สิวแต่ละชนิดรักษาและป้องกันอย่างไร?

ทำไมถึงเป็นสิว

สิวเกิดจากไขมันอุดตันในรูขุมขน ซึ่งในก้อนสิวจะมีไขมันปนอยู่กับแบคทีเรีย หากแบคทีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้น จะทำให้กลายเป็นสิวอักเสบ และอาจจะกลายเป็นตุ่มหนอง สิวหัวช้าง และเป็นซีสต์ได้

รูขุมขนของเรานั้นมีต่อมไขมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ผลิตไขมันออกมา ช่วยให้ผิวเราคงความชุ่มชื้น ปรับสมดุลผิว ถ้าผิวมันจะทำให้ผิวดูแก่ช้า แต่ถ้ามีภาวะอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดการอุดตัน ณ รูขุมขนนั้น หรือมีอะไรบางอย่างไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานเยอะขึ้น ทำให้ไขมันออกมาเยอะบวกกับการอุดตันของรูขุมขน ทำให้แบคทีเรียเติบโต มีการอักเสบตามมาและกลายเป็นสิวในที่สุด

ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เกิดสิว

  1. ฮอร์โมน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศในร่างกายจะมีระดับสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานเยอะขึ้น การผลัดของผิวในรูขุมขนทำงานได้ไม่เต็มที ทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอักเสบ 
  2. กรรมพันธุ์ เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิด จะควบคุมและแก้ไขได้ยาก 
  3. โรคเรื้อรัง โรคทางผิวพรรณ และโรคภูมิแพ้
  4. การใช้เครื่องสำอาง สารเคมี แม้กระทั่งแสงแดด 
  5. อาหารจำพวกนม เนย เค้ก น้ำตาล เพราะร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินมากขึ้นเมื่อมีน้ำตาลมากเกินไป กระตุ้นให้ผลิตน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้า ทำให้เกิดการอุดตันขึ้น และเมื่อกระบวนการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดเป็นสิว 
  6. พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก เครียด คือตัวกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบของสิว 
  7. ขาดวิตามินเอ ทำให้หนังกำพร้าเกิดการอุดตันได้ง่าย 
  8. ขาดแร่สังกะสี ทำให้หน้ามันและเกิดเป็นสิวอักเสบ 
  9. การเกาและขัดถูหน้าบ่อยๆ หรือการสครับหน้า 

วิธีรักษาสิวแต่ละชนิด

  1. สิวอักเสบแบบมีหัว สามารถรักษาได้เอง เพียงล้างมือให้สะอาด ใช้ยาแต้ม ยาฆ่าเชื้อ แล้วกดออกเองได้ แต่ต้องรู้วิธีการกด สามารถใช้เข็มสะอาดสะกิดออก แล้วกดให้ถูกวิธี เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ หรือยาฆ่าเชื้อน้ำเกลือ 
  2. สิวอักเสบแบบไม่มีหัว ส่วนใหญ่จะไม่ยุบเอง และจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นรอยดำในที่สุด สิวชนิดนี้รักษายากควรไปพบแพทย์ อาจจำเป็นต้องฉีดสเตียรอยด์เพื่อการรักษา เพราะยาแต้มส่วนใหญ่สามารถรักษาได้เฉพาะสิวอักเสบที่มีหัว ที่สำคัญการรักษาสิวโดยการฉีดสเตียรอยด์ต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะอาจมีผลข้างเคียงทำให้สิวที่รักษาเกิดเป็นแผลเป็นจากสิว เป็นหลุมๆ ได้ถ้าฉีดยาแรงเกิดไป
  3. สิวหัวดำและสิวเม็ดขาว คือสิวอุดตันที่ไม่อักเสบ ต้องรักษาด้วยการสะกิดและกดออก ซึ่งสิวชนิดนี้จะเกิดการอักเสบเกิดขึ้นได้เมื่อเรากังวลมากเกินไป แล้วใช้มือจับสิวทั้งวัน

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิว

  • สิวมักจะขึ้นที่เดิม เพราะมีท่อน้ำเหลือง รูขุมขน และต่อมไขมันอยู่ตรงนั้น บวกกับเรามีการจับหน้าตรงนั้นซ้ำๆ บางคนโทรศัพท์แนบแก้มอยู่ตลอดเวลา ใช้มือเท้าคาง หรือใส่หน้ากากทำงาน การรักษาต้องเรียนรู้การล้างหน้าอย่างถูกวิธี ใช้เครื่องสำอางที่ดีก็จะช่วยได้
  • การกินช็อกโกแลตไม่ได้มีผลทำให้สิวขึ้น แต่ผลที่ทำให้สิวขึ้นเป็นเพราะน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลต 
  • อายุมากขึ้นโอกาสเป็นสิวจะน้อยลง โดยเฉพาะในผู้ชายถ้าอายุเกิน 20 แล้ว สิวจะเหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นเท่านั้น 
  • การรักษาสิว จะต้องหมั่นสังเกตุ วิเคราะห์ และรักษาให้ตรงจุด เพื่อให้การรักษาเห็นผลถาวร 
  • สิวรักษาได้และรักษาได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการรักษา 
  • ยาแต้มสิวบางตัวห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เด็กที่เกิดมาพิการได้ 
  • คนที่กินยาแล้วมีผลข้างเคียงหรือไม่สามารถใช้ยาได้ อาจใช้แสงเลเซอร์ในการรักษา

สิวข้าวสารคืออะไรและรักษาอย่างไร?

ลูกเป็นโรคมือเท้าปากควรอย่างไร?

โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่โดยทั่วไปผู้ใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันสำหรับโรคนี้แล้ว กลุ่มเสี่ยงจะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี

เกิดจากเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) หลายสายพันธุ์ เป็นโรคที่พบบ่อยและแพร่ระบาดง่ายมาก ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่ไม่อันตราย ส่วนสายพันธุ์ EV71 เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายรุนแรง อาจเสียชีวิตเฉียบพลันได้ แต่พบน้อยมากในประเทศไทย

ติดเชื้อโรคมือเท้าปากได้อย่างไร?

ติดต่อผ่าน น้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองของแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย ถ้าคนที่มีเชื้อโรคนี้เอามือที่เปื้อนน้ำลายตัวเอง ไปป้ายตามจุดต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟท์ ของเล่น เก้าอี้ เชื้อจะสามารถอยู่ตรงนั้นได้นาน 7 วัน ถ้าเด็กคนอื่นไปสัมผัสสิ่งของเหล่านั้นแล้วไม่ล้างมือ แล้วใช้มือสัมผัสเยื่อบุต่างๆ เช่น ขยี้ตา แคะจมูก เอามือเข้าปาก หรือเข้าห้องน้ำแล้วไม่ล้างมือ จะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายและอาศัยอยู่ในลำไส้ของเรา ซึ่งจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 3-7 วัน

ระยะแพร่เชื้อ

ระยะแพร่เชื้อประมาณ 7-10 วัน สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีไข้ขึ้น 1 วัน และหลังจากแผลในปากหายแล้ว และไม่มีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เชื้อโรคก็ยังคงแพร่เชื้อต่อได้อีก 1 วัน

อาการของโรคมือเท้าปาก

  1. เริ่มมีอาการไอถี่ๆ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว 
  2. มีไข้สูง 2-3 วัน แล้วมีตุ่มน้ำขึ้นบริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ปาก หรือก้น ตุ่มที่เกิดขึ้นบางครั้งอาจเกิดในที่ไดที่หนึ่งเท่านั้น 
  3. มีตุ่มในคอ ทำให้เด็กเจ็บคอมาก บางทีเด็กไม่ยอมกลืนน้ำลาย ไม่ยอมกินน้ำ กินข้าว เพราะเจ็บแผล 
  4. ในเด็กเล็กอาจมีปัญหากินนมได้น้อยลง บางคนน้ำลายไหลเยอะมากขึ้น สังเกตุฝามือ ฝาเท้า และในปาก จะเริ่มมีตุ่มขึ้น 

ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ให้รีบไปพบแพทย์

  1. มีไข้สูง 39 องศา 3 วันไม่ลด 
  2. กระสับกระส่าย ปากคอแห้ง นอนซมไม่ค่อยเล่น ถ้าเป็นเด็กเล็กจะลุกลี้ลุกลนผิดปกติ 
  3. อาเจียนมาก ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย 

วิธีรักษาโรคมือเท้าปาก

  1. โรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงเนื่องจากเป็นไวรัส ไม่มียาฆ่าเชื้อ และไม่มีวัคซีนป้องกัน จะรักษาตามอาการ ถ้าอาการไม่รุนแรง ไข้ไม่สูง เด็กพอจะกินอาหารและดื่มน้ำได้ ไม่มีโรคแทรกซ้อน ก็จะหายได้เองภายใน 6-10 วัน
  2. กรณีป่วยมากทานอะไรไม่ได้เลย อาเจียน บางทีมีท้องเสียร่วมด้วย ปัสสาวะออกน้อย จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ และอยู่ในความดูแลของแพทย์จนกว่าเด็กจะเริ่มทานได้ พอไข้ลดสามารถกลับบ้านได้
  3. แพทย์จะให้ยาชา ใช้หยอดก่อนดื่มน้ำและก่อนรับประทานอาหาร และให้เด็กดื่มเครื่องดื่มหรือกินอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นขึ้น เพื่อลดอาการเจ็บคอ 
  4. มาพบแทพย์ตามนัด 

วิธีรักษากรณีมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

กรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน คือ ก้านสมองอักเสบ จะมีอาการไข้สูง ซึม อาเจียน ปวดหัว หายใจหอบ การทำงานของหัวใจหรือการทำงานของปอดล้มเหลว มีอาการชัก ซึ่งก้านสมองเป็นส่วนสำคัญที่ควบคุมการทำงานของหัวใจและปอด ถ้าเกิดการอักเสบขึ้นและมีอาการแล้วโอกาสเสียชีวิตสูงมาก เนื่องจากโรคนี้ไม่มียารักษาจำเพาะเจาะจงเพราะเป็นไวรัส ในกรณีที่มีอาการรุนแรงแบบนี้ต้องได้รับการรักษาในห้อง ICU แพทย์จะพิจารณาให้ยา Intra Venous ImmunoGlobulin (IVIG) โดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือด แต่ประสิทธิภาพการรักษาไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

วิธีป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

  • กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร 
  • ช่วงที่มีการระบาดของโรค แนะนำให้อยู่บ้านดีที่สุด ควรเลี่ยงไปห้าง สถานที่เล่น โรงเรียนอนุบาล สระว่ายน้ำที่มีมาตรฐานการฆ่าเชื้อไม่ดี 
  • หลีกเลี่ยงอย่าให้เด็กเอาของเข้าปาก 
  • เด็กมีอาการไข้ ไม่แน่ใจแนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คและวินิจฉัย 
  • ให้แยกเด็กที่ป่วยออก ไม่ให้ร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่น ผู้ที่ดูแลเด็กควรล้างมือให้สะอาด และดูแลรักษาความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัย และบริเวณบ้านเป็นประจำ 

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมือเท้าปาก

  • นมแม่สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคนี้ได้ เนื่องจากในนมแม่มีสารหลายตัวที่คอยยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสตัวนี้ที่จะไปเกาะอยู่ที่เยื่อบุลำไส้ 
  • เป็นแล้วมีโอกาสเป็นอีกได้ ถ้าเป็นแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคเฉพาะสายพันธุ์ที่ตัวเองเป็นในปีนั้น ถ้าเกิดไปเจอสายพันธุ์อื่นก็มีโอกาสเป็นได้ แต่อาการจะเบาลง 
  • เด็กที่เป็นโรคนี้หลายครั้งแล้ว จะไม่แสดงอาการทั้งหมด อาจมีตุ่มขึ้นแค่บางจุดหรือไม่มีตุ่มขึ้นเลย อาจมีไข้หรือไม่มีก็ได้ แต่เด็กที่เป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่อาการจะมีครบทุกอย่าง

โรคงูสวัส

โรคอีสุกอีใส

วิธีป้องกันและตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

วิธีป้องกันและตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปกติแล้วคนทั่วไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง แต่ถ้ามีญาติสายตรง ควรจะได้รับการตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

วิธีการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ตลอดความยาว แพทย์จะทำการสอดกล้องเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อให้กล้องผ่านเข้าไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งกล้องนี้สามารถเข้าไปได้จนสุดลำไส้ใหญ่

ก่อนจะส่องกล้องแพทย์จะฉีดยาให้หลับพร้อมยาแก้ปวด เพื่อทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ใช้เวลาในการส่องกล้องประมาณ 15 นาที และจะหลับอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าสองกล้องแล้วเจอติ่งเนื้อ สามารถตัดทิ้งได้เลย

วิธีป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงอย่างเพียงพอ
  2. ออกกำลังยสม่ำเสมอ
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  4. รับประทานขิงเป็นประจำช่วยลดการอักเสบของลำไส้ใหญ่ โอกาสที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็น้อยลงด้วย
  5. พยายามอย่าให้ท้องผูก 
  6. เมื่ออายุ 50 ปี ควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งลำไสใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มจากการเป็นติ่งเนื้อเล็กๆ บริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนเซลล์ไปเป็นมะเร็ง ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในคนอายุ 40-50 ปี

ลำใส้ใหญ่เป็นหนึ่งในระบบทางเดินอาหารของเรา มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร และขับออกเป็นกากทางทวารหนัก ซึ่งในคนปกติจะมีความยาวของลำไส้ใหญ่ประมาณ 60-100 เซ็นติเมตร

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

  1. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก และมะเร็งเต้านมมาก่อน
  2. ผู้ที่มีประวัติครอบครับหรือญาติสายตรง เคยเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน โดยเฉพาะหากญาติเป็นมะเร็งก่อนอายุ 45 ปี และมีญาติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า 1 คน
  3. ผู้ที่เคยเป็นลำไส้อักเสบหรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ยิ่งติ่งเนื้อมีหลายก้อนก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
  4. ผู้ที่ดื่มสุรา สูบบุหรี่ และไม่ออกกำลังกาย
  5. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

  1. ในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการเลย
  2. อุจจาระแข็งและก้อนเล็กลง เพราะเกิดติ่งเนื้อขึ้นในลำไส้ใหญ่ จึงทำให้ช่องว่างในลำไส้ใหญ่แคบเล็กลง
  3. มีอาการท้องเสียเรื้อรัง ในบางรายอาจมีน้ำหนักลดอย่างเห็นได้ชัด
  4. อุจจาระเป็นมูกหรือเลือด ซึ่งลักษณะของเลือดนั้นจะเคลือบอยู่กับก้อนอุจจาระ
  5. ลำไส้เกิดการอุดตัน จนไม่สามารถอุจจาระหรือผายลมได้ เนื่องจากติ่งเนื้อโตและปิดช่องว่างในลำไส้ใหญ่จนตัน
  6. ปวดมวนท้องหรือปวดท้องบ่อยๆ
  7. โลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

  1. กรรมพันธุ์
  2. อาหารการกิน เนื่องจากอาหารบางชนิดมีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อสัตว์ที่มีสีแดง อาหารที่ใส่ดินประสิว อาหารปิ้งย่าง
  3. ท้องผูกบ่อยๆ เพราะท้องผูกทำให้อุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ เซลล์ที่ลำไส้ใหญ่ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ผิดปกติได้

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การผ่าตัด คือ การรักาษาที่ได้ผลดีที่สุด แต่ถ้ามะเร็งเป็นก้อนขนาดใหญ่แล้ว ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมกับการใช้เคมีบำบัด

ในรายที่ก้อนมะเร็งกินเข้าไปถึงกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนัก จำเป็นต้องตัดทั้งกล้ามเนื้อหูรูดและทวารหนักทิ้ง และใช้ถุงหน้าท้องเพื่อให้ขับถ่ายทางหน้าท้องแทน

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • ริดสีดวง จะถ่ายเป็นเลือดหยด มะเร็งลำไส้ใหญ่ เลือดจะเคลือบมากับอุจจาระ
  • โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับ มะเร็งปวด และมะเร็งเต้านม

วิธีป้องกันและตรวจกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

เป็นตะคริวขณะออกกำลังกายควรทำอย่างไร

เป็นตะคริวขณะออกกำลังกาย

ถ้าเกิดตะคริวขึ้นระหว่างเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเราจะมีวิธีดูแลรักษาอาการบาดเจ็บอย่างไร และเราสามารถกลับไปออกกำลังกายต่อได้หรือไม่

อาการตะคริวเป็นภาวะที่พบเสมอในนักกีฬาขณะเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย เกิดจากมัดกล้ามเนื้อถูกใช้งานมากเกินไป หรือการออกกำลังกายอย่างหนักในสภาพอากาศร้อนอย่างบ้านเรา ร่างกายเสียเกลือแร่ที่ออกมากับเหงื่อทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร่งตัว แข็งเป็นลูกและปวดมาก อาจเกิดได้บ่อยๆ และซ้ำที่เดิมหรือเป็นหลายๆ มัดพร้อมกันได้

สาเหตุที่ทำให้เป็นตะคริว

  1. เกิดจากเอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการยืดตัวบ่อย ทำให้เกิดการหดเกร็งได้ง่ายเมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อนั้นมากเกินไป
  2. ร่างกายขาดน้ำหรือเกลือแร่
  3. การพันผ้ายืดแน่นเกินไป เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อได้น้อย ทำให้เป็นตะคริวได้ง่าย
  4. กล้ามเนื้อมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ เพราะร่างกายต้องการออกซิเจนจากเลือดมากขึ้นในขณะที่มีการออกกำลังกายหนักๆ

วิธีรักษาอาการตะคริวขณะเล่นกีฬา

  1. สิ่งที่ควรทำประการแรกคือ คลายอุปกรณ์ที่รัดกล้ามเนื้อมัดนั้นออก เพื่อการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น
  2. หยุดพักทันที จากนั้นจึงค่อยๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดนั้นให้เต็มที่ประมาณ 5-10 นาที
  3. เมื่อคลายการเกร็งตัวแล้ว ให้ประคบร้อนหรือนวดด้วยน้ำมันนวดชนิดร้อน แต่ต้องนวดด้วยอุ้งมือเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้มาเลี้ยงที่กล้ามเนื้อมัดนั้นมากขึ้น และขณะนวดควรจัดท่าให้กล้ามเนื้อมัดนั้นอยู่ในท่ายืดกล้ามเนื้อ ห้ามจับบีบหรือขยำ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร่งตัวเกินไป เป็นตะคริวได้อีก

วิธีป้องกันการเกิดตะคริว

  1. บริหารกล้ามเนื้อที่เคยเป็นตะคริวให้แข็งแรงเป็นพิเศษ ฝึกซ้อมและค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการเล่นกีฬา เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงทนต่อการเกิดตะคริวได้
  2. ถ้าออกกำลังกายนานๆ หรือเสียเหงื่อมาก ควรดื่มน้ำ 200 ซีซี ประมาณ 1 แก้วก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง และควรจิบน้ำ หรือดื่มน้ำทุกๆ 15 นาที เพื่อชดเชยน้ำตามปริมาณเหงื่อที่ออกมา
  3. ควรใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี ขณะออกกำลังกายกลางแดด
  4. หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่หนาวเย็น
  5. อย่าลืมวอร์มอัพร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง

ทำอย่างไรเมื่อเป็นตะคริว?