โรคมะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอด (Lung cancer)

การสูบบุหรี่เกิน 20 ซองต่อปี มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด โดยเฉพาะผู้ชายที่สูบบุหรี่จะสามารถถ่ายทอดพันธุกรรมให้ลูกที่เกิดมา มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งจอตาได้ด้วย

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคมะเร็งปอด

มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย คือ ทำงานตามชีวิตประจำวันปกติแล้วรู้สึกมีอาการเหนื่อยผิดปกติ ไอเป็นเลือด ถ้ามีอาการดังกล่าวต้องรีบไปพบแพทย์

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด

  1. การสูบบุหรี่ เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ของโรคมะเร็งปอดนั้นเกิดจากการสูบบุหรี่ 
  2. แร่เรดอน ซึ่งอยู่ในพื้นดิน เมื่ออากาศร้อนแร่นี้ก็จะระเหยออกมา 
  3. แร่ลิกในต์ โดยจะมีอยู่มากในเหมืองแร่ 
  4. สารเคมีต่างๆ หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ เขม่าควันต่างๆ ถ้าร่างกายได้รับเข้าไปมากๆ ก็จะส่งผลให้เป็นโรคนี้ได้
  5. แร่ใยหิน มีโอกาสทำให้ปอดและเยื่อหุ้มปอดเป็นมะเร็ง 
  6. สารโลหะโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานที่เกี่ยวกับโลหะชนิดต่างๆ 
  7. กรรมพันธุ์ แต่สาเหตุจากรรมพันธุ์นี้จะมีผลน้อยมาก 

ไปป์ บารากุ สารก่อมะเร็ง

ไปป์, บารากุ, ซิก้า เมื่อได้สูบสิ่งเหล่านี้จะทำให้ได้รับสารก่อมะเร็งจากการเผาไหม้ จึงก่อให้เกิดมะเร็งปอด โดยเฉพาะบารากุที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่น ซึ่งมีใบยาสูบเยอะมากรวมอยู่ในโถเมื่อเกิดการเผาไหม้จึงมีควันออกมา เหมือนการเอาบุหรี่หลายๆตัวมารวมกันแล้วจุดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบารากุชนิดใหนก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเหมือนกัน

การรักษามะเร็งปอด

การรักษาจะแบ่งตามขั้นตอนขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง ถ้าเป็นระยะเริ่มแรก การผ่าตัดทำให้คนไข้หายได้ แต่ถ้าเป็นระยะที่ 3 มีการกระจายในต่อมน้ำเหลืองแล้ว จะใช้เคมีบำบัดหรือการฉายแสงช่วยในการรักษา

ในระยะที่ 4 ถ้าคนไข้ยังพอรับเคมีบำบัดหรือการฉายแสงได้ก็รักษาต่อไป ที่สำคัญผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดควรปรับตัวเองให้เข้มแข็ง และคนรอบข้างต้องคอยให้กำลังใจช่วย

การป้องกันมะเร็งปอด

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ 
  2. ตรวจเอ็กซเรย์ปอดด้วยคอมพิวเตอร์ (CT-Scan) 
  3. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และงดสูบบุหรี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเร็งปอด

  • คนที่อยู่ตึกสูงจะเป็นมะเร็งปอดได้น้อยกว่าคนที่อยู่ชั้นล่าง เพราะอากาศเป็นพิษนั้นหนัก ทำให้ลอยขึ้นไปไม่ถึง ถ้าเราอยู่เกินชั้น 8 ขึ้นไป สารพิษก็จะลดน้อยลง 
  • งานวิจัยพบว่า ยาช่วยเลิกบุหรี่ได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ 
  • บุหรี่ไฟฟ้า เป็นไอระเหยใช้กับคนไข้ที่ติดบุหรี่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการสูบบุหรี่จริง ซึ่งควันบุหรี่ที่ออกมาจะเป็นแค่ละอองไอ ไม่ใช่ละอองจากการเผาไหม้ ทำให้มีความปลอดภัยมากกว่า แต่บุหรี่ไฟฟ้าก็มีข้อเสียคือ สูบเข้าไปแล้วทำให้ปอดชื้น 
  • ผู้ชายที่สุบบุหรี่จะมีคุณภาพของอสุจิที่ต่ำ และอาจเป็นหมันได้ 
  • คนที่ไม่สูบบุหรี่แต่ไปนั่งอยู่ในกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่ จะถือว่าได้สูบบุหรี่ด้วย จากการสูดดมควัน

ปวดคอเรื้อรังควรทำอย่างไร

ปวดคอเรื้อรังควรทำอย่างไร

ปวดคอเรื้อรังเกิดจากหมอนรองกระดูกคอเสื่อม หรือกล้ามเนื้อคออักเสบบริเวณสะบักและต้นคอ เนื่องจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ บางทีปวดศีรษะ หรือปวดร้าวลงแขน และมีอาการมือชาได้

สาเหตุที่ทำให้ปวดคอ

  1. การให้คออยู่ในท่าเดียวนานๆ การถูกกระแทกเอ็นคอ การเคลื่อนไหวเร็วหรือรุนแรงเกินไป ทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อบางส่วนฉีกขาด จนเกิดอาการปวด เคล็ดขัดยอก 
  2. หมอนรองกระดูกคอเสื่อม เนื่องจากใช้งานมานานหรือใช้งานหนัก 
  3. เกิดจากโรคท่อไขสันหลังตีบ ซึ่งนอกจากจะปวดต้นคอแล้ว ยังมีอาการชามือ เวลาเดินเร็วจะปวดขา และไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดได้ 
  4. สาเหตุอื่นๆ เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอุบัติเหตุต่างๆ เช่น นอนตกหมอน เป็นต้น

อาการปวดคอที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเสื่อม

  1. ระยะแรก จะปวดคอ ปวดสะบัก แต่ยังไม่ปวดเส้นประสาท จะยังไม่ปวดลามไปที่แขน 
  2. ระยะที่สอง หมอนรองกระดูกจะกดทับเส้นประสาท จะมีอาการปวดคอ ร้าวมาถึงมือ 
  3. ระยะที่สาม หมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลังจะทำให้การเดินผิดปกติ ทำให้เดินกาง เดินเซ ไม่มั่นคง ถ้าเป็นมากขึ้นเรื่อยๆจะเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น มีอาการชาร่วมด้วย 

เมื่อมีอาการปวดคอควรทำอย่างไร

  1. ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอหรือตกหมอน ส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อคอ คอจะแข็งอย่างเฉียบพลัน หลังจากเอี้ยวบิดผิดท่า หรือภายหลังจากการตื่นนอน การรักษาสามาถทำได้โดยการนอนพัก อย่าเคลื่อนไหวคอ กินยาแก้ปวดแต่ในระยะแรกควรประคบต้นคอด้วยน้ำแข็ง หรือใช้น้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาที 
  2. ถ้าปวดคอมากๆ อาจต้องใส่ปลอกคอ และไม่แนะนำให้ไปจับเส้นในทันที เพราะจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี 
  3. สำหรับผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักไม่รุ่นแรง แต่จะปวดเพิ่มขึ้นเมื่อก้มหรือเงย ตะแครง หรือเอี้ยวคอ ผู้ที่มีอาการเช่นนี้ ควรกินยาแก้ปวด ประคบต้นคอด้วยน้ำแข็ง หรือน้ำอุ่น และออกกำลังกล้ามเนื้อคอ 
  4. ส่วนการนวดกดจุดนั้น ถ้านวดถูกหลักจะช่วยระงับอาการปวดได้ และควรนวดหลังจากประคบแล้วประมาณ 10-15 นาที 
  5. ถ้าหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลังแล้ว ต้องรีบผ่าตัดรักษา

เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์

  1. มีอาการเจ็บคอรวมกับแขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการปวดข้อร่วมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด 
  2. มีอาการปวดต้นคอตลอดเวลา และปวดมาก หรือ เมื่อได้รับอุบัติเหตุแล้วจึงปวดต้นคอ 
  3. โดยเฉพาะอาการปวดต้นคอร่วมกับมีไข้สูง คอแข็งโดยไม่สามารถก้มหน้าเอาคางจรดอกได้ อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ 

วิธีป้องกันอาการปวดคอ

  1. ปรับการใช้งานคอ เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยผ่อนแรงกระดูกสันหลังกับหมอนรองกระดูก 
  2. เลือกหมอนที่เหมาะกับตัวเอง ไม่สูงจนเกินไป 
  3. ออกกำลังกล้ามเนื้อคออย่างสม่ำเสมอ ในผู้ที่มีอาการหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ควรจะเน้นความแข็งแรง คือ ออกกำลังให้มีความหดตัวของกล้ามเนื้อ แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวมากนัก เช่น ใช้มือดันศรีษะไว้แล้วเกร็งสู้กัน ค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที ด้านหน้าก็เอามือดันหน้าผากเกร็งสู้กัน 5-10 วินาที ด้านหลังใช้มือประสานท้ายทอยแล้วดันคอไปด้านหลัง เกร็งค้างไว้ 5-10 วินาทีเช่นกัน 

ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดคอเรื้อรัง

  • ถ้าปวดคอตอนเช้ามากกว่าเวลาอื่นอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกคอเสื่อม 
  • ในคนที่กระดูกคอเสื่อมไม่ควรออกกำลังด้วยวิธีหมุนคอ 
  • ควรหลีกเลี่ยงการหักคอเพื่อให้เกิดเสียงดัง เพราะจะมีผลเสียในระยะยาวทำให้กระดูกคอเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ 
  • หมอนแบบใหนเหมาะกับคอของเรา ต้องลองใช้ดูด้วยตัวเอง 
  • คนปกติต้องเอาคางชิดอกได้ แหงนคอสุดต้องมองเพดานได้ เอียงซ้าย เอียงขวา ซึ่งในคนไข้ที่กล้ามเนืออักเสบเฉียบพลันจะเอียงไม่ได้เพราะคอจะแข็ง