[span]อาหาร [/span]บำรุงสมอง

อาหารบำรุงสมอง

คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างหรือเปล่า? ปวดหัว เครียด ขี้หลงขี้ลืม คิดไม่ออก สมาธิสั้น เป็นเพราะสมองทำงานหนัก และต้องการบำรุง อาหารบำรุงสมอง 10 อันดับต้นที่เราแนะนำคือ

  1. ทูน่า มีวิตามินบี6 สูงกว่าอาหารประเภทอื่นๆ ซึ่งวิตามินบี6 เกี่ยวพันธ์โดยตรงกับความจำ และสติปัญญา รวมถึงสุขภาพโดยรวมในระยาวของสมองด้วย
  2. อัลม่อน เพราะมีแมกนีเซียม และคานิทีนเยอะมาก ช่วยบำรุงสมอง กินอัลม่อนทุกวัน วันละ 15 เม็ด
  3. มะเขือเทศ นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว ยังเป็นอาหารบำรุงสมองอย่างดี เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคหลงๆ ลืมๆ
  4. น้ำมันมะกอก การกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันนั้นจำเป็นมากๆ ต่อสมองที่ปลอดโปร่ง ความจำที่ดี และอารมณ์ที่สมดุล
  5. ไข่ มีทั้งโปรตีนและไขมัน ซึ่งให้พลังงานแก่สมองได้นานหลายชั่วโมง
  6. โยเกิร์ต เป็นอาหารว่างที่ง่าย และมีประโยชน์ด้วยโปรตีน และแคลเซียม
  7. หอยนางรม มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อสมอง ช่วยให้ความจำดี และมีอารมณ์ดีขึ้นด้วย
  8. ฟักทอง มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและสมอง เนื่องจากการอ่านหนังสือมาก จ้องคอมพิวเตอร์นานๆ
  9. เนยถั่ว เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีมาก และมีไขมันดีด้วย รับประทานวันละไม่เกิน 1 ช้อนโต๊ะ เป็นอาหารบำรุงสมองอย่างดี
  10. ผลไม้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตอร์เบอรี่ ลูกหว้า ลูกหม่อน มะเม่า มะขาวป้อม มะยม ตะขบ เป็นเบอรี่แบบไทยๆ หาง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยบำรุงสมอง

เทคนิคการฝึกสมองไบร์ท

ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารอินโดฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้เรามีความสดชื่น อารมณ์ดี และสมองปลอดโปร่ง

การเรียนรู้สิ่งใหม่นั้น จะทำให้สมองของเราหลังสารเอ็นโดรฟิน และโดพามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ที่จะทำให้สมองนั้นกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และเกิดความคิดสร้างสรรค์ เมื่อมีความคิดสร้างสรรค์ก็จะทำให้เรามีความสุขได้

สมองใช้ออกซิเจน 20-25 ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ นั้นจึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง

นอกจากนี้แล้ว การจิบน้ำบ่อยๆ ยังช่วยให้สมองดี เพราะสมองประกอบด้วยน้ำถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งข้อมูลช้า ควรดื่มน้ำบ่อยๆ วันละ 8 แก้ว

 

10 นิสัย ทำให้สมองเสื่อม

10 นิสัย ทำให้สมองเสื่อม

เคยใหม? ลืมที่จอดรถ ลืมกุญแจบ้าน ลืมว่าตัวเองเอาของไปวางไว้ที่ใหน? อาการเหล่านี้เรียกว่า สมองเสื่อมเทียม พฤติกรรมบางอย่างที่เราทำเป็นประจำอาจทำให้สมองพังได้โดยไม่รู้ตัว

  1. ไม่ทานอาหารเช้า ส่งผลให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมได้
  2.  กินอาหารมากเกินไป เพราะการกินอาหารที่มากเกินไปนั้นจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรความจำสั้น
  3.  การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองฝ่อ และโรคอับไซเมอร์ได้
  4. การทานของหวานมากเกินไป มีส่วนไปขัดขวางการดึงโปรตีน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ขาดสารอาหาร และขัดขวางการพัฒนาของสมอง
  5. การอดนอน การนอนหลับไม่เพียงพอนั้นจะส่งผลให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อน ทำให้เซลล์สมองตายได้
  6. การนอนคลุมโปง เป็นผลร้ายต่อสมอง เพราะจะเป็นการลดปริมาณออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อปรสิทธิภาพการทำงานของสมอง
  7. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ ยิ่งผู้สูงอายุที่อยู่บ้านลำพัง ไม่ได้สมองคิดอะไรมากมายเท่ากับตอนที่ยังทำงานอยู่ งานอดิเรกอย่างการเล่นหมากรุก สามารถช่วยให้สุขภาพของสมองยังคงแข็งแรงอยู่
  8. เป็นคนไม่ค่อยพูด การเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดจาปราศัยกับใคร ก็ส่งผลเสียต่อสมองได้ เพราะทักษะการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมองนั้นเอง
  9. เป๊ะเว้อร์ หรือ อยู่อย่างสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบจนเกินไปเป็นการทำร้ายตัวเราเอง เพราะส่วนใหญ่คนที่สมบูรณ์แบบจะเครียด ซึ่งความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สมองเสื่อมเร็ว และเมื่อสะสมความเครียดไปนานอาจทำให้สมองเสื่อมอย่างถาวร
  10. มลภาวะเป็นพิษต่างๆ สมองของคนเรานั้นเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการสูดเอาอากาศที่เป็นพิษเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองลดปริมาณลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงไปด้วย

นักวิทยาศาตร์บอกว่าสมองของคนเราทำงานตลอดเวลาทุกๆ วัน เราต่างก็ใช้สมองกันอย่างหนัก ทั้งทำงาน เรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่างๆ เมื่อใช้สมองมาก สมองจะอ่อนล้าและเสื่อมลงไปตามกาลเวลา

ถ้าต้องการให้สมองทำงานได้ดี เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนเป็นยาที่ดีที่สุดของสมอง พยายามอย่าเครียด ทุกครั้งที่เครียดหรือโกรธ ให้จำไว้เลยว่าเรากำลังดื่มยาพิษเข้าสมองตัวเอง คนที่ขี้หงุดหงิด โมโห โกรธง่ายต้องระวัง และอีกอย่างที่สำคัญคือกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ก็จะช่วยให้เรามีความจำดี และไม่เป็นโรคสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น

สุขภาพตาบอกโรค

สุขภาพตาบอกโรค

1. เปลือกตามีก้อนไขมันสีขาว หรือเหลืองขนาดเล็กเกาะอยู่ อาจเกิดจากร่างกายมีไขมันในเลือดสูงจนตับไม่สามารถจำจัดได้ทัน ควรงดแป้งขัดขาว น้ำตาล อาหารทอด

2.  ตาบวมแดง ตาอักเสบ เป็นไข้ ตัวร้อน ติดเชื้อง่าย ภูมิต้านทานต่ำ ควรลดอาหารที่มีไขมัน น้ำตาลและเกลือสูง พักผ่อนให้เพียงพอ

3.  มีขี้ตาแฉะ หรือเหนียวข้น เป็นสัญญาณบอกอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินไป เพราะมีการเผลาผลาญอาหารที่ตับ และกล้ามเนื้อ ควรงดรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ปรุงสุกๆ ดิบๆ น้ำตาล และน้ำอัดลม ควรทานอารหารประเภทถั่วเขียว แตงกวา น้ำมะพร้าว แตงโมหรือเก๊กฮวย จะช่วยลดความร้อนได้

4.  เปลือกตาอักเสบบวมซ้ำ และแดง เกิดจากการสะสมความร้อนมากเกินไป อาจเสี่ยงเป็นโรคท้องผูก ผดผืนที่ผิวหนัง ปวดศรีษะ อ่อนเพลียง่าย ควรพักสายตา ไม่ใช้สายตามากเกินไป งดอาหารที่มีไขมัน น้ำตาลและเกลือสูง

5.  หัวตา และขอบตาซีด อาจมีภาวะเลือดจาง ควรรีบปรึกษาแพทย์ และกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

6.  ตาขาวมีสีแดง เห็นเส้นเลือดแดงชัด เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หากเป็นนานๆ ไม่หาย เป็นไปได้ว่าอาจจะมีอาการติดเชื้อ ให้รีบปรึษาแพทย์ และควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงฝุ่นควัน มลพิษ ไม่ใช้สายตามากเกินไป

หมั่นสังเกตุดวงตาตัวเองบ่อยๆ ถ้าหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)

โรคพิษสุนัขบ้า

เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายร้ายแรง คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดสามารถเป็นโรคนี้ได้ ซึ่งไม่มียารักษา เมื่อมีอาการป่วยจากโรคนี้จะเสียชีวิตทุกราย โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชีย และแอฟริกา

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

หลังจากผ่านระยะฟักตัว ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว กระวนกระวาย ตื่นเต้นต่อสิ่งรอบข้างได้ง่าย อาการจะรุนแรงถึงขั้นอาละวาด กล้ามเนื้อกระตุก หรือเกร่งในขณะที่พยายามดื่มน้ำหรืออาหาร จึงมีลักษณะคล้ายผู้ป่วยกลัวน้ำ ผู้ป่วยอาจมีอาการเพ้อ คลั้ง หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

โดยระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้าเฉลี่ยประมาณ 2-8 สัปดาห์ ซึ่งอาจจะสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับทางเข้าของเชื้อ เช่น บริเวณใบหน้า หรือมือ ซึ่งมีจำนวนเส้นประสาทที่มากกว่าบริเวณอื่น

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ไม่มียารักษา ถ้าไม่รีบรักษาให้ถูกวิธีจะเสียชีวิตทุกราย

สุนัขหรือสัตว์กัดควรทำอย่างไร?

  1. ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลายครั้งให้ลึกถึงก้นแผล แล้วให้ใส่ยาฆ่าเชื้อ จะช่วยลดการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าได้ถึง 80-90%
  2. รีบไปพบแพทย์ หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุนัขบ้าที่ถูกต้อง
  3. กักสัตว์ไว้ดูอาการ 10 วัน

ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

สำหรับผู้ทำอาชีพเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัดได้บ่อย เช่น บุรุษไปรษณีย์ สัตวแพทย์ จะฉีดวัคซีนไว้ล่วงหน้าเพื่อมีภูมิต้านทานเมื่อถูกสัตว์กัดอาจจะฉีดกระตุ้นอีกแค่เข็มเดียว ส่วนประชาชนทั่วไปที่ถูกสัตว์กัด ข่วน เลียแผล จะฉีดหลังสัมผัสโรค

การฉีดวัคซีนให้มีประสิทธิภาพต้องฉีดให้ครบ 5 เข็ม อย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นภูมิต้านทานอาจไม่พอทำให้ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ สามารถฉีดได้ทุกวัย

วิธีป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

พาสัตว์เลี้ยงของคุณไปฉีดวัคซีนตั้งแต่เริ่มแรกเมื่ออายุ 3 เดือน และต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อจากการโดนกัดผ่านทางน้ำลาย

คุณสมบัติสุนัขที่ดี ไม่มีโรคไม่มีเชื้อ

ดวงตาจะต้องไม่มีขี้ตา จมูกจะต้องไม่แห้ง ร่างกายแข็งแรง ร่าเริง ไม่ซึมเศร้า สำหรับช่องปาก เหงือกต้องมีลักษณะใสมีสีชมพู ลิ้นไม่ซีดแสดงถึงการมีสุขภาพที่ดีของสุนัข

หากพบเห็นสัตว์ที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า มีอาการหางตก เดินโซเซ น้ำลายย้อย ลิ้นห้อย ตาขวาง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไต

ไต

ไตเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายถั่ว มีขนาดเท่ากับกำปั้นมือ มีอยู่ 2 ข้าง ตั้งอยู่ที่หลังข้างกระดูกไขสันหลังทั้งสองข้าง ไตทำหน้าที่ขับน้ำและของเสียจากเลือดออกนอกร่างกาย

หน้าที่ของไต

กรองของเสียออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารก็จะปล่อยของเสียออกมาทางเลือด แล้วเลือดเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปกรองที่ไตเพื่อเอาเลือดที่ดีกลับเข้าร่างกายและขับของเสียออกไปทางปัสสาวะ ไตยังทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ต่างๆและน้ำ สร้างฮอร์โมนที่จำเป็นกับระบบการควบคุมความแข็งแรงของกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง สร้างเม็ดเลือดแดงให้เพียงพอ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไต

  • ถ้าเราเป็นโรคไตเสื่อม สร้างฮอร์โมนอิรีโทรพอยอิตินไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดภาวะซีสต์ (cyst)เรื้อรังเกิดขึ้น
  • โรคเก๊า ซึ่งมีระดับยูริก กรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานก็ก่อให้เกิดไตเสื่อมได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนิ่ว
  • สำหรับคนที่เป็นโรคไต เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เดิมทานเนื้อสัตว์อยู่เท่าไรให้ลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเกิดว่าอยากได้รายละเอียดเพิ่มก็จะมีนักกำหนดอาหารที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ เราสามารถไปขอคำปรึกษาได้ คุณหมอก็จะสั่งไปว่าโปรตีนสำหรับคนที่ไตเสื่อมระดับนี้ควรจะกินโปรตีนกี่กรัมของ โปรตีน/น้ำหนักตัว/วัน คุณหมอก็จะคำนวณให้เราว่าเมื้อหนึ่งควรจะทานเนื้อสัตว์ได้กี่ชิ้น ข้าวได้กี่ทับพี อย่าลืมว่าอาหารทุกชนิดนั้นมีโปรตีนเพียงแต่อาหารกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น พวกเนื้อสัตว์ทุกชนิด ที่จริงสามารถทานได้เพียงแต่ปริมาณจะต่างไป
  • โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงทำให้เกิดโรคไตได้ เบาหวานจะทำให้ระบบกรองเลือดเสียหาย ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปจะทำให้ไตต้องกรองเลือดมากเกินไป ซึ่งงานที่มากเกินไปเหล่านี้ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบกรอง เมื่อเป็นเช่นนี้หลายปีตัวกรองก็จะเริ่มรั่วและโปรตีนที่ดีทั้งหลายก็จะสูญเสียไปในปัสสาวะ การที่มีโปรตีนปริมาณเล็กน้อยในปัสสาวะนั้นเรียกว่า ภาวะไมโครอัลบูมินนูเรีย สามารถรักษาได้ แต่ถ้ามีโปรตีนปริมาณมากในปัสสาวะจะเรียกว่า ภาวะแมคโครอัลบูมินนูเรีย ก็มักจะตามมาด้วยภาวะไตวายระยะสุดท้าย
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ไตต้องทำงานหนัก และเป็นสาเหตุให้ไตทำงานไม่ปกติได้ หากได้รับการวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ ก็สามารถให้การรักษาเพื่อชะลออาการของโรคไตได้ แต่ถ้าได้รับการวินิจฉัยช้า ก็มักจะเกิดไตวาย หากเกิดภาวะไตวายก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อทดแทนการทำงานของไต เช่น การล้างไต หรือการปลูกถ่ายไตใหม่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไต

อาการของโรคไตและวิธีรักษา

ค่ารักษาโรคไต ค่าฟอกไต

ผิวขาวด้วยกลูตาไธโอนแบบใหนเห็นผลเร็ว?

ผิวขาวด้วยกลูตาไธโอนแบบใหนเห็นผลเร็ว?

ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอน เราต้องรู้ก่อนว่าแบบใหนใช้ได้ผล แบบใหนใช้แล้วไม่เกิดผล และกลูตาไธโอน คืออะไร? มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?

การฉีดกลูตาไธโอน

การฉีดกลูตาไธโอนเข้าเส้นเลือดดำ เป็นวิธีที่ทำให้ผิวขาวจริง และเห็นผลเร็วที่สุด แต่ขาวขึ้นชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการให้ผิวขาวคงอยู่ไปตลอด จำเป็นต้องฉีดบ่อยๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ถ้าหยุดฉีดเมื่อไหร่ ผิวเราจะกลับมาเป็นสีผิวปกติอย่างเดิม ที่สำคัญต้องฉีดด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น เพราะถ้าฉีดเร็วไปจะทำให้เกิดการช็อค ความดันต่ำเฉียบพลัน และอาจทำให้เสียชีวิตได้

ยาเม็ดกลูตาไธโอน

ยาเม็ดกลูตาไธโอนของแท้ที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป อย.ให้ขึ้นทะเบียนเป็นอาหารเสริม แต่ยาเม็ดนี้ไม่ใช่กลูตาไธโอน แต่เป็นสารตั้งต้นที่เรากินเข้าไปเพื่อให้ร่างกายสร้างกลูตาไธโอน มีโอกาสทำให้ผิวขาวได้จริง แต่ต้องกิน เช้า-เย็น กินเป็นระยะเวลานานถึงจะได้ผล แต่ผลเสียคือ ทำให้ตับและไตทำงานหนัก และอาจทำให้ไตวายฉับพลันได้

ผลิตภัณฑ์ผิวขาวจากกลูตาไธโอน

ไม่ว่าจะเป็นที่มาร์คหน้า ครีมทา หรือเครื่องดื่ม จะเป็นกลูตาไธโอน 100 เปอร์เซนต์หรือไม่ ก็ไม่สามารถทำให้ผิวขาวได้ เพราะกลูตาไธโอนที่รับประทานเข้าไปจะถูกย่อยโดยกระเพาะอาหาร และไม่สามารถดูดซึมผ่านผนังกระเพาะอาหารได้ เช่นเดียวกันกับครีมก็ไม่สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้เช่นกัน

สำหรับการมาร์คหน้าด้วยกลูตาไธโอน ที่เราเห็นผลทันทีว่าขาวขึ้นนั้น อาจเป็นเพราะตัวเครือบผิว เพราะในครีมบำรุงผิวบางตัวจะมีแป้งไทยทาเนียมไดออกไซด์เพื่อกันแดดเล็กน้อย เวลาเราทาเข้าไปทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นและดูขาวขึ้น แต่ไม่ใช่ผลจากกลูตาไธโอนอย่างแน่นอน

กลูตาไธโอนธรรมชาติ

ร่างกายสามารถสร้างสารกลูตาไธโอนได้เอง ทุกคนจะได้รับสารกลูตาไธโอนเข้าร่างกายทุกวันจากการรับประทานอาหาร พบมากใน ไข่ นม แตงโม สตอร์เบอรี่ องุ่น อโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว

กลูตาไธโอน คืออะไร?

กลูตาไธโอนคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

ในทางการแพทย์ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาวะเป็นหมันในเพศชาย ความจำเสื่อม ซึ่งผลข้างเคียงที่ตามมาคือทำให้สีผิวขาวขึ้นเนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีบางอย่าง

วิธีเพิ่มกลูตาไธโอน ผิวสดใส ไม่หมองคล้ำ

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด
  2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ
  3. ออกกำลังกายเพื่อให้เลือดหมุนเวียน
  4. ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่
  5. เน้นความสะอาดผิวหนัง ทาโลชั่นให้ผิวชุ่มชื้น
  6. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด

จงจำไว้เสมอว่าไม่มีผลิตภัณฑ์หรือยาไดๆ ที่จะทำให้เรามีผิวขาวได้อย่างถาวร ขอให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ การที่เรามีผิวเข้มก็สามารถบำรุงให้ผิวสวยสดใส และดูสวยงามได้เช่นกัน

น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวขาวเปล่งปลั่ง?

น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวขาวเปล่งปลั่ง?

มะพร้าวลูกเล็กๆ ราคาไม่แพง แต่มีประโยชน์มากมาย อุดมไปด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติที่จำเป็นต่อร่างกาย สามารถดูดซึมได้ภายใน 5 นาที ควรดื่มสดๆ จากลูก และดื่มให้หมดภายในครึ่งชั่วโมง เพราะหลังจากครึ่งชั่วโมงไปแล้ว วิตามินจะหายไปเกือบหมด

ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว

  1. ช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หรือฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ซึ่งจะช่วยชลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง
  2. ช่วยให้ผิวพรรณสดใส น้ำมะพร้าวทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และขาวนวลจากภายในสู่ภายนอกได้จริง เพราะในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมทั้งยังช่วยให้หน้าใสขึ้นได้อีกด้วย
  3. น้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย เนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่ในปริมาณสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียจากอาการท้องเสีย หรือท้องร่วงได้
  4. มีฤทธิ์เย็นช่วยดับร้อนภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี
  5. สำหรับผู้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน ให้ดื่มน้ำมะพร้าว จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้อย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายดีขึ้นในฉับพลัน

Tips

คนเป็นโรคเบาหวานไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าวมาก เพราะมีผลต่อโรค ทำให้โรคกำเริบได้ง่ายขึ้น

วิธีลดน่องใหญ่

วิธีลดน่องใหญ่

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าปัญหาน่องใหญ่ของเราเกิดจากกล้ามเนื้อ หรือ ไขมัน เลือกการออกำลังกายที่บริหารขาที่ช่วยให้น่องเรียวเล็กลง หรือวิธีลดน่องด้วยการฉีดโบท็อกซ์

วิธีลดน่องใหญ่จากไขมัน

  1. กระโดดเชือกติดต่อกันอย่างน้อย 15 นาที
  2. วิ่งด้วยปลายเท้า หรือเขย่งแล้ววิ่ง
  3. เขย่งปลายเท้า เดินขึ้น-ลงบันได ติดต่อกัน 50 ครั้ง
  4. ยกเท้าเตะไปที่ก้นทีละข้าง เหมือนการวิ่งเหยาะๆ ทำติดต่อกัน 50 ครั้ง

วิธีลดน่องใหญ่จากกล้ามเนื้อ

  1. พยายามเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้น่องโต เช่น วิ่งระยะไกล ยืนบนรองเท้าส้นสูงทั้งวัน
  2. บริหารน่องด้วยการยืดเส้น ด้วยการนั่งลงกับพื้นแล้วยืดขาให้ตึง พยายามเอื้อมมือไปแตะปลายเท้าให้ได้ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกวัน

ฉีดโบท็อกซ์ลดน่อง

การที่เราใช้งานขามากๆ ทำให้กล้ามเนื้อขาใหญ่ขึ้น การฉีดโบท็อกซ์ จะเป็นการฉีดเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อให้เล็กลงชั่วคราว สามารถลดน่องใหญ่จากกล้ามเนื้อได้ 6 เดือน แต่จะเห็นผลหลังฉีดโบท็อกซ์ไปแล้ว 1 เดือน และสามารถฉีดซ้ำได้ทุกๆ 6 เดือน

กรณีน่องใหญ่จากไขมัน จะไม่ใช้การฉีดโบท็อกซ์ แต่จะใช้การนวดหรือฉีดยาสลายไขมันแทน แต่ถ้าใหญ่มากอาจใช้การดูดใขมัน แต่ต้องทำกับแพทย์ผู้เชียวชาญเท่านั้น

ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีการรักษาให้เราเลือกมากมาย แต่การออกกำลังกายนั้นจำเป็นสำหรับรูปร่างและสุขภาพที่ดีของเรา แถมยังประหยัดเงินและไม่เจ็บตัวด้วย

Tips

สตรีตั้งครรภ์และสรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ควรเลี่ยงการทำโบท๊อกซ์

ดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอด

ดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอด

การดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอด เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันกับการดูแลผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ที่เพิ่งคลอด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  1.  การพักผ่อนและการทำงาน ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด คุณแม่ควรได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ อย่างน้อยต้องนอนให้ได้ 6-8 ชั้วโมงต่อวัน เรื่องการทำงานบ้าน คุณแม่สามารถทำงานเบาๆ ได้ หลังจาก 1-2 เดือน จึงทำงานตามปกติได้
  2. รักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง แต่ไม่ควรลงแช่ในอ่างอาบน้ำหรือในแม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่โพลงมดลูกได้
  3. การรับประทานอาหาร คุณแม่รับประทานอาหารได้ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ ปลา นม น้ำ และผักผลไม้ คุณแม่ต้องทานให้มากๆ เพื่อช่วยให้ขับถ่ายดี แต่ควรงดเว้นอาหารรสจัด ของหมักดองและแอลกอฮอล์ เพราะสามารถส่งผ่านไปถึงลูกทางน้ำนมได้
  4. การมีเพศสัมพันธ์ ควรงดเว้นการร่วมเพศ 6 สัปดาห์ภายหลังคลอด เพราะช่องคลอดยังไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม ยังมีแผลในโพรงมดลูก และปากมดลูกยังไม่ปิดสนิท การร่วมเพศจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  5. การคุมกำเนิด หลังจากคลอดแล้ว ถึงแม้ว่าคุณแม่จะยังไม่มีประจำเดือนอีก แต่ร่างกายก็ยังสามารถผลิตไข่ได้ ดังนั้นแปลว่าเมื่อเพศสัมพันธ์จึงทำให้กิดการตั้งครรภ์ได้ ถ้ายังไม่พร้อมจะมีลูกคนต่อไป คุณแม่ต้องวางแผนคุมกำเนิดไว้ก่อน
  6. การตรวจร่างกายหลังคลอด ภายหลังคลอด 6 สัปดาห์ คุณแม่ต้องไปพบคุณหมอเพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของร่างกาย และอวัยวะสืบพันธุ์ รวมทั้งตรวจหามะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านมด้วย
  7. คุณแม่ควรสังเกตุว่ามีสิ่งผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นหลังคลอดหรือไม่ เช่น มีไข้ ความผิดปกติของน้ำคาวปลา ภายหลังการคลอดน้ำคาวปลาควรมีสีแดงและจางลงเรื่อยๆ จนวันที่ 10 สีของน้ำคาวปลาควรเป็นสีน้ำตาลอ่อนและหมดไป หากพบว่าน้ำคาวปลามีสีแดงกลับขึ้นมาอีก หรือมีกลิ่นเหม็น ควรได้รับการตรวจว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่

ที่สำคัญภายหลังคลอด 2 สัปดาห์ คุณแม่ควรคลำบริเวณหน้าท้อง ถ้าคลำเจอก้อนทางหน้าท้อง แสดงว่ามดลูกเข้าอู่ช้า ควรไปพบแพทย์

แก้นอนกรน

นอนกรน

การนอนกรนเกิดจากทางเดินหายใจตีบแคบ ในขณะที่คนเรานอนหลับสนิท กล้ามเนื้อต่างๆ ในช่องปากจะหย่อนลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้ลมหายใจไม่สามารถใหลผ่านลงสู่หลอดลม และปอดได้ และเนื่องจากช่องลมถูกปิดกลั้นจนเล็กลง จึงทำให้เกิดเป็นเสียงกรนได้นั้นเอง

การนอนกรนมี 2 ประเภท

  1. การนอนกรนธรรมดา ไม่เป็นอันตราย แต่จะสร้างเสียงระบบกวนให้แก่ผู้ร่วมห้อง
  2. การนอนกรนชนิดอันตราย เป็นการนอนกรนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจแผ่วหรือหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง กรนๆ หยุดๆ หรือมีอาการสะดุ้ง

สาเหตุการนอนกรน

  1. ความอ้วน
  2. โรคภูมิแพ้ที่จมูก
  3. สันจมูกเบี้ยวหรือคด
  4. ต่อมทอนซิลโต ขวางทางเดินหายใจ
  5. รูปหน้าหรือคางผิดปกติ
  6. การดื่มเหล้า สูบบุหรี่
  7. การกินยาที่มีผลทำให้ง่วงนอน เช่น ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาพวกนี้ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนลง คนที่นอนกรนแล้วกินยานอนหลับ อาจหยุดหายใจไปเลยได้
  8. ไขมันสะสมบริเวณกล้ามเนื้อช่องคอ

รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองนอนกรนหรือไม่?

  1. ปวดปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  2. ปวดหัว มึนหัวในตอนเช้า
  3. ง่วงนอนตอนกลางวัน มีอาการเพลียทั้งที่นอนอย่างเพียงพอแล้ว

บรรเทาอาการนอนกรนด้วยตัวเอง

  1. นอนหลับบนฟูกที่แข็ง และหมอนรองศรีษะต่ำเพื่อให้ลำคอตรงและลดอาการอุดขวางทางเดินอากาศในช่องลม
  2. หากคุณนอนกรนเฉพาะตอนที่นอนหงายเท่านั้น ให้ลองนอนท่าอื่น การนอนตะแคงข้างแล้วใช้ผ้าห่มม้วนวางไว้ข้างตัวทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ้งตัวกลับไปนอนหงายได้อีก
  3. งดสูบบุหรี่ เพราะไปเพิ่มการผลิตเยื่อเมือกในจมูกและคอมากขึ้น
  4. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพราะเป็นตัวกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้การหลับลึกกว่าปกติ
  5. ลดน้ำหนักตัวลง เนื้อเยื่อที่เพิ่มขึ้นที่คอและหลอดคอในคนอ้วน พร้อมกับการที่มีกล้ามเนื้อที่ไม่ดีจะไปทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเล็กลง แคบลง และแรงกดที่กระทำต่อกระบังลมเมื่อนอนหงายยิ่งเพิ่มขึ้น

แต่ถ้ามีอาการกรนมากๆ จำเป็นนต้องไปพบแพทย์ เพราะการกรนอาจจะดูไม่รุ่นแรง ไม่อันตราย แต่ความจริงแล้วถ้ากรนมากๆ ก็สามารถที่จะทำให้หยุดหายใจและเสียชีวิตได้

การรักษาผู้ป่วยนอนกรนชนิดอันตราย

  1. ใช้เครื่องดันอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจโดยตรง หรือที่เรียกว่า CPAP
  2. เครื่องมือในช่องปาก คือ เครื่องมือที่สามารถเคลื่อนตำแหน่งขากรรไกรให้ออกมาทางดานหน้า หรือเครื่องมือที่สามารถพยุงลิ้นให้ทางเดินหายใจนั้นเปิดกว้างมากขึ้น จะช่วยลดการหยุดหายใจได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
  3. ใช้อุปกรณ์ดึงลิ้นขณะนอน ทำให้ช่องหายใจกว้างขึ้น
  4. จี้หรือตัดลิ้นไก่ออก ใช้รักษาเฉพาะอาการนอนกรม แต่ไม่รักษาอาการหยุดหายใจ
  5. การผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชียวชาญ เช่น ตัดเพดานในช่องปาก หรือตัดกล้ามเนื้อโคนลิ้น ผ่าตัดเลื่อนกราม เป็นต้น

การนอนกรนทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของสมองไม่เพียงพอ และก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมรรถภาพทางเพศลดลง