่วยที่เคยรับการรักษาไปแล้วแต่รับการรักษาไม่ครบแล้วกลับมาเริ่มการรักษาใหม่ ดังนั้นจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น 
  • ผู้ป่วยที่มีปริมาณเชื้อแบคทีเรียน้อย คือ ตรวจย้อมเสมหะไม่พบเชื้อ แต่ยังมีเชื้อเมื่อนำเสมหะไปเพาะเชื้อ ผู้ป่วยเหล่านี้มักไม่ค่อยแพร่เชื้อ แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน 
  • สำหรับบุคคลที่ไม่มีหลักฐานว่าป่วยเป็นโรค แต่มีผลการตรวจคัดกรองวัณโรคโดยการทดสอบทางผิวหนังเป็นบวก และไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนวัณโรคมาก่อน ซึ่งทำให้คาดว่าผลบวกไม่ได้มาจากการได้รับวัคซีน ก็สามารถให้ยาป้องกันวัณโรคด้วยยาชนิดเดียว คือไอโซไนแอซิด เป็นเวลา 6 ถึง 12 เดือน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการป่วยเป็นโรคในอนาคตได้ 
  • หญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยเป็นวัณโรคควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโรคอาจลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมารดาเองและทารกในครรภ์

วัณโรคคืออะไร?

วัณโรคมีอาการอย่างไรบ้าง? 

การรักษาและดูแลผู้ป่วยวัณโรค

การรักษาและดูแลผู้ป่วยวัณโรค

การรักษาและดูแลผู้ป่วยวัณโรค

วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องกินยารักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน และต้องใช้ยาหลายขนานเพื่อป้องกันการดื้อยา

ยารักษาวัณโรคแบ่งออกเป็น 2 ระยะ

  1. ระยะเข้มข้น ในช่วงเวลา 2 เดือนแรกการรักษาช่วงนี้จะประกอบไปด้วยตัวยาหลีก 4 ชนิด ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในรูปแบบของยาแยกเม็ดหรือรวมอยู่ในเม็ดเดียวกันที่เรียกว่ายารวมเม็ด ระยะเข้มข้นนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะจะช่วยลดปริมาณของเชื้อในปอดได้มากที่สุดและช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อด้วย 
  2. ระยะต่อเนื่อง ในช่วงเวลา 4 เดือนต่อมา การรักษาใช้ยาหลัก 2 ชนิด เพื่อกำจัดเชื้อวัณโรคที่เหลืออยู่ ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในรูปแบบของยาแยกเม็ดหรือเป็นยารวมเม็ดก็ได้เช่นกัน 

หากกินยาครบตามสูตรนี้ก็จะสามารถรักษาวัณโรคได้ ซึ่งการทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะหากทานยาไม่ครบ เชื้อวัณโรคก็จะมีการพัฒนาตัวทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นทำให้ต้องรักษาด้วยยาที่มีราคาแพงและใช้ระยะเวลาในการรักษานานกว่า 18 เดือน และอาจมีผลข้างเคียงต่อการใช้ยามากขึ้นอีกด้วย ยิ่งถ้าหากเชื้อที่ดื้อยานี้แพร่ออกไปก็จะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อทำการรักษายากขึ้นไปอีก

การดูแลผู้ป่วยวัณโรค

  1. สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาวัณโรคคือ ผู้ป่วยต้องเคร่งครัดกับตัวเอง กินยาให้ครบทุกเม็ดและทุกมื้อ และไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เชื้อวัณโรคดื้อยาได้ 
  2. มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อติดตามผลของการรักษาและอาการข้างเคียงจากการใช้ยาที่อาจจะเกิดขึ้น 
  3. ผู้ป่วยควรเลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะยิ่งทำให้อาการของวัณโรคแย่ลง 
  4. ญาติหรือผู้ดูแลใกล้ชิดมีความสำคัญมากที่จะคอยให้กำลังใจ ช่วยดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วยให้ต่อเนื่อง ควรเห็นผู้ป่วยทานยาต่อหน้าทุกครั้ง และดูแลให้ผู้ป่วยมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องตามเวลานัด 

ควบคุมการรักษาได้อย่างไร?

  • การรักษาจะต้องได้รับการสั่งยาและกินยาในความดูแลของแพทย์แผนกโรคปอด ซึ่งแผนกนี้จะมีระบบที่ทำให้แน่ใจว่าผู้ป่วยได้กินยาอย่างถูกต้องตลอดช่วงของการรักษา 
  • การนำเสมหะไปเพาะเชื้อวัณโรคแล้วไม่เจอเชื้อ หลังจากรักษาไปแล้ว 6 ถึง 12 เดือน หมายถึงรักษาหายดีแล้ว แพทย์อาจตรวจสอบสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยอย่างรอบคอบ สมาชิกในครอบครัวทั้งหมดอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเอ็กซเรย์ปอด 

วิธีป้องกันโรควัณโรค

  1. รักษาร่างกายให้แข็งแรง 
  2. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในห้องก็ควรจะเปิดหน้าต่างให้มีลมพัดเข้ามาบ้าง เพราะการปิดห้องและเปิดแต่เครื่องปรับอากาศนั้นจะทำให้อากาศไม่หมุนเวียนและอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคได้ 
  3. เมื่อมีอาการไอควรสวมผ้าปิดปากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น 
  4. ควรรีบไปรักษาให้หายโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อคุณหายทุกคนก็ปลอดภัย

วัณโรคคืออะไร?

วัณโรคมีอาการอย่างไรบ้าง? 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับวัณโรค