สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าโรคกระดูกพรุนจะพบมากในผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้คนที่เป็นโรคนี้กลับมีอายุเฉลี่ยน้อยลงเรื่อยๆ

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มวลกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ เกิดการสูญเสียเนื้อกระดูก และแคลเซียมในกระดูกไปพร้อมๆกัน ส่งผลให้กระดูกบางลงจนไม่สามารถรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกตามปกติได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แม้จะเป็นอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น การหกล้ม ตกเก้าอี้ หรือยกของหนัก

เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

  • โรคกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 
  • ผู้ชายจะเป็นโรคกระดูกพรุนช้ากว่าผู้หญิงประมาณ 10 ปี 
  • ร่างกายเราต้องการแคลเซียมโดยเฉลี่ย 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน ขึ้นอยู่กับเพศและอายุ 
  • มีผู้หญิงมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลกป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน 
  • โรคกระดูกพรุนในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี พบสะโพกหัก13.6%, กระดูกสันหลังหัก 19.6% 
  • อัตราค่ารักษาสะโพกหักและกระดูกสันหลังหักสูงกว่า 100,000 บาท และต้องใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาลยาวนานถึง 20 วัน 
  • ถ้าส่วนสูงลดลง 2 เซ็นติเมตร ภายใน 1 ปี ถือว่าผิดปกติ อาจเป็นโรคกระดูกพรุนได้ 
  • มีความเชื่อกันว่าอาหารหลายๆ ชนิดที่ทำให้เกิดกรดในร่างกายนั้น มีส่วนทำให้กระดูกพรุนได้ เช่น อาหารหวาน โซดา น้ำอัดลม ชา กาแฟ 
  • สตรีที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน เช่น มีรูปร่างผอม ดื่มเหล้า กาแฟ สูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย ควรตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกเป็นประจำทุกปี

โรคกระดูกพรุน

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

กินแคลเซียมอย่างไรให้เพียงพอ?

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มวลกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ เกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกและแคลเซียมไปพร้อมๆกัน ส่งผลให้กระดูกบางลงจนไม่สามารถรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกตามปกติได้ เกิดความเสี่ยงกระดูกหักง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่น การหกล้มหรือยกของหนัก

โรคกระดูกพรุนป้องกันได้ดังนี้

  1. บริโภคอาหารให้ถูกต้องมีแคลเซียมสูง กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ และสารอาหารที่จำเป็นต่อกระดูกตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น เช่น แมกนีเซียม วิตามินดี แมงกานีส สังกะสี ทองแดง สารสกัดเข้มข้นอัลฟัลฟา 
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  3. ตรวจเช็ควัดความหนาแน่นของมวลกระดูกทุกปี 
  4. ผู้หญิงที่ประจำเดือนใกล้จะหมด หรือเริ่มเข้าสู่วัยทองอาจใช้ยาเพิ่มฮอร์โมนใน 7 ปีแรก เพื่อป้องกันกระดูกพรุน 
  5. ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการกินโปรตีนมากจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ 
  6. ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เพราะเกลือโซเดียมที่มากจนเกินไปจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้ 
  7. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมมากทำให้ให้เสียความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัส ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก 
  8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ หรือช็อกโกแลต เพราะแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้ จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากกว่าปกติ จึงไม่ควรดื่มชา กาแฟ เกินวันละ 3 แก้ว 
  9. งดการสูบบุหรี่ เพราะทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด เป็นตัวทำให้แคลเซียมละลายจากกระดูก
  10. ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสเตียรอยด์ ยาลดกรดที่มีอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ยาเหล่านี้เร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ดังนั้นหากจำเป็นต้องกินเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

กินแคลเซียมอย่างไรให้เพียงพอ?

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนเกิดจากภาวะที่ร่างกายมีการสร้างมวลกระดูกน้อยกว่าการทำลาย เมื่อกระดูกมีการทำลายมากขึ้น มวลกระดูกจะบางลงและเกิดภาวะกระดูกพรุนในที่สุด เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักได้

จริงๆ แล้วกระดูกเป็นอวัยวะที่มีการสร้างและสลายตัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

  1. ช่วงเด็กถึงอายุ 30 ปี ร่างกายจะมีการสร้างมวลกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  2. ช่วงอายุ 30-45 ปี ร่างกายจะมีการสร้างและสลายกระดูกเท่าๆ กัน
  3. หลังอายุ 45 ปีขึ้นไป จะมีการสลายกระดูกมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการสร้างลดลง จนทำให้เกิดภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนในที่สุด

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน

  1. ผู้หญิงที่ขาดฮอร์โมนเพศหญิงหรือหมดประจำเดือน เพราะฮอร์โมนเพศหญิงนั้น เป็นตัวควบคุมการสร้างกระดูก 
  2. เพศชายที่หย่อนสมรรถภาพทางเพศหรืออายุ 65 ปีขึ้นไป 
  3. ขาดแคลเซียมและวิตามินดี 
  4. มีปัจจัยเร่งอื่นๆ เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ การใช้ยาสเตียรอยด์ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา กาแฟ เป็นต้น 
  5. คนผอม เพราะขาดไขมัน ซึ่งไขมันนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนช่วยเสริมสร้างกระดูกได้ 
  6. มีโรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบรูมะตอยด์ โรคไต โรคขาดวิตามิน เป็นต้น 
  7. ลดน้ำหนักผิดวิธี และขาดการออกกำลังกาย

อาการของโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนถือเป็นภัยเงียบ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไร จะรู้ตัวอีกทีเมื่อเราหกล้มแล้วกระดูกหัก บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณกระดูกส่วนกลางของร่างกาย เช่น เอว หลัง และมีส่วนสูงลดลง หลังค่อม

การตรวจวินิจฉัย

สามารถตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องวัดความหนาแน่นของกระดูก หรือ Bone Densitometer การตรวจนี้เป็นการตรวจโดยใช้แสงเอกซเรย์ที่มีปริมาณน้อยมาก ส่องตามจุดต่างๆ ที่ต้องการตรวจ

การรักษาโรคกระดูกพรุน

  1. ออกกำลังกาย เช่น วิ่ง เดิน ยกน้ำหนัก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนัก จะช่วยเพิ่มเนื้อของกระดูกบริเวณที่รับน้ำหนักได้ 
  2. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้สูญเสียเนื้อกระดูก เช่น การดื่มสุรา กาแฟ ยาสเตียรอยด์ การสูบบุหรี่ 
  3. การรักษาด้วยยาที่มีฤทธิ์ลดการทำลายกระดูก เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนัน แคลเซียม และยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น วิตามินดี กับ ฟลูออไรด์ 

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

กินแคลเซียมอย่างไรให้เพียงพอ?

กินแคลเซียมอย่างไรให้พอ

กินแคลเซียมอย่างไรให้พอ

การมีปริมาณแคลเซียมที่เพียงพออยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อฟัน กระดูก เส้นผมและผิวหนัง

การรับประทานแคลเซียมที่ถูกต้องนั้น ต้องมีการรับประทานควบคู่กับวิตามินดี เพื่อการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายและกระดูกได้ดี และเพื่อป้องกันการเกิดหินปูนบริเวณเต้านมและหลอดเลือด นอกจากวิตามินดีแล้ว การออกกำลังกาย ตากแดดยามเช้า ก็ช่วยการดูดซึมแคลเซียมได้ดีเช่นกัน

เราควรทานแคลเซียมเท่าไหร่ต่อวัน

  • คนที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรทานแคลเซียม 800 มิลลิกรัม หรือเทียบกับการดื่มนม 3-4 แก้วต่อวัน 
  • คนช่วงวัยทองหรืออายุ 50 ปี ควรทานแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม หรือเทียบกับการดื่มนม 4-5 แก้วต่อวัน 
  • หญิงที่ตั้งครรภ์และคนช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรทานแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม หรือเทียบกับการดื่มนม 6-7 แก้วต่อวัน 

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแคลเซียม

  • อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นม ชีส ปลาเล็ก ถั่ว ผักใบเขียว ใบยอ หอยนางรม เป็นต้น 
  • วิตามินดีและแคลเซียมมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรง และวิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • แคลเซียมจำเป็นมากสำหรับผู้หญิงวัยทอง เพราะโรคกระดูกพรุนมักจะเกิดขึ้นในวัยนี้ 
  • ควรสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เพื่อลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น 
  • ไม่แนะนำให้ซื้อยาเม็ดแคลเซียมมากินเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าเราขาดแคลเซียมมากน้อยแค่ใหน 
  • สารที่ไปสกัดการดูดซึมแคลเซียม คือ การกินเนื้อสัตว์มากเกินไป กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการกินผักมากเกินไป 
  • คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีความจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมมากกว่าคนปกติ เพราะทารกในครรภ์ต้องการแคลเซียมจากแม่ไปใช้เสริมสร้างกระดูกและฟัน ดังนั้นหากคุณแม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ อาจทำให้เด็กที่เกิดมามีความเจริญเติบโตไม่เท่าเทียมเด็กทั่วไป ส่วนคุณแม่อาจมีความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยทอง
  • การรับประทานยาเม็ดเสริมแคลเซียมของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยแนะนำโดยสูติแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าทารกในครรภ์จะมีแคลเซียมใช้อย่างเพียงพอโดยไม่กระทบกระเทือนต่อคุณแม่ 

โรคกระดูกพรุน

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและนิยมใช้ในปัจจุบัน โดยการนำไข่และอสุจิมาปฏิสนธิกันในหลอดแก้ว ใช้กับผู้หญิงที่มีภาวะท่อนำไข่อุดตันและผู้ชายที่มีน้ำเชื้ออสุจิน้อย

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF : In vitro fertilization) เป็นการนำเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงออกมาจากรังไข่ ทำการปฏิสนธิกับอสุจิในหลอดแก้วคล้ายวิธีธรรมชาติ และทำการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปในห้องทดลองอีก 3-5 วัน จนกระทั้งตัวอ่อนเจริญเติบโตพร้อมที่ จึงย้ายตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูกให้เกิดการฝังตัวขึ้น

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

  1. กระตุ้นรังไข่เพื่อให้ได้ไข่จำนวนมากขึ้นและสมบูรณ์เต็มที่ จะเริ่มให้ยากระตุ้นไข่ในวันที่ 2 ของรอบเดือน โดยฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเวลา 10-12 วัน ซึ่งคนไข้สามารถฉีดเองได้ที่บ้าน จากนั้นติดตามการเจริญเติบโตของไข่และจำนวนไข่ และตรวจหาระดับฮอร์โมนในเลือดเป็นระยะจนกว่าไข่จะสมบูรณ์เต็มที่ 
  2. การเจาะไข่เพื่อนำเซลล์ไข่ออกมาจากรังไข่ การเจาะไข่ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด เพียงแค่ตรวจอัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อดูตำแหน่งของรังไข่ แล้วใช้เข็มเล็กๆ เจาะผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปดูดเอาน้ำและเซลล์ไข่ออกมา 
  3. การเตรียมเชื้ออสุจิ ในวันที่ฝ่ายหญิงมาเจาะไข่ ฝ่ายชายจะต้องมาเพื่อให้เชื้ออสุจิด้วย เชื้ออสุจิจะถูกคัดเลือกเอาตัวที่แข็งแรง และมีความสามารถสูงในการเจาะกับไข่ให้เกิดการปฏิสนธิ 
  4. การปฏิสนธิ จะนำไข่มาผสมกับอสุจิในหลอดทดลอง โดยปล่อยให้ตัวอสุจิทำหน้าที่ของมันเองในการเจาะไข่ หลังจากมีการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงไว้ในห้องทดลองต่อไปถึงระยะ Blastocyst ใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน 
  5. ย้ายตัวอ่อนที่แข็งแรงกลับเข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอ่อนจะเริ่มทำการฝั่งตัวภายใน 12-24 ชั่วโมงภายหลังการใส่ตัวอ่อน 

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการทำ IVF

  • คนไข้บางรายอาจได้รับยาฮอร์โมนหลังการใส่ตัวอ่อน เพื่อช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีสภาพเหมาะสมกับการฝั่งตัวของตัวอ่อนมากขึ้น 
  • ภายหลังจากใส่ตัวอ่อนไปแล้ว 14 วัน สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้
  • การทำเด็กหลอดแก้วเหมาะสำหรับผู้ที่มีจำนวนอสุจิน้อย เพราะใช้อสุจิเพียง 10,000 ตัวเท่านั้นสำหรับไข่ 1 ใบ 
  • ในกรณีที่อสุจิไม่สามารถเจาะเข้าไปในไข่ได้เองเนื่องจากมีจำนวนอสุจิน้อยมากจะต้องทำการช่วยปฏิสนธิด้วยวิธีอิ๊กซี่ (ICSI) 
  • การเลี้ยงตัวอ่อนมาถึงระยะ Blastocyst มีข้อดีคือ สามารถตรวจดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติของตัวอ่อนในห้องทดลอง ก่อนนำกลับเข้าไปในโพรงมดลูกได้ เพื่อทารกที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง

การทำกิฟท์ (GIFT)

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร?

การฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกโดยตรง (IUI)

การฝากไข่ของผู้หญิง

การทำกิฟท์ (GIFT)

การทำกิฟท์ (GIFT)

การทำกิฟท์ (GIFT) เหมาะสำหรับคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกมดลูก น้ำเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง

การทำกิฟท์ (GIFT : Gametes Intrafallopian Transfer) แพทย์จะทำการกระตุ้นไข่เพื่อให้ได้ไข่หลายใบ ติดตามการเจริญเติบโตของไข่และเก็บไข่ออกมานอกร่างกายของฝ่ายหญิง แต่หลังจากได้ไข่ออกมาแล้ว จะนำไข่ที่เก็บได้ใส่คืนไปในท่อนำไข่พร้อมกับอสุจิในทันที เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง

ขั้นตอนการทำกิฟท์

  1. เจาะเลือดในวันที่ 2-3 ในรอบประจำเดือน เพื่อตรวจระดับฮอร์โมนสำหรับใช้ยากระตุ้นไข่ แพทย์จะให้ยากระตุ้นไข่ตามความเหมาะสมในแต่ละคน โดยอาจใช้ยาพ่นเข้าทางจมูกและยาฉีด หรือใช้เป็นยาฉีดอย่างเดียว โดยเฉลี่ยแล้วฝ่ายหญิงจะได้รับยากระตุ้นไข่เป็นเวลา 10 วัน
  2. ติดตามการเจริญเติบโตของรังไข่ โดยการอัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด และตรวจระดับฮอร์โมนเป็นระยะ เมื่อไข่มีขนาดโตเต็มที่จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ไข่จะตกภายใน 34-36 ชั่วโมง 
  3. เก็บไข่ โดยใช้เข็มเจาะผ่านหนังช่องคลอด หรือผ่านผนังหน้าท้องเพื่อดูดเอาไข่ออกมา 
  4. เก็บน้ำเชื้ออสุจิ 
  5. นำเอาไข่และอสุจิที่เตรียมไว้ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ โดยการกรีดแผลเล็กๆที่หน้าท้อง 3 ตำแหน่ง 
  6. แพทย์ให้ฮอร์โมนเพื่อช่วยตัวอ่อนฝังตัว 
  7. หลังจากทำกิฟท์ 12 วัน สามารถตรวจการตั้งครรภ์โดยการเจาะเลือดตรวจระดับ HCG 

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำกิฟท์

  • ในการทำกิฟท์นั้นฝ่ายหญิงจะต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง และมีโพรงมดลูกที่ปกติ 
  • อายุที่มากขึ้นของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีผลมากต่อคุณภาพของอสุจิและคุณภาพของรังไข่ รวมไปถึงความสมบูรณ์ของไข่ของฝ่ายหญิงอีกด้วย 
  • ในปัจจุบันนิยมใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) แทนการทำกิฟท์ เพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยจะให้ไข่และอสุจินั้นปฏิสนธิกันในหลอดแก้ว ซึ่งจะคล้ายกับวิธีธรรมชาติ 
  • การทำกิฟท์มีค่าใช้ค่อนข้างสูง เพราะต้องเข้าห้องผ่าตัด และนอนพักฟื้น 1 วันที่โรงพยาบาล

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร?

การฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกโดยตรง (IUI) 

การฝากไข่ของผู้หญิง

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร?

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร?

การทำอิ๊กซี่ คือวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะฝ่ายชายที่มีปัญหาน้ำเชื้อน้อย ตัวอสุจิไม่ค่อยเคลื่อนไหว หรือพิการผิดรูปร่าง

การทำอิ๊กซี่ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) เป็นวิธีการรักษาผู้ที่มีบุตรยากอีกวิธีหนึ่ง โดยการปฏิสนธินอกร่างกาย ใช้จำนวนอสุจิไม่มากก็สามารถทำได้ ซึ่งจะต่างกับการทำกิ๊ฟท์ (GIFT) และเด็กหลอดแก้ว(IVF) เหมาะสำหรับฝ่ายชายที่มีน้ำเชื้ออสุจิน้อยกว่า 2 ล้านตัวต่อมิลลิลิตร อสุจิไม่สมบูรณ์ มีความผิดปกติในการหลั่งน้ำอสุจิแล้วย้อนกลับเข้ากระเพาะปัสสาวะ

ขั้นตอนในการทำอิ๊กซี่

  1. ทำการกระตุ้นไข่ในฝ่ายหญิง โดยเริ่มฉีดยาตั้งแต่วันที่ 2 ของรอบเดือน ฉีดไป 10 วัน เพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกมากกว่า 1 ใบ 
  2. ติดตามตรวจอัลตร้าซาวด์และเจาะเลือดเพื่อดูขนาดไข่ เมื่อไข่มีขนาดโตได้ที่ จะทำการดูดไข่ออกมาเก็บผ่านทางช่องคลอด และเก็บน้ำเชื้อฝ่ายชายในวันเดียวกัน 
  3. ใช้เทคนิคในห้องปฏิบัติการเลือกตัวอ่อน โดยใช้เข็มแก้วขนาดเล็กดูดเลือกตัวสเปิร์มที่แข็งแรงที่สุด แล้วใช้เข็มนั้นเจาะและฉีดตัวสเปิร์มเข้าไปในไข่โดยตรง แล้วให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นมา 
  4. นำไข่ที่ผสมแล้วไปเลี้ยงต่อในห้องปฏิบัติการประมาณ 3-5 วัน หลังจากนั้นจะนำตัวอ่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป 

ข้อดีของการทำอิ๊กซี่

  1. ช่วยลดการเกิดทารกที่มีอาการดาวน์ซินโดรม รวมไปถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้อลีบได้ 
  2. ลดความเสี่ยงแท้งจากวิธีการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจหาอาการดาวน์ซินโดรม 

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการทำอิ๊กซี่

  • กลุ่มเสี่ยงภาวะมีบุตรยากอายุเฉลี่ยที่ 35 ปีขึ้นไป 
  • ผลสำเร็จในการทำอิ๊กซี่สูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเชื้ออสุจิและขั้นตอนต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ 
  • เคยรักษาโดยทำเด็กหลอดแก้วแล้วปฏิสนธิไม่ดี หรือไม่ตั้งครรภ์ อาจลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการทำอิ๊กซี่เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ 
  • สำหรับคู่สมรสที่อายุน้อยและไม่พร้อมที่จะมีลูก สามารถกระตุ้นไข่และเก็บฝากไข่ของตัวเองเอาไว้ก่อน เมื่อไหร่พร้อมสามารถนำไข่ออกมาทำอิ๊กซี่ได้ โอกาสที่ตัวอ่อนจะมีความผิดปกติทางโครโมโซมจะน้อย อสุจิก็สามารถแช่แข็งเอาไว้ได้เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี หลังจากที่ละลายออกมายังสามารถปฏิสนธิได้ตามปกติ

การฝากไข่ของผู้หญิง

การทำ IUI ฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก

การทำกิฟท์ (GIFT)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การฝากไข่ของผู้หญิง

การฝากไข่ของผู้หญิง

การฝากไข่ของผู้หญิงโดยการนำเชลล์ไข่ไปแช่ไนโตรเจนเหลว ในอุณหภูมิ -196 องศาเชลเซียส เก็บไว้ได้นานหลายปี ซึ่งในต่างประเทศมีเด็กที่คลอดจากการฝากไข่ตั้งแต่ปี 1986 และมีการคลอดเยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้

ปกติในรังไข่ของผู้หญิงจะมีไข่ 400 ใบ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งทุกรอบเดือนไข่จะตก 1 ครั้ง ส่วนคุณภาพของไข่ที่ตกมาแต่ละรอบเดือนก็มีทั้งคุณภาพดีและไม่ดีได้ เมื่อเราอายุมากขึ้นจะยิ่งมีโอกาสทำให้โครโมโซมในเซลล์ไข่นั้นผิดปกติ ทำให้เด็กที่เกิดมาผิดปกติได้มากขึ้น ไข่จะเริ่มฝอและหมดไป ทำให้เราเกิดวัยทองขึ้นมา

ผู้ที่ควรทำการฝากเซลล์ไข่

  1. ผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง เพราะการรักษาโรคมะเร็งต้องใช้ยาเคมีบำบัด และมีการฉายแสง ซึ่งทั้งสองวิธีนี้จะทำลายเซลล์สืบพันธุ์ คือ เซลล์ไข่ เช่นเดียวกับผู้ชาย แพทย์จะแนะนำให้ผู้หญิงเก็บเซลล์ไข่และผู้ชายเก็บอสุจิไว้ก่อนการรักษา 
  2. มีประวัติครอบครัวหมดประจำเดือนเร็ว 
  3. เคยผ่าตัดซีสต์ที่รังไข่ 
  4. แต่งงานช้า ยังไม่วางแผนมีบุตร 

การตรวจร่างกายก่อนฝากไข่

  1. ตรวจเลือด 
  2. ตรวจโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส เป็นต้น 
  3. ตรวจโรคที่เกี่ยวกับพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย 
  4. เตรียมตัวกระตุ้นไข่ โดยใช้ยาฮอร์โมนเพื่อให้ได้ไข่จำนวนมาก เพื่อทำการเก็บไข่ในครั้งเดียว

การนำเซลล์ไข่ที่ฝากไว้มาใช้

  1. นำเชลล์ไข่มาละลาย 
  2. ตรวจเซลล์ไข่ที่มีชีวิต ปกติโอกาสรอดสูง 90-95% 
  3. ทำการปฏิสนธิโดยวิธี “อิ๊กซี่” (ICSI) คือ การเอาเซลล์อสุจิใส่เข้าไปในเซลล์ไข่ใบต่อใบเป็นวิธีการช่วยปฏิสนธิ เพราะเซลล์ไข่ที่ถูกแช่แข็งบางทีไข่จะหนาและแข็ง จึงจำเป็นต้องใช้วิธีอิ๊กซี่ช่วย 
  4. เมื่อปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้ว จะใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกให้เกิดการตั้งครรภ์ 

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการฝากไข่

  • การเก็บไข่ที่ได้ผลดีที่สุดคือ การเก็บเซลล์ไข่แบบ Vitrification 
  • อายุน้อยไข่จะมีคุณภาพดีที่สุด ฉะนั้นการฝากไข่ในอายุที่น้อยกว่า 35 จะดีกว่า 
  • ค่าใช้จ่ายในการฝากเก็บเซลล์ไข่ประมาณหลักแสน และยังมีค่าฝากรายปี 
  • เมื่อทำการฝากไข่จำเป็นต้องเซ็นสัญญาด้วยว่า ถ้าเราหมดสัญญาฝากไข่และไม่ต้องการฝากไข่ต่อ หรือไม่มีเงินจ่ายค่าฝากรายปีต่อ เราจะให้ทางโรงพยาบาลทำลายไข่หรือจะบริจาคไข่ให้แก่ผู้มีบุตรยาก หรือเพื่อการศึกษาทดลอง 
  • ตามกฏหมายไทยไม่สามารถซื้อขายเซลล์ไข่ที่ฝากได้ แต่สามารถบริจาคโดยไม่มีการให้ค่าตอบแทน แต่ในบางประเทศ เช่น อเมริกาสามารถซื้อขายได้
  • ผู้ที่สามารถรับบริจาคเซลล์ไข่ได้ คือ ผู้ที่รังไข่ของตนเองเสื่อมสภาพ หรือ ผู้ที่ไม่สามารถใช้ไข่ของตัวเองได้เนื่องจากเซลล์ไข่ของตนเองไม่เพียงพอที่จะทำให้มีบุตรได้

ฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การทำกิฟท์ (GIFT)

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร?

ผมร่วงควรทำอย่างไร

ผมร่วงควรทำอย่างไร

ปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน แบ่งออกเป็นหลายสาเหตุด้วยกันตามลักษณะของผมที่ร่วง สามารถรักษาและป้องกันได้หลายวิธีดังนี้

ผมร่วงแค่ใหนถึงเรียกว่าผิดปกติ

  1. ผมร่วงเยอะขึ้นกว่าปกติที่เคยร่วง หรือร่วงเกิน 100 เส้นต่อวัน 
  2. ผมบางเป็นจุดๆ หรือมีภาวะผมร่วงร่วมกับอาการอื่น เช่น คันหนังศีรษะ เจ็บหนังศีรษะ ควรรีบพบแพทย์ 
  3. ถ้าใช้มือรูดเส้นผมประมาณ 50 เส้น แล้วมีผมร่วงติดมือออกมา 5-6 เส้น ถือว่าผิดปกติ โดยทั่วไปอาจร่วงติดมือมาแค่ 1-2 เส้น 

สาเหตุและลักษณะของผมร่วงที่พบบ่อย

  1. ผมร่วงตามพันธุกรรม ในผู้ชายผมจะร่วงจากบริเวณขมับขึ้นไปและบริเวณกลางศีรษะ ส่วนผู้หญิงบริเวณรอยแสกผมจะกว้างขึ้น ไรผมจะเริ่มลึกขึ้นโดยเฉพาะขมับทั้งสองข้าง 
  2. เส้นผมหยุดการเจริญเติบโตจากการเจ็บป่วย 3-6 เดือนที่ผ่านมา เช่น การคลอดบุตร การเข้ารับการผ่าตัด หรือการเสียเลือดในปริมาณมาก จะทำให้เกิดผมร่วงเป็นจำนวนมากได้ ซึ่งผมจะร่วงเท่ากันทั่วหนังศีรษะ 
  3. การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายสูญเสียสารอาหารบางอย่าง เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี หรือการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ผมหลุดร่วงง่ายหรืองอกช้ากว่าเดิม 
  4. การเจ็บป่วยเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคไต โรคตับ เบาหวาน อาจจทำให้ผมบางลงได้ ผมงอกช้าหรือร่วงมากขึ้น 
  5. ฮอร์โมนเพศชายที่มากเกินไป สังเกตุผมจากเส้นใหญ่แข็งแรง จะค่อยๆกลายเป็นขนอ่อนลีบเล็กลง ถ้าเป็นนานๆ ต่อมขนจะฝ่อในที่สุด ศีรษะจะเถิกขึ้นทีละน้อย โดยเฉพาะบริเวณขมับทั้งสองด้าน และบริเวณกระหม่อมจะค่อยบางลง 
  6. ผมร่วงแบบเป็นหย่อมๆ กลมๆ เกิดจากโรคของภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานมากเกินไปจนไปทำลายรากผมเป็นจุดๆ 
  7. เป็นซีสต์ในรังไข่ 
  8. กินยาบางตัว เช่น ยารักษาสิว ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดความดันบางตัว 

วิธีการรักษาอาการผมร่วง

  1. การผ่าตัดปลูกย้ายเซลล์เส้นผม เหมาะสำหรับผมร่วงตามพันธุกรรม เพราะการรักษาจะยากกว่าสาเหตุอื่น เมื่อได้รับการปลูกผมแล้ว ผมจะร่วงก่อนในช่วงแรกและจะกลับมายาวอีกครั้งภายใน 4 เดือน ซึ่งผมที่ปลูกจะสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต 
  2. กินยาฟิเนสเทอไรด์ (Finasteride) เพื่อยับยังฮอร์โมนเพศชายไม่ให้เกาะที่รากผม ทำให้ผมไม่ร่วง และช่วยได้ในผู้หญิงบางรายที่มีภาวะวัยทอง แต่อาจมีผลต่อการทำงานของฮอร์โมนเพศชายในด้านต่างๆ ของร่างกายได้ 
  3. ทายาไมนอกซิดิลโลชั่น (Minoxidil Lotiion) ทำให้เส้นผมกลับมามีสุขภาพแข็งแรง มีผลข้างเคียงน้อย อาจมีอาการระคายเคืองหรือเป็นรังแค ถ้ายาหยดลงบนหน้าอาจทำให้มีขนขึ้นที่หน้าได้ ยานี้ไม่สามารถใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร 
  4. ใช้ยาคุมบางชนิดกับผู้หญิงบางรายที่มีปัญหาผมร่วงในวัยเจริญพันธุ์เพื่อปรับฮอร์โมน 
  5. ฉีดพลาสม่ากระตุ้นรากผม พลาสม่าคือเลือดของคนไข้เอง นำไปสกัดและฉีดกลับเข้าไปที่รากผม เป็นตัวเสริมวิธีรักษาอื่นๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูรากผมขึ้นมาใหม่ เหมาะสำหรับทุกคนที่มีปัญหาผมร่วง ยกเว้นผู้ที่หนังศีรษะติดเชื้ออักเสบหรือมีโรคเลือด โดยทั่วไปจะทำ 1 ครั้งต่อเดือน และจะค่อยๆ เห็นผลประมาณเดือนที่ 6 

วิธีดูแลสุขภาพผม

  1. เสริมอาหารที่จำเป็นสำหรับผม เช่น เกลือแร่ในอาหารทะเล วิตามินบีจากมันฝรั่ง ถั่ว เนื้อ ตับ และควรทานไขมันธรราชาติให้เพียงพอ เช่น ไข่แดง น้ำมันตับปลา 
  2. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับเส้นผม เช่น การฟอกสีผม ดัดผม ยืดผม 
  3. ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  4. หลีกเลี่ยงการดูดบุหรี่ เนื่องจากทำให้แก่ก่อนวัย การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงรากผมน้อย รากผมจึงอ่อนแอ 
  5. หลีกเลี่ยงการสระผมบ่อยๆ อย่างมากวันเว้นวันก็เพียงพอ ถ้าให้ดี อาทิตย์ละ 3 ครั้ง 

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับผมร่วง

  • หากพบว่ามีภาวะผมร่วงให้รีบรักษา ไม่ควรปล่อยไว้จนผมบางหรือศีรษะล้าน เพราะจะทำให้การรักษายิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ 
  • การไดร์ผมจะทำให้หนังศีรษะแห้ง ทำให้เกิดปัญหาผมร่วงตามมาได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ผมร่วง 
  • ผมมัน สามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อยิสต์ ซึ่งอาจนำไปสู่อาการผมร่วงได้ 
  • ภาวะผมร่วง ผมบาง จากพันธุกรรมเพศชาย จะเริ่มในวัย 20 ปีขึ้นไป 
  •  ใช้น้ำมันบำรุงต่างๆ ทาบนหนังศรีษะจะได้ซึมลงไปในรากผม เพราะเส้นผมที่ยื่นออกมาเป็นอวัยวะที่ตายแล้ว 
  • การทอผม คือการเอาเส้นผมเทียมมาติดด้วยกาวยึดกับเส้นผมที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน จะทำให้ผมดูเยอะขึ้น

วิธีแก้ผมหงอกก่อนวัย

กินยาเพิ่มฮอร์โมนรักษาวัยทอง

กินยาเพิ่มฮอร์โมนรักษาวัยทอง

ภาวะวัยทองเกิดจากระดับฮอร์โมนผิดปกติ บางคนจำเป็นต้องกินยาเพิ่มฮอร์โมนเพื่อการรักษา โดยแพทย์จะทำการตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนต่างๆ และดูความเสี่ยงว่าเราสามารถกินยาเพิ่มฮอร์โมนได้หรือไม่

เพราะกลุ่มผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก โรคตับเรื้อรัง โรคลิ่มเลือดอุดตัน ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนทดแทนได้ เพราะอาจไปกระตุ้นโรคเหล่านี้ ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงจากการใช้ยาเพิ่มฮอร์โมนจะได้รับการรักษาแบบธรรมชาติ เช่น เรื่องอาหารการกิน การออกำลังกาย และการเล่นโยคะ เป็นต้น

ผู้ที่ต้องรับยาเพิ่มฮอร์โมนในช่วงวัยทอง

  1. ร้อนวูบวาบ มีเหงือออก ช่องคลอดแห้งแสบ มีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บมากขาดอารมณ์ทางเพศ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ 
  2. เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน 

ยาเพิ่มฮอร์โมนแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียว ใช้ทุกวันหรือหยุดใช้ 7 วัน ใน 1 เดือน เหมาะกับผู้หญิงที่ผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว แต่ถ้าผู้หญิงยังมีมดลูกอยู่แล้วใช้ยาเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนไปนานๆ เกิน 5 ปี อาจกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งที่มดลูกได้ 
  2. มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และ ฮอร์โมนโพรเจสทิน ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทุกวันหรือหยุดใช้ 7 วัน ใน 1 เดือน และใช้ฮอร์โมนโพรเจสทิน 10-14 วัน/เดือน 
  3. มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และ โพรเจสเทอโรน ใช้พร้อมกันในประริมาณคงที่สม่ำเสมอทุกวัน เหมาะสำหรับคนที่หมดประจำเดือนนานแล้วเกิน 1 ปี 

ผลข้างเคียงของยาเพิ่มฮอร์โมน

  1. มีเลือดออกผิดปกติเมื่อกินยาผิดชนิด 
  2. อาจส่งผลให้เกิดมะเร็งมดลูกก 
  3. ยาที่เก่าอาจส่งผลให้เกิดมะเร็งเต้านม 
  4. เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บวม น้ำหนักขึ้น ผมร่วง มีสิวขึ้น ขนดก อื่นๆ 

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฮอร์โมนทดแทน

  • ฮอร์โมนทดแทนมีทั้งแบบกิน เจลทา และแผ่นแป่ะ หรือฝั่งเข้าไปในผิวหนัง สอดเข้าทางช่องคลอด 
  • การใช้ยาเพิ่มฮอร์โมนต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้ 

อาการวัยทองและวิธีรักษา