การดูแลรักษาผู้ป่วยแผลกดทับ

การดูแลรักษาผู้ป่วยแผลกดทับ

ผู้ป่วยที่นั่งหรือนอนอยู่กับที่นานๆ มักจะเกิดแผลกดทับตามมาได้ เพราะเลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง และเมื่อเกิดแผลกดทับควรดูแลรักษาอย่างไร มีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง

แผลกดทับ พบบ่อยในผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ช่วยตัวเองหรือเคลื่อนใหวไม่ได้ มีสาเหตุมาจากผิวหนังถูกกดทับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง ผิวหนังบริเวณนั้นจะเริ่มตาย ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ ผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือม่วง หากทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดเป็นแผลและติดเชื้อได้ ถ้าเป็นมากอาจกินลึกไปได้ถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก และจะต้องใช้เวลาในการรักษานาน

ตำแหน่งแผลกดทับที่พบได้บ่อย

แผลกดทับเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย แต่พบบ่อยบริเวณส่วนของร่างกายที่ไม่ค่อยมีไขมัน หรือบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูก เช่น บริเวณก้นกก ด้านข้างของสะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม

การดูแลรักษาผู้ป่วยแผลกดทับ

  1. ลดแรงกดทับบริเวณแผล เช่น ไม่นอนทับตรงบริเวณแผล หรือใช้เบาะนุ่มๆ หรือเตียงลม
  2. ทำแผลและรักษาแผลให้สะอาด
  3. ปกป้องบริเวณแผลโดยใช้ผ้าก๊อซปิดแผลไว้
  4. กินอาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีน สารอาหาร และพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะทำให้แผลหายเร็ว โดยเฉพาะ นม ไข่ เนื้อสัตว์ ผักคะน้า ผักใบเขียว และผลไม้สด
  5. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และดื่มให้บ่อย เพราะการดื่มน้ำนั้นจะช่วยให้แผลเยียวยาตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
  6. ถ้าสามารถออกกำลังกายได้ควรทำ เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น และทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น แต่ถ้าทำไม่ได้ให้มีคนช่วยทำ เพื่อป้องกันปัญหาข้อติด
  7. ควรให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คแผล ในบางกรณีหากมีอาการรุนแรงหรือติดเชื้อ ผู้ป่วยอาจต้องการการรักษาเพิ่มเติม โดยการใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือการผ่าตัดเข้าช่วย

วิธีป้องกันการเกิดแผลกดทับ

  1. ให้หมั่นสังเกตุดูว่าผิวหนังของผู้ป่วยเริ่มมีรอยแดงหรือไม่ เพราะหากผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดง แสดงว่ามีอาการเริ่มต้นเป็นแผลกดทับ
  2. ให้ผู้ป่วยพลิกตัวเปลี่ยนท่าบ่อยๆ
  3. ใช้เตียงลมหรือเบาะรองนุ่มๆ เพื่อลดแรงกดทับ
  4. รักษาผิวหนังให้แห้ง และทำความสะอาดอยู่เสมอ

สูตรควบคุมน้ำหนักง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

สูตรควบคุมน้ำหนักง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

สูตรควบคุมน้ำหนักง่ายๆ ด้วยไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำ ช่วยให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ควบคุมน้ำหนักให้กินอาหารได้น้อยลง เป็นตัวช่วยปรับพฤติกรรมการกิน และยังมีประโยชน์มากสำหรับร่างกาย

ไฟเบอร์หรือกากใยอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก แต่ต้องกินให้ถูกชนิดถึงจะได้รับประโยขน์อย่างที่เราต้องการ ซึ่งไฟเบอร์ที่เราเลือกมาใช้ในการควบคุมน้ำหนักนั้น คือ ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำ เพราะจะช่วยให้เราอิ่มเร็ว อิ่มนาน ซึ่งได้แก่ อาหารจำพวกธัญพืช ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ข้าวโอ๊ต เม็ดแมงลัก เส้นบุก ถั่ว ผลไม้รสเปรี้ยว แอปเปิ้ลเขียว แครอท ซึ่งนอกจะช่วยในการควบคุมน้ำหนักแล้วยังมีคุณสมบัติจับคลอเลสเตอรอลในร่างกายและขับถ่ายออกทางอุจจาระ

กินเส้นบุกแทนข้าว ช่วยลดน้ำหนัก

เส้นบุกคือเส้นหนึบๆ ที่แปรรูปมาจากหัวบุก มีเส้นใยสูงแถมให้พลังงานต่ำมากแค่ 10 kcalต่อจาน เส้นบุกจะทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทำให้เราสามารถลดอาหารจากแหล่งอื่นได้ เช่น การกินเส้นบุกแทนข้าว เส้นหมี๋ หรือวุ้นเส้น จะทำให้เราลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงมาก แต่ยังคงมีโปรตีนและไขมันเท่าเดิม เมื่อร่างกายไม่มีคาร์โบไฮเดรต ร่างกายก็จะไปดึงเอาโปรตีนมาใช้ทำให้ร่างกายผอมอยู่เหมือนเดิม แต่ก็ต้องออกกำลังกายเพื่อเอาไขมันของเก่ามาใช้ด้วย เพราะอย่างไรอาหารอื่นก็มีคาร์โบไฮเดรตแทรกอยู่แล้ว เช่น ในผลไม้รสหวาน ขนม ดังนั้นเส้นบุกจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนักทั้งหลาย

กินเม็ดแมงลักก่อนอาหารช่วยให้กินข้าวได้น้อยลง

การกินเม็ดแมงลักก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง จะทำให้อิ่มเร็วและไม่หิวบ่อย อธิบายง่ายๆ คือ หาอะไรไปรองกระเพาะก่อน ทำให้กระเพาะมีพื้นที่ว่างน้อยลง ซึ่งเม็ดแมงลักจะไม่มีแคลอรี่ เมื่อกินเข้าไปจะไม่ถูกดูดซึมและจะถูกขับถ่ายออกมา แต่จำเป็นต้องผสมเม็ดแมงลักกับน้ำในปริมาณที่มากพอ และรอให้พองตัวเต็มที่แล้วค่อยทานเข้าไป

ข้อควรระวังในการกินไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำ

ก่อนกินไฟเบอร์กลุ่มนี้ต้อง “มั่นใจ” ว่าตัวไฟเบอร์พองตัวหรือดูดน้ำเข้าไปเต็มที่แล้ว เช่น เม็ดแมงลัก เส้นบุก ถ้ายังดูดน้ำไม่เต็มที่ พอเรากินเข้าไปมันยังคงต้องการน้ำ ซึ่งในกระเพาะอาหารของเราก็มีน้ำเหมือนกัน มันก็จะไปดึงเอาน้ำจากกระเพาะอาหาร จากลำไส้ ทำให้เกิดการบวมในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้และอาจทำให้เกิดลำไส้อุดตัน ทำให้ถ่ายไม่ออก ปวดท้อง ถ้ารุนแรงอาจถึงขั้นต้องผ่าตัดเอาก้อนไฟเบอร์นี้ออกมา

ไฟเบอร์นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็จริง แต่ถ้าหากเรารับประทานไฟเบอร์ครั้งละมากๆ ก็อาจทำให้มีลมในช่องท้อง และอาจทำให้เกิดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้ และถ้าเราการกินไฟเบอร์เยอะแต่ดื่มน้ำน้อยก็อาจทำให้ท้องผูกได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราอยากจะรับประทานไฟเบอร์ ควรเพิ่มไฟเบอร์ในเมื้ออาหารทีละน้อย และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย เพราะน้ำมีส่วนช่วยให้กากใยอาหารดูดซับน้ำ เกิดการพองตัว ทำให้น้ำหนักอุจจาระเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายได้ดีนั้นเอง

วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและได้ผลจริง

ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก

วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและได้ผลจริง

วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและได้ผลจริง

ลดน้ำหนักไม่ควรรีบและไม่ควรอดอาหาร แต่ควรจะค่อยๆ ลด และมองสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งการลดน้ำหนักที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 0.3-0.9 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

ยิ่งอดอาหาร ยิ่งทำให้อ้วน

คนที่ลดหนักมักจะทำวิธีเดียวกันคือ ไม่กินข้าวเย็น กินข้าวเช้าน้อยหรือไม่กินเลย กลางวันกินนิดเดียว ซึ่งการอดอาหารในสัปดาห์แรกๆ จะทำให้น้ำหนักของเราลดลงอย่างรวดเร็วก็จริง แต่เราไม่สามารถปฏิบัติได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ส่วนใหญ่ผู้ที่อดอาหารมักจะเกิดอาการท้อ เหนื่อย และรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็เกิดการล้มเลิกขึ้นกลางคันเพราะทนกับสิ่งเหล่านี้ไม่ไหว และทำให้กลับมากินอาหารมากขึ้น กลับมาอ้วนมากขึ้นหรือเรียกว่า โยโย่

น้ำหนักที่ลดลงจากการอดอาหาร จะทำให้ผิวหนังเหี่ยว หย่อนยาน โทรม แก่ก่อนวัย เพราะร่างกายสูญเสียสารอาหารและกล้ามเนื้อไป แต่ไขมันยังคงอยู่เหมือนเดิม

ควรลดไขมัน ไม่ใช่ลดหนักหนักตัว

การลดไขมันเราจะไม่ดูน้ำหนักบนตาชั่ง แต่จะวัดที่สัดส่วน เพราะฉะนั้นน้ำหนักจะลงเยอะหรือลงน้อยไม่สำคัญ ถ้าเอวเล็กลง 2-3 นิ้วถือว่าดีมาก เพราะบนตาชั่งเป็นน้ำหนักที่รวมทั้งร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ไขมัน กระดูก เลือด ปัสสาวะ เราจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำหนักที่ลดไปนั้นคือไขมัน หรือของดีที่ร่างกายเราเสียไป

รู้จัก 3 แหล่งพลังงานของร่างกายก่อนลดน้ำหนัก

  1. คาร์โบไฮเดรต เป็นพลังงานแรกที่ร่างกายจะดึงมาใช้ ถ้าเรากินอาหารพวกแป้งและข้าวมากๆ ร่างกายก็จะไม่ดึงเอาโปรตีนและไขมันออกมาใช้ ทำให้กลายเป็นพลังงานส่วนเกินสะสม และทำให้เราอ้วนขึ้นเรื่อยๆ
  2. โปรตีน ถ้าเรากินคาร์โบไฮเดรตน้อย ร่างกายก็จะไปดึงเอาพลังงานจากโปรตีนมาใช้แทน ทำให้กล้ามเนื้อเราหายไป ส่งผลให้ตัวเล็กลง ผอม ซึ่งโปรตีนมีความสำคัญต่อกล้ามเนื้อและระบบภูมิต้านทาน เพราะฉะนั้นคนที่จำกัดอาหารมากๆ จะขาดโปรตีน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อหรืออ่อนแอได้ง่ายขึ้น
  3. ไขมัน เมื่อโปรตีนถูกใช้หมดแล้ว ร่างกายก็จะดึงไขมันออกมาใช้เป็นตัวสุดท้าย

เริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างไรดีที่สุด?

  1. เช้ากินอะไรก็ได้ กินแป้ง ข้าว ได้ทุกอย่าง
  2. กลางวันกินให้เหมาะสม ข้าว 1 จาน หรือ ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม ได้
  3. มื้อเย็นไม่กินแป้งเลย โดยเฉพาะพวกข้าวและแป้งทั้งหลาย แต่ให้กินเนื้อสัตว์และผักแทน แต่ไม่ควรอดอาหาร
  4. ใน 1 สัปดาห์ควรออกกำลังกายให้ได้ 150 นาที เช่น ถ้าแบ่งเป็น 5 วัน ก็วันละ 30 นาที แต่ถ้าแบ่งเป็น 3 วันก็วันละ 50 นาที แค่นี้ก็ช่วยลดไขมันส่วนเกินได้แล้ว

วิธีช่วยให้ลดน้ำหนักเร็วขึ้น

  • กินเท่าเดิมแต่แบ่งออกเป็นหลายมื้อ เช่น ปกติเรากินข้าว 3 มื้อ เราอาจแบ่งเป็น 4 หรือ 5 มื้อ เพื่อบริหารพลังงานให้ใช้ทัน การกินน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้สูง เพราะน้ำตาลหลังอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นแต่ร่างกายเอาไปใช้ไม่หมด เซลล์ไขมันก็จะดึงเอาไปสะสม ทำให้เราอ้วนมากขึ้น
  • การเคี้ยวช้าๆ ช่วยให้เรากินอาหารได้น้อยลง เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปจะค่อยๆ ถูกดูดซึม พอถึงคำที่ 5 น้ำตาลก็จะเข้าเลือดแล้ว ซึ่งศูนย์อิ่มจะถูกควบคุมโดยระดับน้ำตาลในเลือด “น้ำตาลมาเมื่อใหร่เราจะอิ่ม น้ำตาลต่ำเมื่อใหร่เราจะหิว”
  • คาร์โบไฮเดรตจะงดก็ได้ หรือกินในปริมาณน้อยๆ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีเสมอในทุกมื้อคือโปรตีน เพื่อทำให้เกิดสมดุลในร่างกาย
  • ลดพลังงานหรือลดแคลอรี่ในมื้ออาหารลง และเพิ่มการออกกำลังกาย
  • เลือกรับประทานโปรตีนที่ดี เช่น อกไก่ สันในหมู เนื้อปลาบางชนิด เนื้อที่ใช้ทำสเต็ก ซึ่งเนื้อกลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก และยังมีไขมันน้อย

กินอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม

ในจานข้าวแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกเป็นข้าวกล้องหรือธัญพืชไม่ขัดสี ส่วนที่สองเป็นโปรตีนที่ดี อีกสองส่วนหรืออีกครึ่งจาน เป็นผักและผลไม้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

  • ถ้าเราลดน้ำหนักมากกว่า 1.5 กิโลกรัม/สัปดาห์ จะทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
  • ในงานวิจัยพบว่าผู้ที่อดอาหารเช้า มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคอ้วนมากกว่าผู้ที่กินอาหารเช้า
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะจะส่งผลถึงการเผาผลาญอาหาร ช่วยลดความอ้วนได้ ยิ่งนอนน้อยยิ่งเผาผลาญน้อย
  • หลักการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือต้องค่อยๆ ลด ถ้าลดน้ำหนักได้ 1-2 กิโลกรัมต่อเดือน ถือว่าดีแล้วสำหรับร่างกาย
  • การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ดีกว่าการอดอาหาร วิธีอดอาหารจะทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมไป ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานแย่ลง แต่ไขมันยังคงอยู่
  • ในความเป็นจริงถ้าเราอดอาหารในมื้อไดมื้อหนึ่ง จะทำให้เราหิวมากขึ้น ร่างกายของเราจะต้องการอาหารมากขึ้น จะทำให้เรากินอาหารในมื้อต่อไปมากกว่าปกติ

 สูตรควบคุมน้ำหนักง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้