การฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูกโดยตรง (IUI)

ฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI)

IUI หรือการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง มักเป็นทางเลือกแรกของคู่สมรสที่มีบุตรยาก เพราะมีโอกาสประสบความสำเร็จพอสมควร มีความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก

การทำ IUI ( Intra-uterine insemination) คือ การฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดกรองเอาแต่ตัวที่แข็งแรงเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง โดยใช้ท่อพลาสติกเล็กๆ สอดผ่านปากมดลูก แล้วฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกช่วงที่ไข่ตกหรือใกล้กับเวลาที่มีไข่ตก โดยตัวอสุจิจะว่ายไปที่ท่อนำไข่และผสมกับไข่เอง ซึ่งเป็นวิธีใกล้เคียงธรรมชาติ เหมาะสำหรับคู่สมรสที่หาสาเหตุการมีบุตรยากไม่พบ หรือฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือมีปัญหาการตกไข่ หรือฝ่ายชายมีน้ำเชื้ออสุจิไม่ดี

ซึ่งการทำ IUI ฝ่ายชายต้องมีน้ำเชื้อที่แข็งแรงหลังผ่านการคัดกรองแล้ว 5 ล้านตัวขึ้นไป ถ้าน้อยกว่า 1-5 ล้านตัว โอกาสตั้งครรภ์น้อยมากๆ แต่ถ้าน้ำเชื้อหลังการคัดกรองต่ำกว่า 1 ล้านตัว อาจต้องใช้วิธีเด็กหลอดแก้วแทนการทำ IUI

อสุจิที่ดีควรเป็นอย่างไร?

  1. ปริมาณของน้ำเชื้อ ต้องมี 2 CC ขึ้นไปต่อการหลั่ง 1 ครั้ง ถ้าน้อยกว่านี้แสดงว่ามีปัญหา แต่อาจจะยังมีลูกได้ สาเหตุอาจเป็นเพราะอัณฑะเล็กหรือมีข้างเดียวตั้งแต่กำเนิด ทำให้หลั่งได้น้อย หรือเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น เคยเกิดการติดเชื้อ หรือเคยเป็นคางทูม เพราะไวรัสคางทูมสามารถลงลูกอัณฑะได้ ทำให้หลั่งได้น้อย
  2. ความเข้มข้น ต้อง 20 ล้านตัวต่อ 1 CC ถ้าใครมีอสุจิต่ำกว่า 20 ล้าน ถือว่าเริ่มมีปัญหาในการมีบุตรยาก
  3. อสุจิที่แข็งแรงดูที่การว่าย ถ้าการเคลื่อนไหวไม่ดีสาเหตุอาจเป็นเพราะทำงานในที่อัณหภูมิสูงๆ หรือคนที่ชอบเข้าซาวน่าบ่อยๆ หรือแช่น้ำร้อนบ่อยๆ ความร้อนจะไปหยุดยังการสร้างอสุจิและทำลายอสุจิ การใส่กางเกงในรัดมากทำให้เลือดใหลเวียนไม่สะดวก
  4. รูปร่างของอสุจิต้องเป็นปกติ คือ ตัวอสุจิต้องมีหัวเดียว หางเดียว แต่ถ้าอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติเกิดผสมกับไข่ได้ ตัวอ่อนนั้นก็จะไม่ปกติ ถ้าตั้งครรภ์ก็มักจะแท้ง

ขั้นตอนการทำ IUI

  1. การเตรียมตัวของฝ่ายหญิง แพทย์จะให้ยาฉีดหรือยาทานเพื่อกระตุ้นการตกไข่หลายใบ(บางคนอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา) จะเริ่มใช้ยาในวันที่ 3 หลังจากที่ประจำเดือนมา จากนั้นแพทย์จะนัดทำอัลตราซาวด์ตรวจดูขนาดของไข่ และเมื่อไข่มีขนาดที่พอเหมาะแพทย์จะฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก หลังจากนั้น 24-40 ชั่วโมง แพทย์จะทำการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งเป็นเวลาที่ไข่ตกพอดี
  2. การเตรียมตัวของฝ่ายชาย แพทย์จะนัดเก็บเชื้ออสุจิในวันที่นัดฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งจำเป็นต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ 2-3 วันก่อนวันนัด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ในการคัดกรองน้ำเชื้อ
  3. ขั้นตอนการฉีดน้ำเชื้อ แพทย์จะนำน้ำเชื้อที่ผ่านการคัดกรองแล้วบรรจุในท่อพลาสติกขนาดเล็กมาก สอดผ่านปากมดลูกและฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่กี่นาที หลังจากนั้นให้นอนพัก 15-30 นาที ก็สามารรถกลับบ้านได้ และทำตัวได้ตามปกติ แต่งดการมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก ส่วนวันอื่นๆ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ

ถ้าอยากรู้ผลการตั้งครรภ์ภายใน 12-14 วันหลังการทำ IUI สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด

โอกาสตั้งครรภ์จากการทำ IUI มีกี่เปอร์เซ็นต์?

