ทำอย่างไรเมื่อเป็นตะคริว?

ตะคริว (Cramp)

ตะคริวเกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน ซึ่งมักจะเป็นที่กล้ามเนื้อแขนและขา โดยทั่วจะเป็นไม่เกิน 2 นาที แต่อาจมีบางรายเป็นนานถึง 5 นาที

ตะคริวมักจะเกิดกับนักกีฬาที่เล่นกีฬาหนัก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยโรคไตวายที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกวัย

สาเหตุที่ทำให้เกิดตะคริว

  1. ตะคริวที่น่องและนิ้วเท้าเกิดจากการเกรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งถูกใช้งานหนักเกินไป เช่น ใส่ส้นสูงเดินเป็นเวลานาน หรือต้องยืนนานๆ และการเล่นกีฬาอย่างหักโหม 
  2. ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น เสียเหงื่อมาก ท้องเสียอย่างรุนแรง ผู้ที่ทานยาขับปัสสาวะ 
  3. ความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย 
  4. มีความเครียดสะสมมานาน 
  5. กำลังไดเอท อาจทำให้ขาดสารอาหารหรือใครที่ชอบกินอาหารชนิดเดียวกันซ้ำๆ 
  6. เป็นตะคริวระหว่างนอน ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดวิตามินและระบบไหลเวียนโลหิตบกพร่อง 
  7. เกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวทำงานผิดปกติ ทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ไม่ดี 

วิธีรักษาอาการตะคริว

เมื่อเป็นตะคริว ควรทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่เกิดตะคริวนั้นให้คลายออกอย่างช้าๆ เช่น เกิดตะคริวที่น่อง ให้เหยียดขาตรงแล้วให้เพื่อนดันฝ่าเท้าเข้าหาหน้าแข้ง โดยพยายามให้หัวเข่าตึง อาการจะดีขึ้นภายใน 5-10 นาที แต่ถ้าอยู่คนเดียวสามารถใช้ผ้าพันฝ่าเท้า เหยียดขาออกให้ตรง แล้วดึงให้ปลายเท้ากระดกเข้าหาหน้าแข้ง

ควรดันปลายเท้าให้กระดกขึ้นอย่างช้าๆ ห้ามกระตุกหรือกระชากรุนแรง เพราะอาจเกิดการเจ็บปวดจนกล้ามเนื้อฉีกขาดได้

วิธีป้องกัน

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป ควรจะค่อยเป็นค่อยไป และดื่มน้ำหรือเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอหลังจากออกกำลังกาย 
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารครบ 5 หมู่ 
  3. ในผู้สูงวัยการจะขยับแขนขา ควรค่อยๆ ขยับอย่างช้าๆ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นมาก 
  4. สวมใส่รองเท้าที่มีขนาดพอเหมาะ 

ความรู้เพิ่มเติม

  • หญิงตั้งครรภ์มักเป็นตะคริวในไตรมาสที่2-3 บริเวณน่องและต้นขา 
  • ถ้าเป็นตะคริวระหว่างว่ายน้ำหรือขับรถ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 
  • เป็นตะคริวตอนกลางคืนบ่อยๆ แนะนำให้กินวิตามินอี และวิตามินซีเสริม 
  • ผู้ที่เป็นตะคริวบ่อยๆ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุการเกิดตะคริวและทำการรักษา

เส้นเลือดขอดรักษาให้หายขาดได้

เส้นเลือดขอด (Varicose Vein)

เส้นเลือดขอด คือความผิดปกติของกลุ่มเส้นเลือดดำ มีลักษณะคดเคี้ยว ปูดนูน บวม และทำให้เกิดอาการปวดได้ ส่วนใหญ่จะพบที่บริเวณขา

หลอดเลือดของคนเรานนั้นจะมีทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ โดยหลอดเลือดแดงจะมีหน้าที่นำเลือดที่ถูกปั้มจาหัวใจไปเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆ แล้วจะถูกส่งกลับไปฟอกใหม่ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งการไหลกลับนั้น เลือดจะไหลด้วยแรงดันที่ต่ำกว่ามาก เพราะฉะนั้นในหลอดเลือดดำจึงมีลิ้นเป็นกลไกป้องกันไม่ให้เลือดที่กำลังไหลไปที่หัวใจเกิดการไหลย้อนกลับได้ ซึ่งลิ้นนี้จะมีอยู่ในทุกระดับของหลอดเลือดดำ แต่ถ้าลิ้นตัวนี้เกิดเสียขึ้นมาเลือดที่ควรจะไหลไปที่หัวใจ ก็จะเกิดการไหลย้อนกลับ ทำให้ไปอัดแน่นรวมกันจนเส้นเลือดโป่งพองและกลายเป็นโรคหลอดเลือดขอด

ปัจจัยเสี่ยงทำให้เป็นโรคหลอดเลือดขอด

  1. เพศหญิง ผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า โดยเฉพาะในช่วงของอายุการตั้งครรภ์ที่มีฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้หลอดเลือดโป่งพองง่าย
  2. คนอ้วน 
  3. กรรมพันธุ์ มีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ 
  4. อาชีพที่ต้องนั่งหรือยื่นอยู่นิ่งๆ นานๆ 

อาการเส้นเลือดขอด

  1. มีอาการปวด ตึงน่อง และหนักที่ขา และอาจมีตะคริวร่วมด้วย 
  2. เห็นเป็นเส้นเลือดฝอย และจะกลายเป็นเส้นเลือดขอดขนาดใหญ่ในที่สุด 
  3. ผิวหนังดำขึ้น บวมขึ้น เป็นแผลแล้วหายยาก ถือว่าเป็นอาการขั้นรุนแรงที่สุด 

การรักษาเส้นเลือดขอด

  1. ถ้ามีอาการปวดเมื่อยให้ยกขาสูง เช่น เวลานอนใช้หมอนรองขา 1 ใบ หรือใช้ยาลดอาการปวดเมื่อยของเส้นเลือดขอด 
  2. ใส่ถุงน่องที่ใช้ในการรักษาเส้นเลือด ในอาชีพที่ต้องนั่งหรือยืนนานๆ จะช่วยให้อาการดีขึ้นแต่ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ 
  3. หลอดเลือดขอดเล็กรักษาโดยวิธีการฉีดยา หรือยิงเลเซอร์ที่ผิวหนัง 
  4. ถ้ามีอาการอักเสบรุนแรงหรือมีเส้นเลือดรั่ว ต้องผ่าตัดเอาเส้นเลือดที่มีปัญหาออก หรือใช้เลเซอร์เข้าไปทำให้หลอดเลือดตีบ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่เล็กมาก ไม่เจ็บ แผลเล็ก ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล หลังการผ่าตัดสามารถยืนและเดินได้เลยโดยไม่มีการปวด ซึ่งหลังการผ่าตัด 6 เดือน เส้นเลือดขอดจะหายไปเอง 

วิธีผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ส่วนใหญ่หลังการรักษาจะไม่กลับมาเป็นโรคนี้อีก แต่มีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ หลังการผ่าตัดไปแล้วประมาณ 30 ปี สามารถกลับมาเป็นอีกได้ ส่วนค่ารักษาในการผ่าตัดเส้นเลือดขอดอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาท

วิธีป้องกัน

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก 
  • ใส่ถุงน่องพิเศษสำหรับป้องกันเส้นเลือดขอด 
  • สำหรับอาชีพที่ต้องนั่งหรือยืนนานๆ ควรหาเวลาเดินขยับขาบ้างในระหว่างทำงาน 

ความรู้เพิ่มเกี่ยวกับเส้นเลือดขอด 

  • การเดินมากๆ เป็นผลดีถ้าเส้นเลือดไม่รั่ว เพราะจะทำให้เลือดกลับสู่หัวใจได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเส้นเลือดรั่วแล้วเดินมากๆ โอกาสที่เลือดจะย้อนกลับลงเท้ามีสูงทำให้เกิดเส้นเลือดขอดมากขึ้น 
  • เส้นเลือดขอดเป็นแล้วไม่หายเอง ต้องได้รับการรักษา 
  • โรคนี้มักเกิดที่ขา เพราะเลือดในหลอดเลือดดำที่ขาจะต้านแรงโน้มถ่วงมากที่สุด 
  • โรคนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดและอาจเสียชีวิตได้ 
  • โรคหลอดเลือดขอดเป็นได้ทุกคนไม่เกี่ยวว่าอ้วนหรือผอม

เป็นตะคริวควรทำอย่างไร?

ไฮโปไทรอยด์มีอาการอย่างไร?

ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism)

ไฮโปไทรอยด์ หรือ ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ เกิดขึ้นเนื่องจากต่อมไทรอยด์ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย บางครั้งผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตัวเองเชื่องช้า ทำอะไรก็ไม่กระฉับกระเฉง

สาเหตุ

  1. ต่อมไทรอยด์ ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้เพียงพอ เช่น ภายหลังการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ และในผู้ป่วยที่ได้รับไอโอดีนรังสีรักษา เนื่องจากเกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ 
  2. ต่อมใต้สมอง ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนที่มากระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 

ผู้ป่วยที่ขาดฮอร์โมนไทรอยด์จะมีอาการ

อ่อนเพลีย หลงลืมง่าย ขี้หนาว ท้องผูก เสียงแหบ น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่กินน้อย อาจมีผมร่วง และในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนมาผิดปกติ และอาจมีลูกยาก

การรักษา

การให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนในขนาดที่เหมาะสม โดยเฝ้าติดตามอาการและตรวจวัดฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกาย

ถ้าภายหลังผ่าการตัดต่อมไทรอยด์ หรือหลังการกลืนรังสีไอโอดีนแล้วไม่หาย ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนตลอดชีวิต

ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ใช่โรคที่รุนแรงแต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไฮโปไทรอยด์

  • ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ 80 เปอร์เซ็นต์พบในเพศหญิง 
  • ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ สังเกตุความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพื่อบอกอาการที่ถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรักษา

คอพอก

ไทรอยด์เป็นพิษ

โรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์

โรคไทรอยด์เป็นพิษคืออะไร?

โรคไทรอยด์เป็นพิษ (hyperthyroid)

โรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือ โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ เกิดจากต่อมไทรอยด์มีการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ เกิดการเผาผลาญมากผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายซูบผอมทั้งๆ ที่กินเก่งขึ้น

โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นการเสียสมดุลของฮอร์โมนไทรอยด์โดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเล แต่มีปัจจัยบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องดังนี้

  1. เพศหญิง โรคนี้เกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 5-10 เท่า 
  2. กรรมพันธุ์ 
  3. ความเครียดทางจิตใจ พบว่าทำให้เกิดอาการคอพอกเป็นพิษได้ ต่อมจะมีขนาดโตขึ้นจนมองเห็นได้ชัดเจน ถ้าคลำดูจะมีลักษณะหยุ่นไม่แข็ง อาจฟังได้ยินเสียงฟู่ๆ เนื่องจากมีเลือดไปเลี้ยงต่ำมากกว่าปกติ 

อาการของโรคไทรอยด์เป็นพิษ

  1. เหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ เพราะร่างการตื่นตัวตลอดเวลา 
  2. ขี้ร้อน และเหงื่อออกง่าย 
  3. น้ำหนักลด กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ถ่ายบ่อย 
  4. ตาโปนผิดปกติเหมือนกำลังจ้องอยู่ ลำคออาจพอกโต เล็บอาจงอนหรือเล็บเปราะแยก 
  5. ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนมาผิดปกติ 

การรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ

  1. กินยา เพื่อต้านไทรอยด์ฮอร์โมนให้ทำงานน้อยลง ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 2 ปี ไทรอยด์ก็จะเริ่มสงบลง แต่วิธีการกินยานี้บางครั้งอาจกำเริบเกิดขึ้นอีกถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้จะต้องมีการกินยาและติดตามตรวจฮอร์โมนเป็นระยะ 
  2. การกลืนน้ำแร่รังสีไอโอดีน น้ำแร่นี้จะไปจับที่ต่อมไทยรอยด์และทำลายต่อมไทรอยด์ทิ้ง เปรียบเสมือนกับการผ่าตัด แต่ข้อดีคือ เราไม่ได้ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกไปจริงๆ ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนค่อยๆ ลดลงมา 
  3. ผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่มีอาการแพ้ยา ไม่สามารถให้การรักษาโดยการกินน้ำแร่ได้ เช่น ในหญิงตั้งครรภ์ แต่ปกติจะไม่ตัดต่อมไทรอยด์ออกไปทั้งหมดจะเก็บไว้เป็นบางส่วน ซึ่งทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ 

ผลข้างเคียงของการรักษา

  1. การกินยามีความเสี่ยงที่คนไข้จะแพ้ยา ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานน้อยกว่าปกติ ถ้าเกิดการอักเสบติดเชื้อ ร่างกายจะไม่มีตัวเม็ดเลือดขาวไปต้านเชื้อโรค อาจมีการอักเสบติดเชื้อรุนแรงจนกระทั้งเสียชีวิตได้ 
  2. การกินน้ำแร่รังสีรักษา อาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ต้องกินยารักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต 
  3. การผ่าตัด มีความเสียงที่จะเกิดอาการเสียงแหบ และภาวะขาดแคลเซียมได้ 

วิธีป้องกัน

โรคนี้ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลชัดเจน ถ้ามีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่ามีภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม

การตรวจสุขภาพทั่วไปจะไม่รวมการตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ เพราะเป็นการตรวจเฉพาะทางและมีค่าใช้จ่ายสูง สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงควรเจาะจงว่าต้องการตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ด้วย

วิธีตรวจต่อมไทรอยด์ด้วยตัวเองในขั้นต้น

ดูจากการกลอกตา โดยให้เพื่อนถือสิ่งของไดก็ได้เลื่อนขึ้นลงไปมา แล้วให้คนที่ถูกตรวจมองสิ่งของนั้นไว้ตลอดเวลา ถ้าในคนปกติเมื่อกลอกตามองต่ำ เปลือกตาบนจะต้องปิดตาดำเสมอ แต่คนที่ต่อมไทรอยด์เป็นพิษนั้นเปลือกตาบนจะไม่ปิดตาดำ ซึ่งจะทำให้มองเห็นตาขาวได้

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไทรอยด์เป็นพิษ

  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขณะตั้งครรภ์ เป็นภาวะที่จะต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ถ้ารักษาไม่ดีปล่อยให้ไทรอยด์เป็นพิษในระหว่างการตั้งครรภ์ จะมีผลกระทบกับแม่และลูกหลายอย่าง 
  • โรคต่อมไทรอยด์สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยที่สุดในผู้หญิง 
  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ถ้าไม่รักษาอาจเสียชีวิตได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

โรคคอพอก 

โรคที่เกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

โรคไฮโปไทรอยด์

โรคคอพอกรักษาอย่างไร?

โรคคอพอก (Goiter)

โรคคอพอก เกิดจากต่อมไทรอยด์ตรงบริเวณคอหอยมีขนาดใหญ่ขึ้นผิดปกติอย่างชัดเจน สามารถคลำได้เป็นก้อน ถ้าผู้ป่วยกลืนน้ำลาย ก้อนนี้จะขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืน

อาการคอพอกโดยทั่วไป

คอโตกว่าปกติโดยไม่มีความผิดปกติอื่นๆ เช่น ไม่อ่อนเพลีย ไม่เหนื่อยง่าย น้ำหนักไม่ลด แต่ถ้าก้อนโตมากๆ อาจทำให้หายใจลำบาก หรือ กลืนลำบาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคคอพอก

  1. ร่างกายขาดธาตุไอโอดีน หรือรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนต่ำกว่าความต้องการของร่างกาย 
  2. การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย มักพบในผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น หรือ ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากร่างกายต้องการฮอร์โมนไทรอยด์มากขึ้น ต่อมไทรอยด์จึงทำงานมากกว่าปกติ ทำให้เกิดคอพอกขึ้น 
  3. ความผิดปกติของเอนไซม์ ในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งเป็นตั้งแต่กำเนิด 
  4. โรคไทรอยด์อื่นๆ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ โทรอยด์อักเสบ เนื้องอกของต่อมไทรอยด์ 
  5. เกิดจากผลของยาที่ใช้รักษาวัณโรค 

โรคคอพอกรักษาอย่างไร?

  1. ให้สารไอโอดีนเสริมในอาหารและน้ำดื่ม โดยให้สารไอโอดีนทีละน้อย อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน ในรูปของเกลือปรุงอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ 
  2. ให้ไอโอดีนเสริมในวิตามินรวม โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความต้องการไอโอดีนมากขึ้น 
  3. รับประทานอาหารที่มีไอโอดีน เช่น อาหารทะเล สาหร่ายทะเล 
  4. ส่วนคอพอกที่เกิดจากสาเหตุอื่น ควรปรึกษาแพทย์ 

วิธีป้องกันโรคคอพอก

ถ้าไม่อยากเป็นโรคคอพอกต้องรับประทานอาหารทะเล หรือกินเกลือที่ผสมธาตุไอโอดีน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมลูก ต้องดูแลตัวเองให้มากๆ อย่าให้เป็นโรคคอพอกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นลูกในครรภ์อาจเสี่ยงเป็นเด็กเตี้ย แคระแกร็น และปัญญาอ่อนได้

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคคอพอก

  • ร่างกายต้องการสารไอโอดีนเพียง 150 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ต้องทานสม่ำเสมอทุกวัน เพราะร่างกายต้องการเอาสารไอโอดีนไปใช้ในการสร้างฮอร์โมนไทนรอยด์ตลอดเวลา เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต และบำรุงประสาทสมองด้วย
  • ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยคอพอกในคนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุเพราะขาดสารไอโอดีนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

โรคที่เกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

ไฮโปไทรอยด์

โรคไทรอยด์เป็นพิษ

โรคที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ผิดปกติ

โรคต่อมไทรอยด์ (Thyroid disease)

โรคไทรอยด์ เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ การวินิจฉัยและการดูแลโรคของต่อมไทรอยด์นั้น จำเป็นต้องระบุให้ชัดว่าเป็นโรคอะไรของต่อมไทรอยด์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

ไทรอยด์ คือต่อมไร้ท่อใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ส่วนหน้าของลำคอใต้ลูกกระเดือกลงมา มีรูปร่างเหมือนเกือกม้า ปกติจะใหญ่กว่าหัวแม่มือมองเห็นได้ชัดเจน

หน้าที่ของไทรอยด์

ไทรอยด์มีหน้าที่สร้าง และหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนออกมาสู่กระแสเลือด ออกฤทธิ์กระตุ้นทั่วร่างกาย ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานเป็นปกติ มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย กระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการในวัยเด็ก ซึ่งฮอร์โมนนี้ต่อมไทรอยด์สร้างขึ้นเองโดยอาศัยไอโอดีนจากอาหารที่กินเข้าไป

ไทรอยด์ผิดปกติแบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. ความผิดปกติของไทรอยด์ด้านขนาด เช่น คอโตแบบธรรมดา และคอโตแบบเป็นก้อนๆ อาจเป็นคอพอก หรือเนื้องอก 
  2. ความผิดปกติของไทรอยด์ด้านฮอร์โมน คือ ระดับฮอร์โมนสูงหรือต่ำเกินไป 

โรคที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ผิดปกติมีอยู่ 3 โรค

  1. โรคไทยรอยด์เป็นพิษ คือต่อมไทยรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญมากผิกปกติ 
  2. โรคไฮโปไทรอยด์ เกิดจากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ไม่ดี 
  3. โรคคอพอก เกิดจากร่างกายขาดไอโอดีน ซึ่งเป็นส่วนจำเป็นในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ จึงทำให้ต่อมไทรอยด์พยายามสร้างฮอร์โมน แต่ไม่สามารถสร้างได้ จึงเกิดการบวมขึ้น 

วิธีป้องกัน

รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุไอโอดีนอย่างเพียงพอก็จะช่วยป้องกันโรคคอพอกได้ แต่ต่อมไทรอยด์ผิดปกติชนิดอื่น ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ผิปกติ

  • คนที่เป็นโรคไทรอยด์อาจมีเล็บงอนได้ 
  • ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา อาการที่เป็นอยู่จะรุนแรง และอาจทำให้เสียชีวิตได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ 
  • ผู้หญิงเป็นโรคต่อมไทรอยด์มากกว่าผู้ชาย 5-10 เท่า 
  • ผู้หญิงไทยเป็นโรคไทรอยด์ผิดปกติเป็นอันดับ 2 ของโลก 
  • โรคไทรอยด์ผิดปกติสามารถรักษาได้ แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาและได้รับการติดต่ออย่างต่อเนื่องในระยะยาว

โรคคอพอก

โรคไทรอยด์เป็นพิษ

โรคไฮโปไทรอยด์

วิธีรักษาและป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

โรคเหงือกอักเสบ

โรคเหงือกอักเสบ เกิดจากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก ซึ่งเราทำความสะอาดออกไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมที่บริเวณขอบเหงือกหรือในซอกฟัน

เหงือกที่ปกติจะต้องเป็นสีชมพู ขอบบางและแนบติดกับฟัน แต่คนที่เหยือกอักเสบนั้น ขอบเหงือกจะมีสีแดงจัด เป็นมันวาว บวม บริเวณคอฟันมีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟัน

ฟันของเราจะมีร่องระหว่างเหงือกกับฟัน ลึกประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น ถ้าไม่ทำความสะอาดร่องนี้ก็อาจจะมีแผ่นคลาบจุลินทรีย์หรือพลัคมาเกาะ ทำให้เกิดเหงือกอักเสบขึ้นได้ และถ้ายังปล่อยทิ้งไว้ หินปูนจากน้ำลายก็จะมาเกาะเพิ่ม ทำให้คลาบนี้แข็งขึ้น แถมยังกินลึกลงไปยังรากฟัน และทำลายกระดูกรอบฟัน และทำลายเคลือบฟันที่ปกคลุม ทำให้เสียวฟันได้ง่ายและกลายเป็นโรคเหงือกในที่สุด

ถ้าไม่รีบรักษา กระดูกรอบฟันจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนยึดฟันไม่อยู่ ซึ่งทำให้เกิดการปวด ระบม เหงือกบวม เป็นหนอง มีกลิ่นปากรุ่นแรง และฟันโยกคลอนจนอาจหลุดได้ ซึ่งถ้าถึงขั้นนี้เรียกว่า โรคปริทันต์อักเสบ(รำมะนาด) ทั้งหมดเกิดจากการลุกลามมาจากอาการเหงือกอักเสบ กลายมาเป็นโรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์อักเสบ(รำมะนาด) ในที่สุด

วิธีรักษาและป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

  1. แปรงฟันอย่างถูกวิธี 
  2. ขูดหินปูนทุก 6 เดือน 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับเหงือกอักเสบ

  • อาการของเหงือกอักเสบ เริ่มมาจากหินปูนเป็นหลัก 
  • อาการเหงือกอักเสบมักเกิดขึ้นทั้งปาก -การเคี้ยวอาหารจะช่วยขัดฟันไปในตัว

สาเหตุของกลิ่นปากและวิธีแก้

วิธีดับกลิ่นปากได้ผลดีที่สุด

กลิ่นปาก

สาเหตุที่พบได้มากที่สุด 80-90 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยที่มีกลิ่นปาก มักเกิดจากเศษอาหารติดค้างตามซอกฟันบริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือบริเวณรูฟันผุ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักเชื้อโรคต่างๆ

โดยเฉพาะภายหลังตื่นนอนใหม่ๆ กลิ่นปากจะแรง เพราะในขณะที่นอนหลับ น้ำลายจะถูกขับออกมาน้อย ทำให้น้ำลายมีการหมุนเวียนน้อย เศษอาหารที่ตกค้างสะสมอยู่จึงมีการบูด เกิดเป็นกลิ่นปากค่อนข้างรุนแรง

สาเหตุของกลิ่นปาก

  1. ฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และ โรคปริทันต์ 
  2. แผลในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นแผลจากการถอนฟัน แผลร้อนใน หรือแผลที่เกิดจากการติดเชื้อต่างๆ ในช่องปาก 
  3. ลิ้น เนื่องจากลิ้นมีลักษณะเป็นขุยๆ เหมือนผ้ากำมะหยี่ เป็นแหล่งสะสมแบททีเรียที่ดี โดยเฉพาะบริเวณโคนลิ้น ใกล้ๆ ลำคอจะมีตุ่มรับรสที่มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดอยู่หลายตุ่มด้วยกัน มีเศษอาหารและแบคทีเรียเข้าไปติดค้างได้ง่าย 
  4. เป็นโรคในระบบต่างๆ เช่น ไซนัส ต่อมทอนซิล โรคปอด และโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นต้น สาเหตุจากโรคทางกายพวกนี้ถือว่าพบได้น้อยมาก 
  5. การสูบบุหรี่ กลิ่นของบุหรี่จะตกค้างอยู่ในช่องปากได้นานหลายวัน 
  6. รับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม เครื่องเทศ หัวหอม เป็นต้น 

วิธีดับกลิ่นปากแบบฉุกเฉิน

  1. เคี้ยวใบฝรั่งหรือใบสาระแหน่ 
  2. น้ำมะนาวครึ่งลูกผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว กลั้วให้ทั่วปาก แล้วบ้วนออก 
  3. ใช้น้ำยาบ้วนปาก 

วิธีดูแลรักษาช่องปากไม่ให้มีกลิ่นเหม็น

  1. แปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ใหมขัดฟัน
  2. ขูดหินปูนทุก 6 เดือน 
  3. ทำความสะอาดลิ้นด้วยแปรงทำความสะอาดลิ้น
  4. รับประทานอาหารที่มีไยอาหารเยอะๆ 
  5. ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับกลิ่นปาก

  • คนที่พูดน้อย ก็อาจจะทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เพราะเวลาที่เราพูดน้อย น้ำลายก็จะหลังออกมาน้อยลง ทำให้ไม่เกิดการชะล้าง
  • การใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียในปากที่ร่างกายเรามีอยู่แล้ว ถูกฆ่าและกลายเป็นเชื้อราแทน เมื่อเป็นเชื้อราการรักษาจะยากกว่าและมีกลิ่นเหม็นกว่า

โรคเหงือกอักเสบ

การเตรียมตัวก่อนไปบริจาคโลหิต

การเตรียมตัวก่อนไปบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตสามารถทำได้ทุกๆ 3 เดือน ตามความเหมาะสมของร่างกายของผู้ที่จะบริจาค ซึ่งควรเตรียมตัวก่อนไปบริจาคโลหิตและต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. นอนหลับให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง ในคืนก่อนบริจาคโลหิต 
  2. มีสุขภาพพร้อมสมบูรณ์ดีทุกประการ ไม่เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคประจำตัวอื่นๆ 
  3. ไม่อยู่ระหว่างทานยารักษาโรคบางอย่าง 
  4. ควรรับประทานอาหารก่อนการบริจาคโลหิต และงดอาหารที่มีไขมันสูงและหวานจัด 
  5. ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว ในช่วงเวลา 20-30 นาที ก่อนการบริจาคโลหิต จะช่วยป้องกันการเป็นลมและอาการแทรกซ้อนต่างๆ 
  6. งดสูบบุหรี่ก่อนการบริจาค 1 ชั่วโมง 
  7. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง 8งดการบริจาคโลหิตเมื่อเป็นหวัด ท้องเสีย น้ำหนักลด หรือเจ็บป่วย 

เพียงแค่นี้คุณก็สามารถบริจาคโลหิตเพื่อสร้างกุศลได้อย่างถูกต้อง สมบูรณ์และปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

การดูแลตนเองหลังบริจาคโลหิต

  1. นอนพักประมาณ 5 นาที ก่อนลุกจากเตียงบริจาค 
  2. ดื่มเครื่องดื่มเท่ากับหรือไกล้เคียงกับจำนวนโลหิตที่บริจาคไป และนั่งพักอย่างน้อย 15 นาที ก่อนกลับบ้าน 
  3. ไม่ชึ้น ลงลิฟท์ หรือบันไดเลื่อนที่มีความสูงชันมากๆ เพราะอาจทำให้รู้สึกวิงเวียนและเป็นลมได้
  4. ไม่ใช้กำลังแขนข้างที่เจาะบริจาค เช่น ยกของหนักๆ 
  5. ไม่ออกกำลังกายที่ทำให้เสียเหงื่อมาก 
  6. ทานยาเสริมธาตุเหล็ก 

ข้อดีของการบริจาคเลือด

  1. กระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานได้ดีขึ้น 
  2. ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่ 
  3. ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ผิวพรรณสดใส 

เลือดที่เราบริจาคนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

ในโลหิต 1 ถุง สามารถนำไปแยกเป็น เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด พลาสมา หรือ น้ำเหลือง เพื่อนำไปใช้กับผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่ 77 เปอร์เซ็นต์ ใช้เพื่อทดแทนเลือดที่เสียไปในภาวะต่างๆ เช่น อุบัติเหตุ ผ่าตัด โรคกระเพาะอาหาร หรือการคลอดบุตร ส่วนอีก 23 เปอร์เซ็นต์ นำไปใช้กับเฉพาะโรคเลือด เช่น โรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ โรคธาลัสซีเมีย และโรคโมฟีเลีย

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริจาคโลหิต

  • เลือดที่เราบริจาคสามารถเก็บไว้ได้นานที่สุดแค่ 42 วันเท่านั้น 
  • หลังการบริจาคโลหิต ถ้ามีอาการไม่สบายและไม่มั่นใจว่าโลหิตที่บริจาคปลอดภัย ให้โทรแจ้งหน่วยงานที่ท่านไปบริจาค

กรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเลือดมีกี่กรุ๊ป?

กรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเลือดแบ่งเป็นกรุ๊ปใหญ่ๆ ได้ 4 กลุ่ม คือ กรุ๊ปเลือด A, B, AB, และ O โดยเซลล์เม็ดเลือดของคนเราจะมีสารคาร์โบไฮเดรตเคลือบอยู่บนผิว ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวกำหนดว่าเลือดของเรานั้นถูกจัดอยู่ในกรุ๊ปใหน

ถ้าสารคาร์โบไฮเดรตที่เคลือบอยู่เป็นชนิด A ก็แสดงว่าเลือดนั้นเป็นกรุ๊ป A ถ้าสารนั้นเป็นชนิด B ก็แสดงว่าเลือดนั้นเป็นกรุ๊ป B แต่ถ้ามีสารทั้ง 2 ชนิด คือ A และ B ก็แสดงว่าเป็นกรุ๊ป AB ส่วนกรุ๊ป O นั้น ตัว O มาจากเลขศูนย์ ซึ่งหมายความว่าไม่มีสารคาร์โบไฮเดรตชนิดใหนเคลือบอยู่เลย

การให้และรับโลหิตตามกรุ๊ปเลือด

  • กรุ๊ปเลือด A สามารถรับเลือดจากกรุ๊ป A และกรุ๊ป O และสามารถให้เลือดให้กับกรุ๊ป A และ AB 
  • กรุ๊ปเลือด B สามารถรับเลือดจากกรุ๊ป B และกรุ๊ป O และสามารถให้เลือดให้กับกรุ๊ป B และ AB 
  • กรุ๊ปเลือด AB เนื่องจากมีสารเคลือบผิวทั้งชนิด A และ B จึงสามารถรับได้ทั้งกรุ๊ป A กรุ๊ป B กรุ๊ป AB และกรุ๊ป O แต่ไม่สามารถให้ใครได้เลยนอกจากกรุ๊ป AB ด้วยกันเท่านั้น 
  • กรุ๊ปเลือด O เนื่องจากไม่มีสารเคลือบผิวชนิดไดเลย จึงไม่ถูกเลือดกรุ๊ปอื่นต่อต้าน สามารถให้เลือดได้หมดทุกกรุ๊ป แต่ไม่สามารถรับเลือดกรุ๊ปอื่นได้เลย ยกเว้นกรุ๊ป O ด้วยกันเท่านั้น

รับเลือดผิดกรุ๊ปจะเป็นอย่างไร?

ร่างกายของเราจะทำปฏิกิริยาต่อต้านเลือด โดยจะทำลายเม็ดเลือดที่เข้าไป เม็ดเลือดจะแตกและตกตระกอนในไต ทำให้ไตวาย มีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดบริเวณที่ให้เลือด ปวดหลัง ปัสสาวะเป็นสีน้ำโค้ก อาจถึงขั้นนเสียชีวิตได้

สาระน่ารู้เกี่ยวกับกรุ๊ปเลือด

  • กรุ๊ปเลือดถูกกำหนดโดยพันธุกรรม 
  • เลือดของเราจะถูกสร้างขึ้นโดยไขกระดูก และจะมีอายุอยู่ในร่างกายเราเพียงแค่ 120 วันเท่านั้น จากนั้นก็จะถูกทำลายโดยม้าม ซึ่งร่างกายของเราจะทำงานวนเวียนกันแบบนี้เสมอ 
  • เลือดที่ถูกเจาะออกมาเก็บไว้นอกร่างกาย จะเก็บไว้ได้แค่ประมาณ 42 วันเท่านั้น ถ้าเกินจากนี้ก็ต้องทิ้งไป 
  • ถ้าเราบริจาคเลือด ภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์ ร่างกายก็จะสร้างเลือดกลับมาทดแทนได้เท่าที่เราเสียไป

หน้าที่ของเลือด