มะเร็งปากมดลูก เกิดจากอะไร?

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อไวรัส HPV ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ซึ่งปากมดลูกจะอยู่ลึกเข้าไปจากปากช่องคลอด แต่ยังไม่ถึงบริเวณมดลูก ซึ่งถ้าเกิดการติดเชื้อไวรัส HPV ขึ้นมาแล้วปล่อยทิ้งไว้ก็จะเกิดเป็นมะเร็งลุกลามบริเวณนี้ได้ จึงเรียกกันว่า มะเร็งปากมดลูก

เชื้อไวรัส HPV คืออะไร?

เชื้อไวรัส HPV เป็นไวรัสที่ชื่อว่า Human Papilloma Virus หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า หูดหงอนไก่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ไวรัส HPV จะใช้ระยะเวลาในการพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็งประมาณ 1-5 ปี นับจากวันที่ติดเชื้อ เพราะฉะนั้นทุกๆ ปี จึงควรไปตรวจมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก มีอาการอย่างไร?

ในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการไดๆ เลย แต่ในระยะที่เป็นหนักแล้วจะแสดงอาการดังนี้

  1. มีตกขาวปริมาณมาก
  2. เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เลือดออกกะปริบกะปรอย เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีตกขาวปนเลือด
  3. ถ้าอาการหนักมาก จะแสดงอาการปวดหลัง ขาบวม ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือด

มะเร็งปากมดลูกรักษาได้ใหม?

ในระยะเริ่มแรก หรือ ภาวะก่อนเป็นมะเร็ง สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายห่วงปาดส่วนที่เป็นมะเร็งทิ้งไปก็จะหายได้ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าเป็นระยะลุกลามเริ่มต้น ก็อาจจำเป็นต้องตัดมดลูกทิ้ง เพราะมะเร็งจะลามขึ้นไปตามท่อน้ำเหลือง ซึ่งหากปล่อยไว้ก็จะลามไปทั่วร่างกายได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  1. แนะนำให้ตรวจตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป หรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้ว
  2. อายุ 21-30 ปี แนะนำให้ตรวจเซลล์อย่างเดียว ปีละ 1 ครั้ง
  3. อายุ 30 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจทั้ง 2 วิธี โดยตรวจทั้งเซลล์ และเชื้อไวรัส ถ้าผลปกติแนะนำให้ตรวจทุกๆ 3 ปี หรืออาจตรวจเซลล์อย่างเดียว แต่ต้องตรวจทุกปีไปจนถึงอายุ 65 ปี หลังอายุ 65 ปี สามารถหยุดตรวจได้ในกรณีที่ผลตรวจก่อนหน้านั้นปกติ

ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

  1. มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะจะมีช่วงเวลาในการมีเพศสัมพันธุ์มากกว่าคนอื่น
  2. ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธุ์บ่อย จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้มาก
  3. ผู้หญิงที่เปลี่ยนสามีบ่อยๆ 4เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิซ หนองใน

วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV

การฉีดวัคซีนจะครอบคลุมสาเหตุการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ จะได้ผลดีที่สุดในคนที่อายุน้อย หรือคนที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ยังไม่เคยมีการติดเชื้อ แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในช่วงอายุ 9-15 ปี หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

สำหรับผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรืออายุมากแล้ว การฉีดวัคซีนก็ยังสามารถป้องกันได้อยู่ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงบ้าง แต่อย่างไรก็ดีกว่าไม่ได้ฉีดป้องกันเลย

ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกกี่ครั้ง?

ฉีดเข็มแรก นับไป 1-2 เดือน

ฉีดเข็มที่ 2 และนับไปอีก 6 เดือน

ฉีดเข็มที่ 3 ภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ได้นานเกือบ 5-6 ปี

ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ควรทำอย่างไร?

ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ควรทำอย่างไร?

อาหารไม่ย่อยทำให้เกิดอาการจุก เสียด แน่นท้อง หรือมีอาการพุงป่อง เกิดจากหลายสาเหตุ

สาเหตุของอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

  1. รีบกินอาหาร เคี้ยวไม่ละเอียด รีบกลืน หรือ กินอาหารมากเกินไป ทำให้การย่อยทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ เสียเวลาย่อยนาน
  2. ความไวต่ออาหารบางประเภท โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยมาก เพราะอาหารเหล่านี้เป็นตัวดูดซับน้ำ เมื่อพองตัวจะทำให้ท้องอืด เกิดอาการจุกแน่น
  3. ออกกำลังกายหลังกินอาหารทันที จะทำให้ท้องอืดแน่นอน เพราะเลือดที่ควรจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหาร จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแทน
  4. ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและอัดแก๊สบางชนิด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์
  5. กินผลไม้หลังกินอาหารที่มีไขมัน ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร
  6. ความเครียด มีผลทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารบีบรัดตัว

การรักษาด้วยสมุรไพร

  1. ดื่มน้ำขิงสด ใช้ขิงสด 30 กรัม ชงในน้ำเดือด ½ ลิตร แช่ไว้ 1 ชั่วโมง และกรองดื่มครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สามารถทำเก็บไว้ในตู้เย็นได้ สำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืดบ่อยๆ
  2. ตะไคร้ นำตะใคร้ 1 กำมือ ทุบแล้วเอาไปต้มกับน้ำ 1 ลิตร ใช้จิบไปเรื่อยๆ
  3. กระเพรา โดยต้มใบกระเพราสด 1 กำมือ ในน้ำเปล่า 1 ลิตร ใช้ดื่มแทนน้ำ จิบไปเรื่อยๆ จะช่วยบำรุงธาตุ ขับลม ลดอาการจุกเสียดได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มน้ำขิงและน้ำตะไคร้ ดื่มง่ายเหมือนน้ำชา
  4. ผลไม้บางชนิดก็ช่วยรักษาอาการท้องอืดได้ เช่น มะละกอ แอปเปิ้ล ผักชีลาว มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร ส่วนกะหล่ำปลี แครอท มีสรรพคุณ ช่วยเป็นยาลดกรด ลดความระคายเคือง ควรกินผักผลไม้เหล่านี้พร้อมอาหารเพื่อช่วยระบบย่อยในแต่ละมื้อให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

แต่ถ้ามีอาการท้องอืดเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพราะอาจเกิดจากโรคอื่น เพื่อนการรักษาได้ทันท่วงที

การป้องกันอาการท้องอืด

  1. ไม่ควรกินอาหารมากเกินไป และควรเว้นระยะห่างระหว่างมื้ออย่างน้อย 4 ชั่วโมง ควรกินมื้อสุดท้ายก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  2. ในแต่ละมื้อที่กินอาหาร ไม่ควรดื่มน้ำเกิน 1 แก้ว
  3. ถ้ามีแก๊สในท้อง แสดงว่ากลืนอากาศมากไป ควรงดเคี้ยวหมากฝรั่ง และหยุดดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ หรือแก้ไขด้วยการทานโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรีย เพื่อช่วยปรับสมดุลของลำไส้
  4. ถ้ามีอาการบวมน้ำ ให้กินอาหารที่มีโพแทสเซียมเยอะๆ เช่น กล้วย แครตาลูป มะเขีอเทศ เพราะจะมีฤทธิ์ในการสร้างสมดุลของน้ำในร่างกาย ลดอาการบวมน้ำ และควรลดอาหารประเภทแป้ง โดยเฉพาะก่อนนอน เพราะแป้งจะทำให้บวมน้ำ ตื่นขึ้นมาก็จะทำให้ตัวบวมได้
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ห้ามออกกำลังกายทันทีหลังรับประทานอาหาร ต้องหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
  6. ลดความเครียด