โรคไวรัสตับอักเสบซี

โรคไวรัสตับอักเสบซี

การติดต่อคล้ายๆ กับโรคเอดส์ แต่โอกาสที่จะติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันจะน้อยกว่า ส่วนใหญ่จะติดต่อทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการติดต่อจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตร

เมื่อไวรัสตับอักเสบซีเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางไปตามกระแสเลือดแล้วตรงไปที่ตับ ไวรัสจะไปขยายเพิ่มขึ้นในตับ ทำให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อตับ นานเข้าจะทำให้ตับมีแผลเป็นหรือที่เรียกว่าพังผืดในตับ ในเป็นระยะสุดท้าย ”ตับแข็ง” และจะหยุดทำงาน ซึ่งเราแรกว่าภาวะตับวายทำให้เสียชีวิตในที่สุด

ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี (HCV)

  1. การสักหรือเจาะตามร่างกาย
  2. คนในครอบครัวเป็นโรคตับอักเสบซี
  3. ผู้ป่วยโรครเอสด์
  4. มีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน
  5. ผู้ที่ได้รับเลือดก่อนปี พ.ศ. 2535 เพราะยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการป่วยอะไรเลย อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดชายโครงขวา ปวดกล้ามเนื้อและข้อ หรือกว่าจะมีอาการก็เป็นตับแข็งและลุกรามไปเป็นมะเร็งตับแล้ว

ไวรัสตับอักเสบซีรักษาให้หายขาดได้ใหม?

ประมาณ 30-90 % ของผู้ป่วยที่รับการรักษามีโอกาสหายขาด แต่ในระหว่างการรักษาควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุราและยาเสพติด เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น จนบ้างครั้งอาจนำไปสู่การยุติการรักษาได้

โรคไวรัสตับอักเสบซี รักษาอย่างไร?

รักษาโดยการใช้ยา 2 ตัวควบคูกัน คือ PEG – Interferon ใช้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และยา Ribavirin เป็นยาแคบซูนสำหรับรับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด ทานวันละ 2 ครั้งพร้อมอาหาร ซึ่งจะใช้เวลาในการรักษา 6-12 เดือน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มการรักษาจะขึ้นอยู่กับปริมาณของพังผืดที่ตับ หรือแผลเป็นที่มีอยู่ในตับ คนที่มีไวรัสตับอักเสบซีแต่ไม่มีพังผืดหรือมีน้อย ไม่จำเป็นต้องเริ่มการรักษาในทันที แต่คนที่มีพังผืดเยอะจะต้องเริ่มการรักษาเลย แต่สำหรับบางคนที่มีภาวะตับวายหรือเป็นโรคตับแข็ง ตับจะทำงานไม่ค่อยดีจึงทำให้ไม่สามารถทำการรักษาได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่ตับจะไม่ตอบสนองต่อการรักษา นอกจากนี้คนที่เป็นมะเร็งตับควรได้รับการรักษาโรครมะเร็งก่อน และอาจจะไม่สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีได้

ผลเคียงจากการรักษา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงต่อการรักษาอย่างไดอย่างหนึ่ง แต่จะไม่รุ่นแรงมากและจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

  1. ไม่สบายเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ เหนื่อย
  2. ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยาบวมแดงหรือคัน ผิวแห้งและมีอาการคันตามร่างกาย 3
  3. รู้สุกหงุดหงิดหรือรู้สึกเศร้า มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ
  4. คลื่นไส้ เบื่ออาหาร รู้สึกรสชาติอาหารเปลี่ยนไป อาเจียน น้ำหนักลด
  5. มีปัญหาต่อมไทรอยด์ และเป็นโรคโลหิตจางหรือเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำ

ผู้ที่ไม่สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีได้

  1. คนท้องหรือคนที่คิดว่ากำลังจะตั้งท้อง และคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมถึงผู้ชายด้วย เพราะยา Ribavirin มีผลต่ออสุจิ
  2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การดื่มสุรามากเกินไป
  3. ผู้ป่วยโรคจิตเภทขั้นรุ่นแรง เช่น ภาวะซึ่มเศร้ารุนแรง
  4. เป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ จากตา ปอด ไต หรือหัวใจ
  5. ผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกร็ดเลือดต่ำมากในเลือด

ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีควรหลีกเลี่ยง

  1. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ หรือดื่มหนักๆ เพราะการดื่มหนักๆ จะทำให้ตับเกิดอาการอักเสบเยอะขึ้น
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ ต้องปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาเพื่อให้แน่ใจว่ายาจะไม่มีผลต่อตับเรา รวมไปถึงยาสมุนไพรและวิตามินเสริมด้วย
  3. งดสูบบุหรี่

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบซี

  • โรคไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดกับบุคคลที่เป็นพาหะ -ไวรัสตับอักเสบซีไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสในชีวิตประจำวัน การกอด การสัมผัส การจูบ หรือแม้แต่การใช้จานชามร่วมกันได้
  • ในจำนวน 100 คนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมาแล้วไม่ได้รับการรักษา ประมาณ 30 คนที่เชื้อไวรัสไม่ได้สร้างปัญหาไดๆ ต่อตับเลย แต่ว่าเชื้อจะยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถติดต่อไปสู่คนอื่นได้โดยทางเลือด
  • การตรวจเลือดเพื่อหาไวรัสตับอักเสบซีเป็นวิธีเดียวที่จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีเชื้อหรือไม่

โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

ไซนัสอักเสบ

โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

ใครเป็นหวัดเกิน 7 วันแล้วไม่หาย คัดจมูก น้ำมูกเหลืองข้น ถ้าหากคุณมีอาการเหล่านี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าคุณอาจเป็นไซนัสอักเสบ

คำว่า “ไซนัส” ไม่ใช่ชื่อโรคแต่เป็นอวัยวะอย่างหนึ่งของร่างกาย มีลักษณะเป็นโพรงอากาศที่อยู่ในกระโหลก มีทั้งหมด 4 ตำแหน่งเป็นคู่ๆ ได้แก่ บริเวณหน้าผาก หัวตา โหนกแก้ว และบริเวณฐานกระโหลกศีรษะ

โรคไซนัสอักเสบเกิดจากรูเปิดของไซนัสในช่องจมูกอุดตันหรือแคบกว่าปกติ ทำให้น้ำมูกเมือกใสๆ ค้างอยู่ในโพรงไซนัส เมื่อนานเข้าจะกลายเป็นหนอง ทำให้มีการอักเสบบริเวณตำแหน่งต่างๆ ที่เป็นโรค

สาเหตุที่ทำให้เป็นไซนัสอักเสบ

  1. ส่วนใหญ่มักจะเกิดตามหลังโรคหวัด โดยผู้ป่วยปล่อยให้เป็นหวัดเรื้อรัง ไม่รีบรักษา
  2. กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ หรือผู้ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องสัมผัสควันบุหรี่ ฝุ่นควัน และมลพิษนานๆ
  3. โรคอื่นๆ เช่น ฟันผุ รากฟันอักเสบโดยเฉพาะฟันกลามด้านบน ผนังกั้นจมูกคดเบี้ยว ริดสีดวงจมูก เนื้องอกในจมูก แต่จะเจอเป็นส่วนน้อย

อาการไซนัสอักเสบที่พบบ่อย

  1. เป็นหวัด 7 วันแล้วยังไม่หาย มีอาการคัดแน่นจมูก มีน้ำมูก ปวดตื้อๆ มึนศีรษะ รู้สึกว่าตัวเองรับกลิ่นได้ลดลง
  2. เป็นหวัดแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอเยอะๆ แล้วมีอาการไอ โดยเฉพาะเวลากลางคืนจะไอเป็นชุดๆ แล้วก็หยุดไป
  3. น้ำมูกมีสีเหลืองเขียว
  4. เป็นหวัดนานเกิน 3 เดือนแสดงว่าเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง บางรายอาการรุนแรงอาจปวดมากบริเวณไซนัส ปวดหัว ไข้สูง มีกลิ่นเหม็นในโพรงจมูก

วิธีรักษาโรคไซนัสอักเสบ

  1. กินยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ มีโอกาสหาย 90 เปอร์เซ็นต์
  2. ใช้ยาพ่นลดอาการบวม เพื่อเปิดรูระบายของไซนัส
  3. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างถูกวิธี โดยไซริงค์ต้องตั้งฉากกับใบหน้า ไม่จำเป็นต้องฉีดแรง ถ้าเราล้างถูกวิธีน้ำเกลือจะออกมาอีกข้างหนึ่งหรือไหลลงคอ แต่ถ้าฉีดเข้าข้างใหนแล้วออกมาข้างเดิมแสดงว่าไม่เข้าจมูก
  4. กรณีที่ผู้ป่วยเป็นไซนัสเรื้อรังนานกว่า 3 เดือน รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น จะใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้องขยายกำลังสูง หรืออาจสอดสายบอลลูนเข้าไปเพื่อทำการขยายรูเปิดไซนัสให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นวิธที่ผู้ป่วยจะเจ็บตัวน้อย ระยะเวลาในการฟื้นตัวเร็ว

ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคไซนัสอักเสบ

  1. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  2. หลีกเลี่ยงอากาศที่เย็นจัด ไม่ตากฝน
  3. ไม่เปิดแอร์หรือพัดลมเย็นจัดหรือจอโดยตรง
  4. คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
  5. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีความแออัด ฝุ่นควัน มลพิษ หรือควันบุหรี่
  6. งดว่ายน้ำและขึ้นเครื่องบินขณะเป็นหวัด

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไซนัสอักเสบ

  • ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีอาการแทรกซ้อนของไซนัส คือ รุกรามเข้าบริเวณลูกตาซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ติดกัน หรืออาจลุกลามเข้าสมอง ทำให้เป็นฝีในสมองได้
  • คนที่เป็นไซนัสอักเสบไม่ได้แปลว่าจะต้องมีอาการรุนแรงถึงขั้นพบแพทย์เสมอไป เมื่อหายจากหวัดอาการก็จะหายไปเองได้
  • คนทั่วไปที่เป็นหวัดสามารถล้างจมูกได้ แต่ต้องเป็นน้ำเกลือ น้ำเปล่าล้างจมูกไม่ได้ ถ้าใช้น้ำเปล่าล้างจะยิ่งทำให้จมูกบวมมากขึ้น

หญิงตั้งครรภ์ห้ามใช้ยาอะไรบ้าง?

หญิงตั้งครรภ์ห้ามใช้ยาอะไรบ้าง?

ทารกในครรภ์จะได้รับทุกอย่างที่คุณแม่ทานเข้าไป โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนแรก บางครั้งคุณแม่ไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงมีโอกาสได้รับยาโดยไม่ได้ตั้งใจ ยาหลายชนิดอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือทำให้เกิดการแท้งบุตรได้

ยาที่คนท้องห้ามใช้อย่างเด็ดขาด

  1. วิตามินเอ อาจทำให้ลูกพิการได้
  2. ยารักษาสิว มีอนุพันธ์ของวิตามินเอสามารถสะสมในร่างกาย หากมีแผนที่จะตั้งครรภ์ต้องหยุดทานวิตามินเอ หรืออนุพันธ์ของวิตามินเออย่างน้อย 1 ปี
  3. ยากันชัก ทำให้การสร้างระบบประสาทของทารกผิดปกติ โดยเฉพาะยากันชัก “วาลโพรเอต” (Valproate) อาจทำให้ไขสันหลังไม่ปิด มีลักษณะเป็นรูเกิดขึ้น ทารกมักจะเสียชีวิตเมื่อคลอด
    • คนไข้ที่เป็นโรคลมชักสามารถท้องได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้เกิดอาการชักขึ้นในระหว่างที่รับประทานยา หากไม่มีอาการชักหรือหยุดชักนานติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี อาจจะตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  4. ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน (Tetracycline) หรือที่ชอบเรียกกันว่า “แดงดำ” เป็นยาที่ทำให้การสร้างกระดูกในเดือนที่ 3 ของทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติได้ เด็กกลุ่มนี้อาจจะออกมาแล้วฟันเหลืองมากทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ แต่ไม่ทำให้เด็กพิการ
  5. ยานอนหลับ ยาคลายเครียด เช่น อัลปราโซแลม, ไดอาซีแพม อาจทำให้ทารกปากแหว่งเพดานโหว่ ควรหยุดใช้ยาก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3-6 เดือน
  6. ยารักษาผมร่วง ฟิแนสเทอไรด์ (Finasteride) อาจทำให้อวัยวะเพศของทารกในครรภ์ผิดปกติได้

คนท้องใช้ยาอะไรได้บ้าง?

  1. พาราเซตามอล เมื่อปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นไข้
  2. คลอเฟนิรามีน(Chlopheniramine) หรือยาแก้แพ้ที่เป็นเม็ดเล็กๆ สีเหลือง ใช้เมื่อเกิดอาการแพ้ คน หรือแก้หวัด
  3. ยาช่วยย่อยอาหาร ยาเคลือบกระเพาะอาหาร ยาแก้อาการท้องผูก

ยาที่คนท้องใช้ได้แต่ต้องระวัง

ยาลดการอักเสบ เช่น ไอบูโปรเฟน เอ็นเสด หรือยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์กัดกระเพราะ ถ้าไม่จำเป็นให้ใช้ยาพาราเซตามอลแทน หรือใช้เป็นยาทาภายนอกแทนจะปลอดภัยกว่ายากิน

กลุ่มยาแก้อักเสบในแบบรับประทาน ในช่วงไตมาสแรกไม่ค่อยมีผลข้างเคียง แต่ต้องระวังเมื่อใช้ในเดือนที่ 7-9 ของการตั้งครรภ์ อาจทำให้มดลูกไม่บีบตัว ทำให้การคลอดบุตรยากขึ้น

การใช้ยาในขณะให้นมบุตร

  1. ยาอะไรที่ผลิตขึ้นสำหรับเด็ก คุณแม่สามารทานได้
  2. เลี่ยงยาที่ออกฤทธิ์ในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยานอนหลับ ยาต้านเศร้า
  3. ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

ยาหลายชนิดสามารถที่จะแพร่กระจายที่น้ำนมได้ แนะนำให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนม ก่อนกินยาควรให้นมลูกก่อนหรือบีบน้ำนมไว้แล้วค่อยกินยา และยาที่กินควรเป็นยาที่ออกฤทธิ์สั้นประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาพอดีที่จะให้นมบุตรอีกครั้ง  

ยาทาภายนอกมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้วยาทาภายนอกจะแสดงฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่เราทา การดูดซึมเข้ากระแสเลือดค่อนข้างต่ำ แต่ก็ไม่ควรประหมาด ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง

ถ้าคุณแม่รู้ตัวว่ากินยาอะไรในช่วงก่อนการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ หรือยาอะไรก็แล้วแต่ที่คุณแม่รับประทานอยู่ แล้วเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือ รีบไปฝากครรภ์ และแจ้งแพทย์หรือสูติแพทย์ที่ดูแลว่าได้กินยาตัวใหนในช่วงก่อนตั้งครรภ์อยู่ เพื่อแพทย์จะได้ติดตามและประเมิณผลต่อไป

การกินยาขณะตั้งครรภ์

ไส้เลื่อนคืออะไร?

ไส้เลื่อน (Hernia)

คุณเคยมีอาการปวดหน่วงๆ เหมือนมีอะไรไหลออกมาที่บริเวณขาหนีบหรือเปล่า ถ้าเป็นไส้เลื่อนควรทำอย่างไร ปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายหรือไม่?

ไส้เลื่อน เกิดจากผนังหน้าท้องที่หุ้มอวัยวะภายในมีรูรั่ว ทำให้ลำไส้หรืออวัยวะภายในเลื่อนเข้า เลื่อนออก จากช่องนั้นได้ พบได้หลายตำแหน่ง เช่น ไส้เลื่อนขาหนีบ ไส้เลื่อนที่สะดือ(สะดือจุ่น) ไส้เลื่อนที่แผลผ่าตัด ส่วนใหญ่พบมากบริเวณขาหนีบ โรคนี้ผู้หญิงก็เป็นได้ แต่จะพบในผู้ชายมากกว่า

สาเหตุการเกิดไส้เลื่อน

  1. การหย่อนตัวของผนังหน้าท้อง อาจเป็นแต่กำเนิด หรือเพราะอายุมากขึ้นผนังหน้าท้องไม่แข็งแรง มีความหย่อนคล้อย ทำให้เกิดการเลื่อนของลำไส้ได้
  2. การเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ไอเรื้อรัง ยกของหนักเป็นประจำ
  3. เคยได้รับการผ่าตัดช่องท้อง

อาการของโรคไส้เลื่อน

  1. รู้สึกปวดหน่วงๆ เหมือนมีอะไรไหลออกมา หรือเจ็บตรงบริเวณที่เกิดโรค
  2. ลักษณะเป็นก้อนนูน สามารถผลุบเข้าออกได้บริเวณผนังหน้าท้อง หรือบริเวณขาหนีบ บางครั้งถ้ามันยื่นออกมาแล้วไม่หุบกลับเข้าไปเอง อาจจะมีอาการปวดบริเวณก้อนนั้นได้

วิธีตรวจไส้เลื่อน

โดยปกติแค่การตรวจร่างกายพื้นฐานก็ทราบแล้ว ซึ่งแพทย์จะใช้มือคลำดูตามจุดที่มีอาการ แล้วลองให้คนไข้เบ่งดูว่ามีก้อนอวัยวะไหลผ่านมือคุณหมอบ้างหรือเปล่า และอาจต้องคลำที่บริเวณหัวหน่าวทั้งสองข้าง เพื่อเปรียบเทียบกันด้วย และในบางกรณีอาจต้องตรวจทั้งท่านอนและท่ายืน

สำหรับผู้ชายสูงอายุ แพทย์จะขอตรวจความปกติของต่อมลูกหมากด้วย โดยสอดนิ้วตรวจทางทวารหนัก ทั้งนี้ก็เพื่อแพทย์จะได้วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

การรักษาไส้เลื่อน

โรคไส้เลื่อนต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น ปัจจุบันนิยมใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ทำให้เกิดแผลที่เล็ก โดยการเจาะรูเล็กๆ บริเวณผนังหน้าท้องเพื่อเข้าไปซ่อมไส้เลื่อนจากด้านใน และเสริมแผ่นความแข็งแรงบริเวณที่เป็น ทำให้ลดโอกาสการเป็นซ้ำ และมีอาการเจ็บน้อย ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม

แต่ในต่างจังหวัดอาจยังใช้วิธีการรักษาแบบเดิม โดยการผ่าตัดใช้ใหมเย็บซ่อมบริเวณที่เป็นไส้เลื่อน แต่ปัญหาที่เกิดตามมาคือทำให้เกิดแรงตึง เจ็บบริเวณแผล และหายช้า

วิธีดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด

  1. ห้ามกระโดดโลดเต้น ไม่ควรยกของหนัก และงดการออกกำลังกายหนักๆ ในช่วง 2 เดือนแรก
  2. ไม่ควรเบ่งอุจจาระ ปัสสาวะ เพราะถ้ามีความดันในช่องท้องเพิ่ม ก็มีโอกาสที่จะทำให้รอยเย็บ หรือตาข่ายที่ใส่ไว้มีการเคลื่อน จะทำให้มีโอกาสเป็นซ้ำได้มากขึ้น

ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนในกรณีดังต่อไปนี้

  1. ปวดขาหนีบมาก
  2. มีก้อนเกิดขึ้น และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
  3. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรวมด้วย

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา เมื่อลำไส้เลื่อนลงมามากแล้ว ถึงจะดันกลับเข้าไปก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมได้ และเน่าเสียในที่สุด ทำให้แบคทีเรียและเลือดเสียเหล่านั้นกระจายไปทั่วร่างกาย ถ้าไม่รีบรักษาจะทำให้เสียชีวิตในที่สุด

ข้อควรรู้เกี่ยวกับไส้เลื่อน

  1. ไส้เลื่อนไม่สามารถใช้ยาในการรักษาได้ ต้องผ่าตัดเท่านั้น
  2. การปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำให้หายเอง แต่จะทำให้ไส้เน่า และเสียชีวิตได้ในที่สุด
  3. การเป็นไส้เลื่อนไม่เกี่ยวกับการใส่หรือไม่ใส่กางเกงใน
  4. ผู้หญิงหรือผู้ชายก็เป็นไส้เลื่อนได้ เพราะฉะนั้นถ้าพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติ ต้องรีบไปพบแพทย์

ประโยชน์ของพริก

ประโยชน์ของพริก

พริกมีประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก บรรเทาอาการไข้หวัด และการหายใจ เพราะพริกมีสารแคปไซซินที่ช่วยขยายช่องจมูกให้ใหญ่ขึ้น

เมื่อกินพริกเข้าไปจะทำให้เกิดความระคายเคืองกับเนื้อเยื่อผิวในปาก เกิดอาการแสบร้อนที่เราเรียกว่า “เผ็ด” โดยส่วนที่เผ็ดที่สุดของพริกจะอยู่ตรงแกนข้างในที่มีเมล็ดติดอยู่ ตรงนั้นจะมีต่อมที่ผลิตสารแคปไซซิน (Capsaicin) ออกมา ซึ่งเป็นสารให้ความเผ็ด

วิธีแก้เผ็ด

แคปไซซินสามารถละลายได้ในแอลกอฮอล์และไขมัน แต่ไม่ละลายในน้ำ เพราะฉะนั้นเวลาคุณกินเผ็ด แล้วกินน้ำเปล่าตามหรือบ้วนปากไม่ได้ช่วยให้ความเผ็ดหายไป แต่ควรดื่มนมหรือแอลกอฮอล์เล็กน้อย หรือไม่ก็อาหารหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ ถ้าไม่มีให้อมเกลือหรือน้ำปลาแทนได้

ประโยชน์ของพริก

  1. พริกมีสารตั้งต้นของวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา
  2. ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง ขับเสมหะ เพราะแคปไซซินจะไปขยายช่องจมูกให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เสมหะที่ข้นเหนียวจือจางลง ร่างกายสามารถขับออกได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้จากเมื่อเรากินพริกเผ็ดๆ น้ำตา น้ำมูกจะใหลออกมา
  3. พริกมีวิตามินซีสูง แต่วิตามินซีจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อน เพราะฉะนั้นการกินพริกสดๆ จะดีกว่าพริกที่ปรุงสุกแล้ว
  4. แคปไซซินช่วยกระตุ้นสมองส่วนกลางให้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารสร้างความสุข ทำให้เราอารมณ์ดีมากขึ้นถ้ากินพริก
  5. สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมาก เพราะความเผ็ดทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดีขึ้น ไม่หดเกร็ง
  6. แคปไซซินที่อยู่ในพริก ช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี แต่ส่งเสริมสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี
  7. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง
  8. ลดความดัน และลดการอุดตันของหลอดเลือด การกินพริกเป็นประจำจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
  9. พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยในการเผาผลาญ จึงมีประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก
  10. บรรเทาอาการปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน

กินเผ็ดทำให้เป็นโรคกระเพาะ?

หลายคนมักเข้าใจผิดว่ากินเผ็ดๆ จะทำให้เป็นโรคกระเพาะ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด สาเหตุที่เป็นโรคกระเพาะไม่ใช่เพราะกินเผ็ดๆ แต่เป็นเพราะกินอาหารไม่ตรงเวลาทำให้น้ำย่อยกัด และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ห้ามกินเผ็ดเพราะจะทำให้ระคายเคืองกับแผลในกระเพาะอาหารได้