โอกาสการตั้งครรภ์จากการทำ IUI มีประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยปกติโอกาสการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติเฉลี่ยอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ และจะมีโอกาสตั้งครรภ์มากขึ้น ถ้าฝ่ายหญิงใช้ยากระตุ้นรังไข่เพื่อให้ไข่ตกมากกว่า 1 ใบในรอบเดือนนั้น แต่ก็มีโอกาสได้ลูกแฝดด้วย

ค่าใช้จ่ายในการทำ IUI แพงใหม?

ค่าใช้จ่ายการทำ IUI มีราคาไม่แพงมาก ราคาประมาณ 3,000-10,000 บาท ขึ้นอยู่กับยาที่เราใช้กระตุ้นรังไข่ด้วยว่าเป็นแบบใหน ซึ่งแบบทานจะถูกแบบฉีด ถ้าเราเลือกไม่ใช้ยาเลยราคาจะถูกประมาณ 3,000-5,000 บาท

ความรู้เพิ่มเติม

  • ก่อนการตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ควรกินยา Folic acid เพื่อป้องกันโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ความผิดปกติของสมองและประสาทไขสันหลัง ทานวันละ 1 เม็ด (4 มิลลิกรัม) ก่อนการตั้งครรภ์ 1 เดือน – 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
  • เรื่องของการมีบุตรเป็นเรื่องของผู้ชายและผู้หญิงร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงฝ่ายเดียว ถ้าพยายามมีลูกนานเกิน 1 ปี แสดงว่ามีภาวะมีบุตรยาก ควรปรึกษาแพทย์
  • โดยเฉลี่ยผู้หญิงเกิดมามีไข่ทั้งหมด 400 ฟอง ซึ่งไข่จะตกทุกเดือน ๆละ 1 ฟอง จึงทำให้ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งทำให้มีลูกยาก เพราะไข่เริ่มมีน้อยลง หรือไข่ไม่สมบูรณ์

การฝากไข่ของผู้หญิง

การทำกิฟท์ (GIFT)

การทำอิ๊กซี่ ICSI คืออะไร?

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

อาการและวิธีรักษาโรคงูสวัด

โรคงูสวัด (Herpes zoster) 

หลังจากเป็นอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะซ่อนอยู่ตามปมประสาทของเราไปตลอดชีวิต เมื่อร่างกายอ่อนแอ เครียด อดนอน ไวรัสจะจู่โจมทำให้เกิดตุ่มพองใสที่เรียกว่า งูสวัด

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัส VZV ซึ่งเชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ตามประสาทใต้ผิวหนังหลังจากเป็นอีสุกอีใสและแฝงตัวอย่างสงบเป็นเวลานานหลายปีจนถึงสิบๆ ปี รอจนวันที่ร่างกายของเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น อายุมาก เครียด อดนอน ติดเชื้อเอชไอวี หรือเป็นมะเร็ง เชื้อที่แฝงตัวอยู่นั้นก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกระจายในปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดอาการปวด และเป็นตุ่มใสเรียงเป็นแนวตามแนวเส้นประสาท

โรคงูสวัดติดต่ออย่างไร?

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัส ระยะที่ติดต่อเป็นระยะช่วงที่มีผื่น ตุ่มน้ำใส และตกสะเก็ด ในรายที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ถ้าไปสัมผัสกับคนไข้ที่เป็นงูสวัดก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสก่อน

งูสวัดมีอาการอย่างไรบ้าง?

ผู้ป่วยมักมีอาการเหมือนไข้หวัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเจ็บแสบร้อนบริเวณผิวหนัง หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นลักษณะแดง คัน เป็นทางยาวตามแนวประสาทของร่างกาย แต่ไม่กว้างมากนัก โดยมักเริ่มในแนวใกล้ๆ กลางลำตัวตามแนวปมประสาท เช่น ตามประสาทของลำตัว แขน ขา ตา และหู มักเกิดเพียงด้านเดียว โดยส่วนใหญ่จะพบที่ลำตัวบ่อยที่สุด

หลังเกิดผื่นได้ 1 วัน ผื่นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส เมื่อตกสะเก็ดบางครั้งจะมีสะเก็ดสีดำๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะหายไปเองได้ และสามารถทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือกลุ่มคนไข้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มนี้ผื่นจะรุนแรงมาก สามารถเป็นได้รอบตัว แต่ถ้าภูมิคุ้มกันปกติผื่นจะเป็นแค่ซีกเดียว

อาการปวดหลังเป็นงูสวัด

ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือรักษาไม่ทันเวลา หลังอาการที่ผิวหนังหายไปแล้วจะยังคงมีอาการเจ็บปวดอยู่ โดยเฉพาะคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป การฟื้นตัวของเส้นประสาทนั้นจะใช้เวลานาน ส่วนมากจึงยังมีอาการเจ็บต่อเนื่องอีกหลายปี

การรักษาโรคงูสวัด

  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณหน้า หรือมีอาการปวดรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดทาน ภายใน 2-3 วัน หลังเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยลดอการปวดแสบ ปวดร้อนในภายหลังได้
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นชนิดแพร่กระจายทั้งตัว แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดขึ้นที่ตา ควรรักษากับจักษุแพทย์ ซึ่งแพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

แต่ยาที่ใช้จะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่จะทำให้การอักเสบสงบลง และเชื้อไวรัสจะกลับไปฝังตัวอยู่ที่ปมประสาทเหมือนเดิม ถ้าร่างกายมีภาวะอ่อนแอก็กลับมาเป็นอีกได้

ซึ่งระยะหวังผลการรักษาให้หายมีอยู่แค่ 3 วันเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ถ้าบริเวณที่เจ็บนั้นมีตุ่มพองขึ้นในบริเวณเดียวกัน ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ยิ่งตรวจพบเจอเร็วก็สามารถใช้ยาต้านทานไวรัสไว้ได้ อาการเจ็บหลังเกิดโรคนั้นก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

การดูแลรักษาด้วยตัวเอง

  1. ในระยะเป็นตุ่มน้ำใส ให้รักษาแผลให้สะอาด โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออุ่นๆ หรือกรดบอริค 3 % ปิดประคบไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วชุปเปลี่ยนใหม่ ทำวันละ 3-4 ครั้ง
  2. ในระยะตุ่มน้ำแตกมีน้ำเหลืองไหลต้องระมัดระวังการติดเชื้อแบคทีเรียที่จะเข้าสู่แผลได้ ควรล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาด แล้วปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ
  3. ถ้าปวดแผลมาก สามารถทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรใช้เล็บแกะเกาตุ่มงูสวัด เพราะอาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นตุ่มหนอง แผลหายช้า และ กลายเป็นแผลเป็นได้
  5. การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อห้าม
  6. ไม่ควรเป่าหรือพ่นยาลงบนแผล เพราะจะทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แผลหายช้าและกลายเป็นแผลเป็นได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด

  1. ติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากการแกะเกา หรือ ดูแลผื่นไม่ถูกต้อง ทำให้แผลหายช้าและเกิดเป็นแผลเป็นได้
  2. ในรายที่งูสวัดขึ้นตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ต้อหิน ประสาทตาอักเสบ อาจมีผลต่อการมองเห็นได้
  3. ในรายที่เป็นงูสวัดบริเวณหู อาจทำให้เกิดอัมพาตในหน้าครึ่งซีก มีอาการบ้านหมุน อาเจียน ตากระตุกได้
  4. ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดหรือเข้าสู่สมอง และอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  5. ผู้หญิงที่เป็นงูสวัดขณะตั้งครรภ์ เชื้ออาจแพร่ไปยังทารกในครรภ์ ทำให้ทารกเกิดความผิดปกติ เช่น มีแผลเป็นตามตัว แขนขาลีบ ศีรษะเล็ก และมีปัญหาทางสมองได้

วิธีป้องกันงูสวัด

พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด โดยเฉพาะคนไข้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ในบางรายอาจจะใช้การฉีดวัคซีนได้ โรคเริม กับ

ความแตกต่างระหว่าง เริม กับ งูสวัด

มีอาการและลักษณะคล้ายๆ กัน วิธีการสังเกตุง่ายๆ คือ งูสวัดมีลักษณะผื่นที่เป็นปื้นกระจายตัวตามเส้นประสาท ถ้าเป็นเริมตุ่มน้ำใสจะขึ้นทีละน้อยมากันเป็นกลุ่มๆ งูสวัดจะปวดแสบปวดร้อนมากกว่า ในเริมอาจแค่แสบๆ คันๆ งูสวัดส่วนใหญ่เป็นแค่ครั้งเดียว แต่เริมเป็นซ้ำได้บ่อยๆ

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคงูสวัด

  • ถ้าหากเห็นมีตุ่มใสๆ เห่อขึ้นตามผิวหนังส่วนไดก็ตามให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคงูสวัดเอาไว้ก่อน และรีบไปรักษาโดยเร็ว เพราะถ้าปล่อยไว้จะยิ่งรักษายาก
  • ถ้าไปพบแพทย์ในช่วงมีอาการปวดหัว หรือปวดตามปมประสาท ส่วนใหญ่แพทย์จะวินัจฉัยผิดว่าเป็นการปวดหัว หรือปวดเส้นประสาททั่วไป
  • อาการแสบร้อนมักเป็นในช่วงกลางคืน วันรุ่งขึ้นจะมีตุ่มพองเหมือนถูกยุงกัดบริเวณที่ปวด ให้สงสัยว่าเป็นงูสวัด
  • คนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสจะไม่มีทางเป็นงูสวัส

โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสเกิดจากอะไร?

โรคอีสุกอีใสเกิดจากอะไร?

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดต่อผ่านทางลมหายใจ ไอ จาม การสัมผัสกับผู้ป่วยหรือใช้ของร่วมกัน มักจะระบาดในปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน พบมากในเด็กวัย 5-9 ปี

โรคอีสุกอีใส (chickenpox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา(Varicella virus) สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย มีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน คนไข้จะสามารถแพร่เชื้อโรคได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีอาการ 2 วัน จนถึงมีตุ่มน้ำแตกกลายเป็นสะเก็ด

อาการโรคอีสุกอีใส เป็นกี่วันหาย?

  1. ระยะไข้ ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับเชื้อ จะมีไข้ประมาณ 1-2 วัน ไม่ว่าจะเป็นไข้สูงหรือต่ำ มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ
  2. ระยะผื่นขึ้น ผื่นจะขึ้นเป็นผื่นแดงๆ ลักษณะเป็นผื่นแดงเม็ดเล็กๆ แต่จะไม่มีอาการรุนแรงอะไร เว้นแต่มีอาการคันมาก 1 วัน
  3. ระยะพองตุ่มใส ในระยะนี้ตุ่มจะค่อยๆใสและเยอะขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 3-5 วัน จะขึ้นตรงบริเวณลำตัวก่อน ลามไปที่คอ สามารถขึ้นที่หน้า ศีรษะ แขนขา และลามไปได้ทั้งตัว หรือแม้แต่เยื่อบุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุในช่องปาก ลำคอ หรือเยื่อบุตา ตุ่มอาจเป็นหนองเมื่อติดเชื้อแบคทีเรีย
  4. ระยะตุ่มแห้ง ตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และสะเก็ดแผลก็จะค่อยๆ ลอกจางหายกลับเป็นปกติภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์

วิธีรักษาโรคอีกสุกอีใส

  1. ถ้ามีอาการไข้ให้เช็ดตัว กินยาลดไข้พาราเซตามอล แต่อย่ากินยาแอสไพรินเพราะอาจมีอาการแพ้ยาได้ โดยเฉพาะในเด็ก
  2. ทายาแก้คัน เช่น คารามาย หรือกินยาบรรเทาอาการคัน โดยปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยากินเองเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา 2ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ 3ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา ซึ่จะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
  3. ใช้น้ำเกลือเช็ดแผลเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
  4. ใช้สบู่ยาในการฟอกตัวอาบน้ำเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่บริเวณผิวหนัง
  5. ผู้ใหญ่หรือเด็กที่อายุเกิน 12 ปีขึ้นไปและเด็กทารก จะใช้ยาต้านไวรัสในการรักษาร่วมด้วย เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้สามารถเกิดโรคแทรกซ้อนได้บ่อย
  6. ถ้าผู้ใหญ่เป็นอีสุกอีใสให้รีบไปพบแพทย์ เพราะมียากินทำให้ลดจำนวนตุ่มได้ ถ้าเรากินเร็วทันเวลาจะทำให้หายเร็ว แต่ถ้าเป็นในเด็กไม่จำเป็นต้องกินยา ปล่อยให้เด็กได้สร้างภูมิคุ้มกัน
  7. ถ้าเกิดมีอาการเหมือนแน่นหน้าอก หายใจเร็ว ไข้ไม่ลด ปวดศีรษะ ตุ่มเป็นหนอง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเพราะอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น ภาวะปอดอักเสบ สมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือดได้

รักษาแผลอีสุกอีใสอย่างไร?

แผลเป็นเกิดจากการที่เราไปแกะเกาแผล ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรไปเกาหรือแกะแผล แต่ถ้าเราติดเชื้อเป็นหนองแล้วสามารถทานยาปฏิชีวนะ จะทำให้แผลตกสะเก็ดหลุดหายไปได้เอง แต่กรณีที่เป็นแผลลึกแล้วอาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป เพราะอาจต้องเลาะพังผืดตรงแผล เพราะแผลจะกลายเป็นแผลบุ๋มลงไป และอาจใช้แสงเลเซอร์ช่วยยิงทำให้หลุมตรงนั้นตื้นขึ้นมาได้

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

วัคซีนสามารถป้องกันได้ผลกว่า 90-95 % ฉีดแล้วมีโอกาสเป็นได้อีกประมาณ 2-10 เปอร์เซ็นต์ แต่จะเป็นไม่นานก็หาย อาการจะไม่รุนแรง เริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ต้องมีการกระตุ้นอีกเข็มเมื่ออายุ 4-6 ปี แต่ในผู้ใหญ่หรือเด็กโตแล้ว แนะนำให้ฉีด 2 เข็มติดต่อกันเลย โดยเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ห่างกันประมาณ 4-8 สัปดาห์ เมื่อฉีดครบสองเข็มสามารถป้องกันโรคได้ยาวนานถึง 20 ปี แต่เนื่องจากวัคซีนมีราคาค่อนข้างสูง ทางสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยแนะนำว่า

  • เด็กไทยอายุต่ำกว่า 10 ปี ปล่อยให้เป็นโดยธรรมชาติ
  • กลุ่มเด็กอายุ 10-13 ปี หากไม่ต้องการให้เป็นอีสุกอีใสก็สามารถฉีดวัคซีนได้ 1 เข็ม
  • เด็กอายุหลัง 13 ปี ถ้าจะป้องกันให้ฉีดวัคซีน 2 เข็ม เช่นเดียวกันกับผู้ใหญ่
  • คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก

ผู้ที่ห้ามฉีดวัคซีนอีสุกอีใส

  1. ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ต่างๆ ควรต้องปรึกษาแพทย์เพราะอาจแพ้วัคซีนได้
  2. ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เพราะอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่างๆ คนที่กินยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และคนท้อง ซึ่งอาจทำให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อและพิการได้
  3. ผู้ที่เคยแพ้วัคซีนต่างๆ หรือแพ้วัคซีนอีสุกอีใสเข็มแรกแล้ว

เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะเป็นอีกใหม?

อีสุกอีใสเป็นแล้วก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก แต่อาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก เพราะเชื้อไวรัสดังกล่าวจะฝังตัวอยู่ในร่างกายของเราตลอดชีวิต ถึงแม้อาการของโรคอีสุกอีใสจะหายไปแล้วก็ตาม พอเวลาเราเครียด อดนอน ไวรัสจะจู่โจมทำให้เกิดตุ่มพองใสอย่างอื่น เราเรียกว่า “งูสวัด

เด็กบางคนที่มีโรคประจำตัวต้องกินยากดภูมิหรือมีภูมิคุ้มกันบกพล่อง ในกรณีนี้เด็กสามารถเป็นซ้ำครั้งที่สองได้ แต่อาการมักจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก

คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังโรคอีสุกอีใส

สิ่งที่อันตรายที่สุดของโรคอีสุกอีใสที่เราต้องระมัดระวังคือ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะเชื้อโรคติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม ถ้าคุณแม่ได้รับเชื้อเข้าไปอาจส่งผลถึงลูกในครรภ์ได้ ถ้าลูกในครรภ์ติดเชื้ออาจทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้

โรคงูสวัด