กินน้อยแต่อ้วนเป็นเพราะอะไร?

กินน้อยแต่อ้วนเป็นเพราะอะไร?

หลายคนแยกไม่ออกว่าที่ตัวเองมีร่างกายอ้วนนั้นเกิดจากฮอร์โมน หรือเกิดจากการที่เรารับประทานมากเกินไปกันแน่ เรามีวิธีสังเกตุง่ายๆ ดังนี้

ภาวะอ้วนจากฮอร์โมน

  1. กินไม่เยอะ แต่น้ำหนักลดยาก
  2. ให้สังเกตุที่ตาตุ่มและหลังเท้า ถ้ามีอาการบวม อาจเป็นไปได้ว่าคุณอ้วนเพราะฮอร์โมน
  3. มีสภาพผิวหนังแห้ง หรือชื้นผิดปกติ
  4. หน้าท้องแตกลาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

ฮอร์โมนตัวกำหนดรูปร่างผอมหรืออ้วน

1.  ฮอร์โมนเลปติน (Leptin Hormone) 

เป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่ผลิตจากเซลล์ไขมัน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร คนที่มีไขมันส่วนเกินในร่างกาย มีโอกาสเผชิญกับภาวะต้านฮอร์โมนเลปติน ซึ่งสมองจะไม่ตอบสนองต่อเลปติน

ภาวะต้านฮอร์โมนเลปตินสามารถรักษาได้ด้วยการรับปรทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกาย

2.  ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol Hormone)

คอร์ติซอล คือ ฮอร์โมนแห่งความเครียด ในวันที่เคร่งเครียดยุ่งเหยิง เรามักจะรู้สึกอยากกินของหวานเป็นพิเศษ นั้นเพราะต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา เพื่อเตรียมพลังงานให้อยู่ในโหมดพร้อมสู้หรือถอยหนี ร่างกายของเราจึงต้องการแป้งและน้ำตาลมากขึ้น นั้นหมายความว่า “ยิ่งเครียดมาก ยิ่งอ้วนมากขึ้น”

จากงานวิจัยพบว่าคนที่นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย มีโอกาสอ้วนสูงกว่าคนที่นอนปกติ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะฮอร์โมนคอร์ติซอลจะถูกหลั่งออกมามาก เนื่องจากร่างกายอยู่ในภาวะอ่อนแอ หากไม่ต้องการพึ่งยา แต่ต้องการควบคุมตัวเองให้หยุดตั้งหน้าตั้งตากินแป้ง การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยได้

3.  ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)

ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ระดับโปรเจสเตอโรนจะลดต่ำลง ทำให้สมดุลของเอสโตรเจนเสียไป เป็นสาเหตุให้ร่างกายเกิดการสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณกลางลำตัวจะอ้วนมาก ซึ่งปกติคนเราจะมีน้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ในระยะเวลา 1 ปี แต่คนที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเด่น น้ำหนักขึ้นแล้วไม่ลง และอยู่นานเกิน 1 ปี

ผู้ชายที่มีหน้าอกใหญ่ พุงใหญ่ อาจเป็นเพราะมีความผิกปกติของฮอร์โมนเอสโตรเจน มักพบในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป

ถ้าคุณกินน้อยแต่อ้วน ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดดูว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายปกติหรือไม่ เพื่อการรักษาและควบคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี

อาหารช่วยปรับฮอร์โมน

  1. ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บล็อกโคลี กะหล่ำปลี่ หัวผักกาด จะช่วยปรับเอสโตรเจนในร่างกายให้ลดลง
  2. ผลไม้รสเปรียว
  3. ไยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ได้แก่อาหารจำพวก ผักผลไม้หลายชนิด ถั่วลิสง เผือก มัน ข้าวโพด ข้าวชนิดไม่ขัดสี เป็นต้น ช่วยในเรื่องการขับถ่ายและช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในลำไส้ เพื่อไม่ให้ดูดซึมเข้าไปในร่างกายมากขึ้น เพื่อไม่ให้เอาไปสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น
  4. Lignanes มักพบในกลุ่ม น้ำมันงาและน้ำมันนุ่น จะเป็นตัวจับเอสโตรเจนในกระแสเลือด เร่งการกระบวนการเผาผลาญและการขับถ่าย
  5. ทานอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง และดื่มน้ำให้มากในแต่ละวัน

วิธีตรวจสุขภาพหัวใจ

วิธีตรวจสุขภาพหัวใจ

การวิ่งสายพาน เพื่อดูว่ามีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติหรือไม่ มีลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเหลือดหรือไม่ในระหว่างการออกกำลังกาย

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจไว้กับตัวเป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยสามารถกลับบ้านทำงานได้ตามปกติ เมื่อครบ 24-48 ชั่วโมง แพทย์จะถอดเครื่องบันทึกออกเพื่อทำการวินัจฉัย วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใจสั่น หน้ามืด เวียนศรีษะ หัวใจเต้นแรงผิดปกติเป็นประจำ แต่ถ้าไม่มีอาการดังกล่าวแสดงขณะทำการติดคลื่นไฟฟ้าหัวใจไว้กับตัว ผลก็จะออกมาปกติ ทำให้ไม่ทราบอาการดังกล่าวเกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติหรือไม่

ตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เอคโค” ใช้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผนังหัวใจ และปริมาณเลือดที่ถูกสูบฉีดในการบีบตัวหัวใจในแต่ละครั้ง

ฉีดสีหลอดเหลือดหัวใจ เพื่อดูว่ามีการตีบแคบ หรือตันของหลอดเลือดหรือไม่ ซึ่งจะให้รายละเอียดอย่างชัดเจนว่าหลอดเลือดตีบตันบริเวณใหน ส่วนใหญ่ทำในคนที่มีอาการบ่งชีชัดเจนแล้ว และพร้อมที่จะทำการรักษา

ลองเช็คตัวเอง 4 ข้อ

  1. คุณทานอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลสูงเป็นประจำหรือไม่?
  2. คนในครอบครัวมีใครเป็นโรคหัวใจหรือไม่?
  3. คุณอ้วนหรือไม่?
  4. คุณสูบบุหรี่หรือไม่?

ถ้ามี 2 ใน 4 ข้อนี้ และมักมีอาการเหนื่อยง่าย ถือว่าคุณเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ควรไปตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปี

การตรวจสุขภาพประจำปีนั้นเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สามารถคาดคะเนความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจหรือไม่ ถ้าพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูง ก็อย่านิ่งนอนใจควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ

รู้สึกเหนื่อยขณะออกแรง เช่น เดินหรือออกกำลังกาย มีอาการเจ็บหน้าอกมากเหมือนมีอะไรหนักๆ ทับที่หน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหงื่อออก ใจสั่น อาการเหล่านี้คือสัญญาณของโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือด เกิดจากอะไร?

เมื่ออายุมากขึ้นหลอดเลือดจะมีการพอกสะสมของไขมัน อนุมูลอิสระที่อยู่ภายในเลือดจะไปขูดผนังหลอดเลือดให้เป็นรอย ไขมันจะเกาะได้ง่ายขึ้น ถ้าเราชอบกินอาหารประเภทคอเลสเตอรอลเป็นประจำ ซึ่งมีอยู่มากในอาหารประเภท ไข่แดง ปลาหมึก และเครื่องในสัตว์ เมื่อไขมันเกาะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลอดเลือดตีบตันลง สุดท้ายเมื่อหลอดเลือดมีการตีบมากๆ หากมีลิ่มเลือดมาปิดกั้น เลือดจะไปเลี้ยงหัวใจไม่ทัน เกิดภาวะตันทำให้หัวใจขาดเลือด หรือหัวใจวาย และเสียชีวิตในที่สุด

อาการของโรคหัวใจ

ในระยะแรก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จะรู้สึกเหนื่อยขณะออกแรง เช่น เวลาเดินไกลๆ ขึ้นลงบรรไดแล้วเหนื่อย แต่ไม่เกิน 10 นาที พักแล้วจะหาย แต่ถ้าอยู่เฉยๆ จะไม่มีอาการ

ระยะเรื้อรัง กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง บริเวณกลางหน้าอกหรือด้านซ้ายตำแหน่งของหัวใจ เจ็บเค้น เจ็บเหมือนถูกบีบ ถูกเหยียบ พักแล้วก็ไม่หาย ส่วนใหญ่จะเจ็บเกิน 20 นาทีขึ้นไป มักมีอาการขณะที่ออกแรง บางคนจะมีอาการร่วมกับเหงื่อแตก ใจสั่น หรือถ้าเป็นมากอาจเป็นลมหมดสติได้ ต้องนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ระยะสุดท้าย อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย นอนราบไม่ได้ต้องนอนศีรษะสูงหรือนั่งหลับ ขาบวม ท้องมาร ตับโต

โรคหัวใจ มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง?

  1. ปัจจัยแรกที่เราเลี่ยงไม่ได้คือ พันธุกรรม
  2. เกิดจากตัวคุณเอง เริ่มจากพฤติกรรมการกินที่ไม่สมดุล กินหวาน มัน เค็ม แต่กินผักและผลไม้น้อย
  3. ภาวะน้ำหนักเกิน พุงใหญ่ โรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  4. ไม่ออกกำลังกาย ไม่กระฉับกระเฉง สภาวะความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  5. สูบบุหรี่ 1 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่
  6. มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อโรคหัวใจกำเริบ

  1. ให้นั่งพัก
  2. สำหรับผู้ที่ป่วยอยู่แล้วให้กินยาประจำตัว โดยให้อมยาใต้ลิ้น ถ้าอม 3 เม็ดแล้วไม่ทุเลา ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
  3. ถ้าเจ็บหน้าอกเป็นเวลา 15-30 นาที ควรรีบไปพบแพทย์ทัน เพราะอาจเสียชีวิตได้

รักษาโรคหัวใจ วิธีใหนดีที่สุด?

  1. การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน คือวิธีที่ดีที่สุดและนิยมมากที่สุด เพราะมีแผลเล็ก ใช้เวลาพักฟื้นน้อย โดยการใช้ลูกโป่งขนาดเล็กสอดเข้าไปในหลอดเลือด เพื่อขยายหลอดเลือดตัวที่มีปัญหานั้นให้ถ่างออก แล้วเอาท่อขดลวดขนาดเล็กค้ำเอาไว้เพื่อให้เลือดเดินทางได้สะดวกขึ้น
  2. การทำบายพาส เป็นการต่อเส้นเลือดข้ามส่วนที่ตีบตันด้วยเส้นเลือดอีกเส้น
  3. การให้ยาละลายลิ่มเลือด เป็นการประคับประคองอาการ แต่ไม่ได้แก้ไขเส้นเลือดที่ตีบตัน การใช้ยาสลายลิ่มเลือดจะได้ผลแค่ 50%
  4. การผ่าตัด ปัจจุบันไม่นิยมใช้เพราะแผลใหญ่ ใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ถ้ารักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ก็จำเป็นต้องผ่าตัด

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ว่าจะในระยะใหนก็สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่ผู้ป่วยจะต้องมาถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และหัวใจไม่ล้มเหลวไปเสียก่อน

โรคหัวใจ รักษาหายขาดหรือไม่?

โรคนี้ไม่มีคำว่าหายขาด เพียงแต่รักษาตรงที่เป็นจุดสำคัญ การให้ยาเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตันซ้ำเป็นการควบคุมความเสี่ยง ถ้าผู้ป่วยสูบบุหรี่จำเป็นต้องเลิก หันมาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ก็จะทำให้โอกาสที่จะเป็นซ้ำลดลงตามลำดับได้

ดูแลตัวเองหลังการรักษา

  1. กินยาต่อเนื่องหลังการรักษา 6 เดือนแรก ห้ามขาดยา เพราะอาจมีการอุดตันซ้ำจากลิ่มเลือดได้อีก
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์
  3. ควบคุมความเสี่ยงคือ เบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือด

การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการเลือกรับประทานอาหาร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเองตั้งแต่วันนี้ เป็นวิธีธรรมชาติที่ดีกว่าการใช้ยา หรือการรอให้เป็นแล้วจึงรักษา ถ้าคุณดูแลหัวใจของคุณให้แข็งแรง ร่างกายโดยรวมก็จะแข็งแรง

วิธีตรวจสุขภาพหัวใจ

วิธีสังเกตุตัวเองว่าเราป่วยหรือไม่?

วิธีสังเกตุว่าเราป่วยหรือไม่?

วิธีสังเกตุสีน้ำมูก ขึ้ตา เล็บ ปัสสาวะ อุจจาระ อาเจียน สามารถบอกโรคได้หลายอย่าง ช่วยในการวินิจฉัยโรค และรักษาเบื้องต้นได้ ถ้ามีหลายสีแสดงว่าเราป่วยหลายโรค

สีเล็บและลักษณะ บอกร่างกายผิดปกติ

  1. เล็บสุขภาพดีต้องมีลักษณะเรียบ เงา สีชมพู ไม่ดำ
  2. เล็บมีสองสี เช่น เป็นแถบยาวมีสีเหลืองกับน้ำตาลซ้ำๆ หรือที่โคนเล็บเป็นสีปกติ แต่ปลายเล็บเป็นสีเหลืองออกน้ำตาล อาจเป็นโรคไตเรื้อรัง
  3. เล็บมีลักษณะปุ้ม โค้งมนมาก อาจเป็นโรคปอด หรือลิ้นหัวใจอักเสบ
  4. เล็บสีเหลือง เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น ทานอาหารที่มีแคโรทีนเยอะอย่างแครอท คนที่สูบบุหรี่ หรือทาเล็บแล้วล้างบ่อยๆ โดยเฉพาะสีทาเล็บและน้ำยาล้างราคาถูก ทำให้เล็บติดเชื้อได้ในที่สุด
  5. เล็บมีดอก ขาดสารอาหารนิดหน่อย พวกธาตุสังกะสีที่อยู่ในอาหารทะเล
  6. เล็บเป็นหลุ่มเล็กๆ หรือเนื้อใต้เล็บหนามากเหมือนเป็นเชื้อรา แสดงว่าเป็นโรคสะเก็ดเงิน

น้ำมูกและเสมหะ บอกโรคอะไรบ้าง?

  1. น้ำมูกใส เป็นภูมิแพ้เยื่อบุจมูก หรือเยื่อบุจมูกอักเสบจากไวรัสหวัด
  2. น้ำมูกขุ่นเขียวเหลือง อาจเป็นหวัดติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไซนัสอักเสบ
  3. เสมหะใส ไอแห้ง ส่วนมากเกิดจากภูมิแพ้ หรือ ไวรัส
  4. เสมหะเขียวเหลือง ไอติดเชื้อ อาจมีทั้งแบคทีเรียและไวรัส

สีปัสสาวะ บอกโรคอะไรบ้าง?

  1. สีเหลืองอ่อนฟางข้าว คือปัสสาวะสีปกติ
  2. ปัสสาวะเหลืองเข้ม หรือมีสีชาแก่ ร่างกายขาดน้ำ ต้องดื่มน้ำเพิ่ม หรือกำลังกินวิตามินบางชนิดอยู่โดยเฉพาะวิตามินบี หรือออกกำลังกายเยอะจัด ไปจนถึงปัสสาวะติดเชื้อ
  3. สีคล้ายน้ำนม เกิดจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะหรือสีของไขมัน ท่อน้ำเหลืองอุดตัน
  4. สีแดง หรือ สีน้ำล้างเนื้อ อาจเป็นสีของเลือดจากบาดแผลของทางเดินปัสสาวะ นิ่ว
  5. สีเหลืองน้ำตาล-เหลืองเขียว คือภาวะดีซ่านของโรคตับ หรือท่อน้ำดี
  6. สีซีดขาวแบบใสไม่มีสี คือ ปัสสาวะเจือจางมากไป หรือ เบาจืด
  7. สีเหลืองอำพัน เกิดจากเม็ดเลือดแดงในเส้นเลือดแตกมากผิดปกติ
  8. สีขุ่น ระวังการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะอุดตัน

อุจจาระ บอกโรคอะไรบ้าง?

  1. อุจจาระที่ดีจะมีสีเหลือง-เหลืองเขียว ลักษณะเหมือนกล้วย ขดยาวเป็นวงเหมือนภาพวาดในการ์ตูน บงบอกว่าสุขภาพร่างกายและจิตใจปกติ
  2. สีน้ำตาล แสดงว่ากินเนื้อสัตว์มากเกินไป
  3. สีดำคล้ำ อาจเกิดจากการกินธาตุเหล็ก และอาหารที่มีสีดำ
  4. สีเลือดหมู-ดำคล้ำเหนียวเป็นยางมะตอย ถือว่าผิดปกติต้องพบแพทย์
  5. สีขาวหรือสีซีด อาจเกิดจากการของทางเดินน้ำดี หรือเนื้องอกในถุงน้ำดี ควรรีบพบแพทย์

สีอาเจียน บอกโรคอะไรบ้าง?

  1. อาเจียนออกมาเป็นสีเหลืองปนเขียว เมื่อเราอาเจียนจนหมดท้องหรือจนกระเพาะว่าง เมื่อไม่มีอาหาร น้ำย่อยและน้ำดีในกระเพาะจึงออกมาแทน
  2. อาเจียนเป็นเลือด อาเจียนหนักมาก เป็นอาการของหลอดเลือดทางเดินอาหารฉีก
  3. อาเจียนเป็นสีดำคล้ำ คล้ายกาแฟ คือ อาการของการมีเลือดตกในกระเพาะอาหาร หรือทางเดินอาหารส่วนต้น

ขี้ตา บอกโรคอะไรบ้าง?

  1. ขี้ตาเขียว คืออาการตาแดงติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องรีบรักษา
  2. ขี้ตาใส แสดงว่าแพ้ขึ้นตา ติดเชื้อไวรัสตาแดง

แก้อาการเวียนหัว คลื่นไส้

แก้อาการเวียนหัว คลื่นไส้

วิธีแก้อาการเวียนหัว คลื่นไส้ จากการเมารถ เมาเรือ เครื่องบิน แพ้ท้อง เครียด หรือแม้แต่อาการที่เกิดจากความเจ็บป่วยทางช่องท้อง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ คือ

แก้อาการเวียนหัวจากสาเหตุต่างๆ

  1. เมารถ ควรกินยาเมารถก่อนเดินทาง 30-60 นาที นั่งในส่วนที่โปร่งที่สุดในรถ และมองไปข้างหน้าในจุดที่มีการเคลื่อนไหว ถ้าเมามากกินยาแล้วไม่หาย ให้กินยาเพิ่มแล้วนอนหลับ
  2. เวียนศีรษะจากการขึ้นที่สูง ให้นั่งลงกับพื้นและมองสิ่งใกล้ตัว นั่งพักจนหายเมาแล้วค่อยเดินทางต่อ
  3. คลื่นไส้จากสารพิษหรือแอลกอฮอล์ อาจล้วงคอให้อาเจียนแล้วนอนพัก หากอาเจียนตลอดเวลาหรืออาเจียนเป็นเลือด ควรพบแพทย์ทันที
  4. เวียนศีรษะจากการเปลี่ยนท่า โดยเฉพาะจากท่านั่งยองๆ เป็นท่ายืน แสดงว่าร่างกายไม่แข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการเวียนศีรษะ หรือหน้ามืดเป็นลมได้ เมื่อเกิดอาการให้รีบนั่งหรือนอนลงทันที เพราะอาจหมดสติและล้มลง เกิดอันตรายได้ และเมื่อหายจากอาการ ควรหาเวลาออกกำลังกายท่าบริหารเข่า ทำเป็นประจำช่วยลดอาการได้
  5. เวียนหัว-บ้านหมุน ถ้ามีอาการเวียนหัวเฉียบพลัน เห็นบ้านหรือสิ่งของหมุนจนเสียการทรงตัว อาจคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย แสดงว่าสมดุลในร่างกายผิดปกติ หรือเกิดจากอาการของโรคบางชนิด เช่น สมองขาดเลือด เครียด อดนอน ดื่มสุรา หูชั้นในอักเสบ ไมเกรน เนื้องอกในสมองหรือหู เมื่อมีอาการควรนอนพัก ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ จะลดอาการคลื่นไส้ได้ และควรไปพบแพทย์
  6. ไมเกรน จะมีอาการปวดหัวมากและอาเจียน ควรพกยาแก้ปวดติดตัวไว้ เมื่อมีอาการจะได้กินยาระงับทันที หลังจากนั้นควรนอนพักผ่อน หรือ หาที่นั่งพักในสถานที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หายใจเข้าออกยาวๆ และนวดบริเวณขมับที่ปวดเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้
  7. แพ้ท้อง การรับประทานอาหารควรลดปริมาณลง แต่รับประทานให้บ่อยขึ้น ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ดื่มน้ำมากขึ้น แต่ถ้ากินอาหารไม่ได้ให้ดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้จะช่วยลดอาการกระหายน้ำและอาการอ่อนเพลียได้ดี

แก้อาการคลื่นไส้แบบง่ายๆ ทั่วไป

  1. ใช้น้ำตาล จะใช้น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลโตนด น้ำผึ้งก็ได้ ใช้เพียง 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับผู้ใหญ่ และ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับเด็ก ผสมกับน้ำร้อนคนให้เข้ากันแล้วดื่มอุ่นๆ ทันที จะช่วยทุเลาอาการคลื่นไส้ได้
  2. ดื่มชา ให้ดื่มชาจีนหรือชาฝรั่งอุ่นๆ ก็จะช่วยลดอาการได้
  3. ดื่มน้ำขิง ให้ใช้ขิงแก่ หั่นเป็นแว่นหนาประมาณ ½ นิ้ว ทุบให้แหลก ต้มกับน้ำให้เดือด ทิ้งให้อุ่นแล้วดื่มทันที
  4. นวดง่ามนิ้วมือ บริเวณระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ นวดกดแรงๆ ข้างละ 5 นาที สลับกัน

Tips

  • หากมีอาการท้องอืดบ่อยๆ เวลาทานอาหาร ควรจะทานข้าวหรือแป้งเข้าไปก่อน
  • หากชอบรับประทานแต่เนื้อสัตว์เปล่าๆ จะทำให้ย่อยยาก และทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้
  • การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้เป็นอย่างดี

มะเร็งตับ

มะเร็งตับ

มะเร็งตับพบมากในผู้ที่ชอบกินปลาดิบน้ำจืด ดื่มเหล้าเป็นประจำ กินอาหารที่ขึ้นรา เช่น ถั่วลิสงป่น พริกแห้งป่น เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และพบในเพศชายมากกกว่าเพศหญิง ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป

อะไรเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งตับ?

  1. มะเร็งตับที่เกิดจากเซลล์ตับเอง ประมาณ 80% เกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี ซึ่งติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์ อีก 20% เกิดจากการดื่มเหล้าเป็นประจำจนทำให้เกิดตับแข็ง และการกินอาหารที่มีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง พริกป่น เป็นต้น
  2. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของท่อน้ำดี สาเหตุเกิดจากพยาธิใบไม้ในตับ พบมากในภาคอีสานเพราะชอบกินปลาน้ำจืดแบบสุกๆ ดิบๆ หรือปลาร้าดิบ ซึ่งมีพยาธิใบไม้ตับ พวกนี้ทำให้เกิดท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังแล้วกลายเป็นมะเร็งตับ หรือที่เราเรียกว่า มะเร็งท่อน้ำดี

อาการที่บ่งบอกว่า อาจเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ

มะเร็งตับในระยะแรกๆ จะไม่มีอาการที่ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัว แต่ถ้าเป็นมะเร็งตับในระยะท้ายๆ จะมีอาการดังนี้

  1. มีอาการเบื่ออาหาร แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย
  2. อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำ
  3. ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา อาจปวดร้าวไปที่ไหล่ หรือลำตัวซี่ขวา
  4. คลำพบก้อนในช่องท้อง
  5. ท้องโต บวมบริเวณขาทั้งสองข้าง
  6. ตัวเหลือง ตาเหลือง

มะเร็งตับรักษาได้ใหม?

มะเร็งที่เกิดจากท่อน้ำดี จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง จำเป็นต้องรักษาโดยการระบายน้ำดีออกมา และทำการผ่าตัดรักษา ถ้าเป็นมะเร็งตับโดยตรง สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งอออกถ้าเราพบตั้งแต่ระยะแรก แต่ถ้าพบในระยะสุดท้ายส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายใน 3-6 เดือน ส่วนวิธีรักษาอื่นๆ เป็นการรักษาแบบประคับประคอง คือ ไม่ได้หวังผลหายขาด เช่น การทำคีโม

เป็นมะเร็งตับแล้ว เปลี่ยนตับได้ใหม?

ถ้าเป็นมะเร็งตับประเภทที่เกิดจากการแพร่กระจาย และท่อน้ำดีเปลี่ยนตับไม่ได้ เพราะพบว่าหลังเปลี่ยนไปแล้ว มะเร็งจะกลับมาในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก จะเปลี่ยนได้แค่ประเภทเดียว คือ มะเร็งตับที่เกิดจากเซลล์ตับเอง

วิธีลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ

  1. ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
  2. ไม่กินปลาน้ำจืดแบบสุกๆ ดิบๆ
  3. งดดื่มสุราและบุหรี่
  4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ได้แก่อาหารที่มีราขึ้น อาหารใส่ดินประสิว อาหารที่มีในโตรซามีน เช่น อาหารหมักดอง อาหารรมควัน ปลาร้าดิบ แจ๋วบองดิบ แหนมดิบ ไส้กรอก เป็นต้น
  5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างน้อย 1 ชั่วโมง การออกกำลังกายเกิน 30 นาที ร่างกายถึงจะเริ่มดึงไขมันมาเผาผลาญ
  6. ควบคุมน้ำหนัก ผู้หญิงรอบเอวไม่ควรเกิน 32 นิ้ว ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว

แม้มะเร็งตับในระยะเริ่มต้นส่วนมากจะสามารถรักษาให้หายได้ แต่กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวและมาพบแพทย์ก็เข้าสู่ระยะต่างๆ หรือ ระยะสุดท้ายแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว

น้ำมะกรูดขจัดสารพิษ

น้ำมะกรูดขจัดสารพิษ

น้ำมะกรูดทำง่ายๆ มีสรรพคุณหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแก้วิงเวียน ขบลม ขับเสมหะ มีฤทธิ์ช่วยในการขจัดสารพิษ และยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย

วิธีทำน้ำมะกรูด

ส่วนผสม

  1. มะกรูด  4-5 ลูก
  2. เกลือ
  3. น้ำผึ้ง
  4. น้ำแข็ง

วิธีการทำ

  • นำมะกรูดมาปอกผิวออกเพื่อไม่ให้มีรสขม
  • คั้นมะกรูดเอาแต่น้ำ
  • นำส่วนผสม คือ น้ำมะกรูด เกลือ น้ำผึ้ง น้ำแข็ง ปั่นใส่ในเครื่องปั่น 
  • ปั่นส่วนผสมเข้าด้วยกัน ชิมดูรสตามใจชอบ
  • เทใส่แก้วที่เตรียมไว้พร้อมเสริฟ
  • (กรณีไม่เครื่องปั่น ให้ผสมส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกัน ชิมรสตามใจชอบ เทลงแก้วที่ใส่น้ำแข็งพร้อมเสริฟ)

คุณหญิงในสมัยโบราณ จะนำมะกรูดมาเผาไฟ แล้วนำผลและเปลือกที่เผาไฟนั้นมาถูตามเส้นผม เพื่อให้เส้นผมดกดำ และเงางาม

นอกจากนี้แล้ว มะกรูดสดๆ เมื่อผ่าซี่แล้วนำไปแช่ในอ่างน้ำ ยังสามารถฆ่าลูกน้ำยุงลายได้ด้วย

ปัญหารักแร้ดำ

ปัญหารักแร้ดำ

เคยไหม ใส่เสื้อสายเดี่ยวแล้วไม่กล้ายกแขนเพราะอายรักแร้ดำ? รักแร้ดำรักษาได้ไม่ยาก ลองสังเกตุตัวเองว่าอะไรทำให้รักแร้ของคุณดำคล้ำ แล้วเลือกทางแก้ที่เหมาะกับให้ตัวเอง

สาเหตุรักแร้ดำ และวิธีรักษา

  1. เหงื่อ สาเหตุหลักที่ทำให้ใต้วงแขนดำคล้ำ โดยเฉพาะเวลาที่มีเหงือออกมากจะมีปฎิกิริยากับน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ทำให้เกิดการสะสมของเม็ดสีบริเวณใต้วงแขนได้ ลองหยุดใช้น้ำหอม หรือเปลี่ยนยี่ห้อผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
  2. การขัดผิวที่แรงเกินไป หรือ การกำจัดขนที่ผิดวิธี การถอนหรือโกนทำให้เซลล์ชั้นหนังกำพร้าหลุดลอกออกไปมากพอสมควร เกิดการบาดเจ็บกับผิวหนัง พยายามถอนขนโดยการดึงตามทิศที่มันยาวขึ้นมา ให้ถอนหรือโกนหลังอาบน้ำขณะที่ขนยังเปียกและนุ่มอยู่ หรือจะใช้การแว็กซ์ขนแทนก็ได้
  3. แพ้สารเคมี เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม โรลออล ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออลที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอม ที่ระบุว่า Fragrance-free หรืออาจจะใช้ครีมลดรอยดำหรือไวท์แทนนิ่งทาควบคู่กัน แต่ไม่ควรใช้กลุ่มที่มีกรดผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น ADA หรือ HBA เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวมากขึ้น
  4. การทับถมของเซลล์ผิวหนัง บางทีที่ผิวใต้วงแขนดำคล้ำอาจเป็นเพราะเซลล์ที่ตายแล้วทับถมกันอยู่ สาเหตุนี้แก้ง่ายมาก แค่ขัดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประสมของกรดแลคติก
  5. ภาวะตั้งครรภ์ หรือ การกินยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด อาจทำให้เกิดปัญหารักแร้ดำได้
  6. เกิดจากกรรมพันธ์ หรือ โรคผิวหนังบางชนิด สาเหตุนี้ต้องพบแพทย์เท่านั้น
  7. การเสียดสีของผิวหนัง คนอ้วนมักมีปัญหารักแร้ดำ นั้นเป็นเพราะผิวหนังถูกเสียดสี ยิ่งคนที่ใส่เสื้อคับๆ จะทำให้ผิวบริเวณใต้วงแขนเสียดสีกับเนื้อผ้าได้ง่าย ควรลดน้ำหนัก หรือเลือกใส่เสื้อผ้าที่หลวมเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนัง

เคล็ดลับดูแลผิวใต้วงแขนให้ขาวขึ้น

  1. มะขามเปียกผสมกับน้ำผึ้ง นำมาขัดบริเวณผิวใต้วงแขนเบาๆ ประมาณ 1 นาที แล้วล้างออก
  2. สารส้มผสมน้ำมะนาว ทารักแร้ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก
  3. แตงกวา 1 ลูก น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ขมิ้น 2 ช้อนชา นำมาปั่นรวมกัน ทาและนวดบริเวณรักแร้แล้วทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพื่อให้เห็นผลดีควรทำเป็นประจำ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ต้องใช้ให้หมดภายใน 1 สัปดาห์
  •  แตงกวามีสารทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น กระชับ และไม่แห้งเหี่ยว เอมไซม์ในแตงกวาจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกเร็วขึ้น และช่วยรักษาความชุ่มชื้น
  • น้ำมะนาวช่วยลดจุดด่างดำได้ ช่วยยับยังการสร้างเม็ดสี
  • ขมิ้นมีคุณสมบัติการยับยั้งการสร้างเมลานินทำให้ผิวขาวไม่หมองคล้ำ สามารถฆ่าเชื้อได้ในโรคผิวหนังบางชนิดด้วย

ถ้าทำตามวิธีดังกล่าวแล้วไม่ได้ผล หรือผิวใต้วงแขนยังคล้ำอยู่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด