โรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoid)

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่คนเป็นเยอะมาก มีลักษณะเป็นติ่งเนื้อยื่นออกมาจากรูทวารหนัก อุจจาระเป็นเลือด แต่ไม่มีมูกเลือดปน เวลาอุจจาระออกมาจะมีก้อนแข็งๆ อยู่ที่บริเวณทวารหนัก พอจับจะรู้สึกเจ็บและคัน แต่ส่วนมากจะเริ่มจากคันก่อน บางคนคิดว่าตัวเองเป็นพยาธิแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

ริดสีดวงทวารมี 2 ชนิด คือ

  1. ชนิดที่อยู่ข้างใน เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในส่วนลึกเข้าไป ซึ่งบริเวณนี้จะไม่มีเส้นประสาททำให้ไม่รู้สึกเจ็บ บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นริดสีดวงทวาร กว่าจะรู้ก็มีเลือดออกมากับอุจจาระแล้ว
  2. ชนิดที่อยู่ข้างนอก ที่เราเห็นเป็นติ่งเนื้อยื่นออกมา บางคนจะมีอาการเจ็บๆ คันๆ หรือบางครั้งปวดทรมารมาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร

  1. ท้องผูกเป็นประจำ การที่เราเบ่งอุจจาระบ่อยๆ เป็นการเพิ่มแรงดันในช่วงท้อง ทำให้เส้นเลือดบริเวณนี้ขยายตัว โป่งพองและบวมขึ้น สะสมไปเรื่อยๆ ทีละนิด สุดท้ายก็เป็นก้อนเนื้อยื่นออกมา
  2. ท้องเสียเรื้อรัง เกิดการระคายเคืองทำให้เส้นเลือดบวมปูด และเป็นก้อนเนื้อยื่นออกมาได้
  3. เกิดจากาการเป็นโรคอื่น เช่น โรคเกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิต หรือโรคเกี่ยวกับตับ ทำให้ความดันของหลอดเลือดในช่องท้องและทวารเปลี่ยนไป
  4. เกิดจากพฤติกรรมการขับถ่ายที่ผิด เช่น เบ่งมากๆ นั่งนานๆ ซึ่งมีโอกาสทำให้เนื้อเยื่อในทวารไหลออกมาได้ง่าย
  5. อั้นอุจจาระ ทำให้ลำไส้ใหญ่ดูดเอาน้ำกลับ เป็นสาเหตุให้อุจจาระแข็ง ถ่ายยาก ต้องเพิ่มแรงเบ่งขึ้น ทำให้มีโอกาสถ่ายเป็นเลือดได้

อาการริดสีดวงทวาร แบ่งเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 แผลจะยังอยู่ในทวารหนัก มักจะมีเลือดออกหลังถ่ายเสร็จ ซึ่งลักษณะของเลือดที่ออกจากริดสีดวงทวารหนัก จะเป็นเลือดสดแดงเหมือนกับเราโดนมีดบาด แต่ถ้าเป็นเลือดออกจากภายในจะเป็นเลือดที่ป่นมากับอุจจาระจะไม่ออกมาเป็นเลือดสดๆ อาจเกิดจากสาเหตุของโรคอื่น ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เมื่อมีเลือดออกมากับอุจจาระ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ระยะที่ 2 จะมีก้อนเนื้อยื่นออกมาทางทวารหนักหลังจากถ่าย และจะผลุบกลับเข้าไปได้เอง เพราะก้อนยังเล็กอยู่ เข้าๆออกๆ อาจยังมีเลือดออกร่วมด้วยและมีอาการเจ็บได้

ระยะที่ 3 มีก้อนเนื้อยื่นออกมาทางทวารหนัก ต้องใช้นิ้วดันถึงจะกลับเข้าได้ อาจมีลิมเลือด และมีอาการเจ็บปวด

ระยะที่ 4 ระยะสุดท้าย ไม่สามารถดันก้อนเนื้อที่ยื่นออกมากลับเข้าไปได้ ซึ่งระยะนี้เริ่มอันตรายแล้ว เพราะบางครั้งอาจมีการกดรัดหรือลิ่มเลือดเข้าไป ทำให้เกิดการเน่าและอักเสบได้

การดูแลตนเองเบื้องต้น

  1. ถ้าเนื้อเยื่อที่ยื่นออกมาบวมมากดันกลับเข้าไม่ได้ ให้ใช้น้ำตาลทรายโรยตรงก้อนเนื้อ น้ำตาลทรายจะไปดูซับน้ำทำให้ยุบบวมลง ทำให้สามารถดันกลับเข้าไปได้
  2. นั่งแช่น้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 3 ครั้ง ช่วยลดอาการปวด และทำความสะอาด

การรักษาโรคริดสีดวงทวาร

ระยะที่ 1-2 รักษาโดยการให้ยาเหน็บที่ทวารหนัก เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและสร้างความแข็งแรงของหลอดผนังเลือด อาจใช้ร่วมกับยาระบายได้เมื่อมีอาการท้องผูก

ระยะที่ 2-3 ฉีดยาที่หัวริดสีดวงทวาร เพื่อให้เกิดพังผืดรัดหัวริดสีดวงและฝ่อได้เอง หรือยิงยางรัดหัวริดสีดวง ห่วงจะทำให้ริดสีดวงนั้นฝ่อและหลุดออกไปเองประมาณ 3-7 วัน แต่ต้องใช้ยาชา จะรู้สึกเจ็บธรรมดาเหมือปวดถ่าย ไม่เจ็บมาก

ระยะที่3-4 ริดสีดวงที่มีการอักเสบ ต้องรักษาโดยการผ่าตัด ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังผ่าตัดอาจต้องนอนโรงพยาล 1 คืน

โรคริดสีดวงรักษาให้หายขาดได้ใหม?

โรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการถ่ายอุจจาระ เพราะการปล่อยให้ท้องผูก อุจจาระไม่เป็นเวลา ชอบนั่งส้วมเป็นเวลานานๆ เช่น เอาหนังสือเข้าไปอ่าน หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่ทานผักผลไม้ อันนี้ก็จะทำให้โรคริดสีดวงกลับมาเป็นใหม่ได้

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารหนัก

  1. กินอาหารมีกากใยสูง
  2. ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาแฟอีน เช่น ชา กาแฟ และน้ำอัดลม เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายลำลาก
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  5. ขับถ่ายอุจจาระเป็นเวลาและสม่ำเสมอ

คนที่เสี่ยงเป็นโรคริดสีดวง

  1. หญิงตั้งครรภ์ เพราะเด็กที่อยู่ในท้องไปบีดเส้นเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี และมักมีอาการท้องผูก
  2. อายุมากขึ้น เซลล์เริ่มเสื่อมก็อาจทำให้เกิดปัญหาริดสีดวงขึ้นได้
  3. กรรมพันธุ์

สำหรับผู้ที่อายุมากหรือมีประวัติเป็นมะเร็งในครอบครัว แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นริดสีดวงทวารหรือมะเร็ง

โรคเอดส์รักษาได้

โรคเอดส์รักษาได้

โรคเอดส์ คือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่รักษาได้ ยิ่งรู้เร็วยิ่งดีต่อการรักษา เพราะฉะนั้นอย่ากลัวการตรวจเลือดเพราะมันไม่มีประโยชน์ มายอมรับมันให้ได้และรีบรักษา แค่นี้คุณก็จะได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป

โรคเอดส์มีอาการอย่างไรบ้าง?

เมื่อร่างกายเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไป เราจะมีสุขภาพไม่ต่างไปจากเดิม เพราะเชื้อเอชไอวีจะค่อยๆ ทำลายภูมิคุ้มกันไปเรื่อยๆ จะไม่ทำให้ป่วยในทันที เพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายได้ ช่วงนี้เรียกว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคต่างๆ ได้ ก็จะทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ ช่วงนี้เรียกว่า ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์ ส่วนใหญ่จะพบอาการหลังติดเชื้อผ่านไปแล้ว 4-6 ปี หรือบางรายนานถึง 10 ปี เร็วสุด 6 เดือน แต่ไม่ค่อยพบ

โรคที่ป่วยหรือกำเริบขึ้นในช่วงที่เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส เช่น เชื้อราในปาก เชื้อราในหลอดอาหาร วัณโรค เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ปวดอักเสบพีซีพี เป็นต้น ซึ่งโรคฉวยโอกาสหลายโรคป้องกันและรักษาได้ ขณะเดียวกันภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็สามารถรักษาได้ โดยการใช้ยาต้านไวรัส เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเอชไอวี ทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นจนกลับสู่ระดับปกติ

การตรวจเลือด

  1. การตรวจแบบรู้ผลเลย สำหรับผู้มีความเสี่ยง 2 สัปดาห์ขึ้นไป
  2. การตรวจแบบแนท สำหรับผู้มีความเสี่ยง 1-2 สัปดาห์ คือการตรวจหาเชื้อ HIV ชนิดเฉียบพลัน (ในปัจจุบันสามารตรวจแบบแนทได้ที่คลีนิคนิรนาม)

ขั้นตอนการขอตรวจเลือด

  1. ลงทะเบียน ไม่ต้องยื่นเอกสาร ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อจริง สามารถใช้เป็นชื่อย่อได้ในการลงทะเบียน แต่ถ้าแสดงบัตรประชาชนจะได้รับการตรวจฟรี
  2. รับคำปรึกษาก่อนการตรวจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและสภาพจิตใจ
  3. เจาะเลือด และรอฟังผล 1 ชั่งโมง และรับคำปรึกษาหลังการตรวจเลือด ถ้าผลเป็นบวกจะดำเนินการตรวจขั้นต่อไปเพื่อรักษา

การรักษาโรคเอดส์

โรคเอดส์สามารถรักษาได้ โดยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเอชไอวี ทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นจนกลับสู่ระดับปกติ ถ้าได้รับการรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผู้มีเชื้อและผู้ป่วยโรคเอสด์ก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ยาวนานขึ้น และไม่ป่วยเป็นโรคฉวยโอกาส

การเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วย ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ติดเชื้อเอง การรักษาก็จะไม่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นถ้าคุณมีภาวะเสี่ยงภายใน 7 วัน คุณสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีได้แล้ว เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายแล้วก็ยังรักษาได้ แต่อาจต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยหรืออาการข้างเคียงของยาที่มากขึ้น

การดูแลตนเอง

  1. มีวินัยที่ดีในการกินยาต้านไวรัสอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตรงเวลา สม่ำเสมอ ตลอดไป และต้องไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  2. ลดความวิตกกังวล จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงสุรา และยาเสพติด
  4. พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ลืมกินยาต้านไวรัสหรือกินยาไม่ตรงเวลา ส่งผลอย่างไร?

การลืมกินยาหรือการกินยาต้านไวรัสที่ไม่ตรงเวลา จะส่งผลทำให้ยาไม่สามารถไปกดจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายได้ ทำให้เชื้อดื้อยา ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการล้มเหลวในการรักษา ซึ่งแพทย์จำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนยา เป็นสูตรดื้อยา ซึ่งสูตรดื้อยานี้จะมีข้อเสียคือ จำนวนยาที่ต้องกินมากขึ้น ผลข้างเคียงก็จะมากขึ้นตามจำนวนยาที่เพิ่มขึ้นด้วย ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนเวลาในการกินยาให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ไม่ควรใช้ยาสมุรไพร ร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวี

จากการวิจัยพบว่า สมุรไพรหลายชนิดจะไปลดประสิทธิภาพยาต้านไวรัสเอชไอวีหากมีการใช้ร่วมกัน และยังมีความเป็นพิษต่อตับและไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายได้ หากต้องการใช้ยาสมุรไพรร่วมด้วย ให้นำสมุนไพรนั้นมาปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ยารักษาไมเกรนมีผลต่อยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือไม่?

ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนและต้องกินยาร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวี จะทำให้ยาตีกันกับยาต้านไวรัสและส่งผลให้ยารักษาไมเกรนมีผลเป็นพิษต่อร่างกาย สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่กินยาเพื่อรักษาไมเกรน หรือโรคประจำตัวอื่นๆ หรือยาสมุนไพร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักาษาได้อย่างถูกต้อง ห้ามผู้ป่วยกินยาอื่นๆ ก่อนปรึกษาแพทย์โดยเด็ดขาด

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเอดส์

  • ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่ปรากฏอาการถึง 1,200,000 คน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเชื้อในตัว ดังนั้งการมีเพสสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันทุกครั้งคือการเสี่ยงติดโรคเอดส์
  • วัยรุ่นกลายเป็นกลุ่มหลักของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ ที่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8,000 ราย โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย
  • กลุ่มผู้หญิงที่ติดเชื้อแล้วตั้งครรภ์ สามารถป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่ไปสู่ลูกได้ ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าร้อยละ 2 เนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัส การผ่าคลอด และการงดให้นมแม่
  • เอดส์เป็นโรคเรื้อรังเช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง สามารถรักษาได้ถึงแม้จะไม่หายขาด

อีโบลา

อีโบลา คืออะไร?

โรคไวรัสอีโบลา (Ebola virus) หรือโรคไข้เลือดออกอีโบลา เป็นอีกหนึ่งเชื้อไวรัสที่อันตรายที่สุดในโลก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลันรุนแรง จากสถิติผู้ป่วยอีโบลาร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ จะเสียชีวิตภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

มีการระบาดขึ้นครั้งแรกในฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา เริ่มที่ประเทศซาอีร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 แต่ปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไปสู่ระดับประเทศและระดับภูมิภาค ซึ่งกรมอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคอีโบลาเป็นภาวะฉุกเฉินของโลกแล้ว

การแพร่เชื้อโรคอีโบลา

เชื้อไวรัสอีโบลาจะติดต่อกันภายในสัตว์ด้วยกันเองและเริ่มพัฒนาสายพันธุ์ จากสัตว์มาสู่คน โดยมีค้างคาวกินผลไม้เป็นพาหะนำโรค ซึ่งค้างคาวจะเก็บไวรัสไว้ในตัว โดยที่ตัวค้างคาวเองไม่เป็นโรค และแพร่เชื้อไปยังสัตว์อื่น และจากสัตว์อื่นมาสู่คน ในปัจจุบันตรวจพบเชื้ออีโบลาใน ลิงกอริลลา ลิงชิมแปนซี และสัตว์จำพวกกวางที่มีเขาเป็นเกลียว

ติดเชื้ออีโบลาได้อย่างไร?

โรคไวรัสอีโบลาติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือน้ำอสุจิ เลือด น้ำเหลือง น้ำลาย แผล และของเหลวในร่างร่างกายของผู้ติดเชื้อ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การถูกของมีคมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ

อาการของผู้ติดเชื้ออีโบลา

เชื้อไวรัสอีโบลาจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-21 วัน จากนั้นเชื้อไวรัสที่เข้าไปร่างกายจะกระจายตัวไปเกาะตามเซลล์ต่างๆ จนทำให้เซลล์นั้นๆ ถูกทำลาย และแสดงออกตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายภายนอก โดยผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการไข้สูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ไอ ปวดศรีษะ คลื่นไส้ มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือโรคมาลาเรีย

เมื่อเชื้อโรคแพร่กระจายไปตามร่างกายมากยิ่งขึ้นผู้ป่วยก็จะเริ่มมีอาการ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นขึ้นตามลำตัว ระบบการทำงานของไตและตับบกพร่อง นำไปสู่ภาวะเลือดใหลไม่หยุด ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย เช่น เลือดออกใต้ผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด รวมทั้งไอ และอุจจาระเป็นเลือดได้ จนเสียชีวิตในที่สุด

วิธีรักษาโรคอีโบลา

โรคไวรัสอีโบลายังไม่มียารักษา หรือวัคซีนป้องกัน จะรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งการรักษาต้องรักษาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อาการยังแสดงออกไม่มาก ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสรอดมากกว่าการรักษาเมื่อมีอาการหนักแล้ว

วิธีป้องกัน

  1. รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุ่งสุก และควรใส่ถุงมือขณะหั่นเนื้อสัตว์
  2. สวมเสื้อผ้าป้องกันและล้างมือให้สะอาดเมื่ออยู่ใกล้ผู้ป่วย
  3. ไม่ควรสัมผัสกับสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ลิง ค้างคาวกินผลไม้

ประเทศที่มีการระบาด

ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ประกาศให้ ประเทศกินี ประเทศเซียร์ราลีโอน ประเทศไซบีเรีย และเมืองลากอสของประเทศจีเรีย เป็นประเทศหรือเมืองที่เป็นเขตติดโรคเชื้อไวรัสอีโบลา

ศิริราชผลิตแอนติบอดี้รักษาโรคไวรัสอีโบลาสำเร็จ

ศิริราชผลิตแอนติบอดีรักษาอีโบลาสำเร็จ

ศิริราชแถลงผลิตแอนติบอดีรักษาอีโบลาสำเร็จ

คณะแพทย์ศิริราชและทีมวิจัย ได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 สามารถผลิตแอนติบอดีรักษาโรคไข้เลือดออกอีโบลาได้สำเร็จในระดับห้องทดลอง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการทดลองในสัตว์ทดลองและคน แต่ศิริราชมีความมั่นใจเพราะได้มีกระบวนการทดลองทางทฤษฎีหลายครั้งและได้ผลดี

เป็นการวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีใหม่แบบครบวงจร ทำให้เกิดความรู้ใหม่ สามารถนำไปประยุคต์ใช้ในการรักษา แม้วันนี้จะเป็นเพียงต้นแบบที่ยั้งต้องเอาไปทดลองในสัตว์และคนก่อน ซึ่งจะทดลองในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีห้องทดลองชีวินิรภัยระดับ 4 แต่ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น ก็สามารถนำมารักษาได้ก่อนทันทีโดยไม่ต้องมีการทดลอง ซึ่งการใช้แอนติบอดีนี้รักษา จะต้องใช้ในช่วงระยะเวลาที่เพิ่งเริ่มมีไข้เท่านั้น หากอยู่ในช่วงของไข้เลือดออก ซึ่งอาการหนักแล้ว ไม่สามารถรักษาได้

ทีมหัวหน้าวิจัยบอก แอนติบอดีที่ศิริราชผลิตขึ้นนั้น เป็นยาชีววัตถุ ใช้หลักการเดียวกันกับเซรุ่มแก้พิษงู แอนติบอดีผลิตจากเม็ดเลือดขาว ซึ่งคนไทยมาบริจาคกับสภากาชาดไทย มีกลไกสามารถทะลุเข้าไปในเซลล์ที่ติดเชื้อได้และไปยับยังการสร้างโปรตีนสำคัญของไวรัส ทำให้ไวรัสเจริญเติบโตไม่ได้ และมีความปลอดภัยสูงมากเพราะสร้างจากยีนของมนุษย์ ไม่เหมือนเมืองนอกใช้ที่ปลิง หรือ ม้า ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้หรือมีผลข้างเคียงได้ สิ่งสำคัญคือแอนติบอดีที่ใช้จำเพาะกับเชื้ออีโบลาอย่างเดียว ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงมากในการฆ่าเชื้อไวรัส

แอนติบอดี คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะสร้างขึ้นมาเป็นระบบภูมิคุ้มกันโรคเมื่อร่างกายได้รับเชื้อหรือสิ่งแปลกแปลอมเข้ามาในร่างกาย โดยแอนติบอดีต้านทานโรคจะสร้างขึ้นหลังจากติดเชื้อมาแล้ว 7-10 วัน ซึ่งถือว่าล่าช้าสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคอีโบล่า ผู้ป่วยจึงมักจะเสียชีวิตก่อน แต่ทางโรงพยาบาลสามารถสร้างแอนติบอดีจำเพาะขึ้นมาเพื่อรักษาการติดเชื้อไวรัสอีโบลา พร้อมกับเตรียมไว้ใช้แก่ผู้ป่วยได้ทันที เรียกว่า ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้ หรือ แอนติบอดีรักษา

สำหรับต้นแบบแอนติบอดีที่คณะแพทย์ได้วิจัยศึกษาคิดค้นขึ้นนี้ ได้ยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งสิทธิทั้งหมดเป็นของคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนี้ คณะแพทย์ได้ร่วมกับบริษัท สยามไบโอไซเอ็นซ์ ในการร่วมมือผลิตแอนติบอดีในการรักษา และผลิตในปริมาณมากขึ้นเป็นไปตามมาตรฐาน GMP พร้อมขอจดทะเบียนยาใหม่ต่อไป

อีโบลา คืออะไร

ผลไม้ลดน้ำหนัก

ผลไม้ ทางลือกที่ดีของการลดน้ำหนัก

การรับประทานผลไม้เพื่อรักษาหุ่น นับเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอดอาหารหรือกินยาลดน้ำหนัก เพราะการทานผลไม้จะทำให้เราได้รับไฟเบอร์และวิตามินซีในปริมาณพอเหมาะกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ

ผลไม้ลดความอ้วน

แอปเปิ้ล

ราชาผลไม้ลดความอ้วน ในแอปเปิ้ลมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวง่ายต่อการดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายในไม่ถึง 10 นาที จึงช่วยลดความอยากอาหารและควบคุมน้ำหนักได้ดี อีกทั้งกากใยจากเปลือกแอปเปิ้ลยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แอปเปิ้ล 1 ลูก มีแคลอรีเพียง 59 แคลอรี แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะ เพกติน มีคุณสมบัติพองตัว มันจึงเพิ่มกากใยอาหาร ดี ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยดักจับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมยังช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย การรับประทานแอปเปิ้ลเพื่อลดน้ำหนักนิยมรับประทานแทนอาหารมื้อเย็น แต่ทั้งนี้ต้องรับประทานทั้งเปลือกเพราะถ้าปลอกเปลือกออกสารอาหารสำคัญต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

สตรอเบอร์รี่

การกินผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันสามารถควบคุมปริมาณแคลอรีแถมยังให้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย สตรอเบอร์รี่มีแคลอรีเพียง 50 แคลอรี และ มีน้ำตาล 7 กรัม แต่มีเส้นใยอาหารถึง 3 กรัม แต่สิ่งที่สุดยอดเกี่ยวกับสตรอเบอร์รี่ (และผลเบอร์รี่ทั้งหมด) คือ มันตอบสนองความต้องการของหวานและน้ำตาลของคุณได้เป็นอย่างดี แถมยังมีสารอาหารที่น่าประทับใจอื่นๆ อีกมากมาย

มะละกอ

ในมะละกอสุกนั้นจะมีไขมันน้อยมากจนเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้และยังให้พลังงานไม่ถึง 50 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม ดังนั้นมะละกอจึงเป็นผลไม้ลดน้ำหนักอีกชนิดหนึ่งที่ผู้คนนิยมรับประทาน

เบอร์รี่

ผลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่, แบล็กเบอร์รี่และราสเบอร์รี่ เต็มไปด้วนสารอาหารและมีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่นมะม่วงหรือกล้วย นั่นคือเหตุผลที่ผลเบอร์รี่มักถูกยกย่องให้เป็นผลไม้เผาผลาญไขมันที่ดี ผลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีแคลอรีต่ำแถมยังหวานแบบมีประโยชน์ เส้นใยในผลเบอร์รี่ช่วยให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน และยังมีวิตามินแร่ธาตุ สารต่อต้านอนุมูลอิสระ

แก้วมังกร

เป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงและแคลอรีต่ำ แถมยังมีรสหวานอร่อย หลาย ๆ คน จึงเลือกรับประทานแก้วมังกรเป็นอาหารเย็น หรือทานรวมกับผักสลัดอื่น ๆ เพื่อช่วยลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องห่วงว่าจะความหวานจะไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง และนอกจากลดน้ำหนักแล้ว ผลพลอยได้จากแก้วมังกรที่คุณสาว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกันก็คือ แก้วมังกรเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้น จึงช่วยบำรุงผิวพรรณไปในตัว แถมยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมดีต่อคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรด้วย

ฝรั่ง

สุดยอดผลไม้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีชนิดนี้ ช่วยให้คุณลดความอ้วนได้ไม่ยาก เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แถมยังเคี้ยวเพลินอีกต่างหาก จึงเหมาะกับสาว ๆ ที่อยากกินจุบกินจิบเรื่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้ว วิตามินซีในฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ไร้ริ้วรอยอีกด้วย เพราะฉะนั้น หิวครั้งหน้า ก็อย่าลืมคว้าฝรั่งมาทานแทนขนมกรุบกรอบนะคะ คำเตือนก็คือ ทานแต่ฝรั่งเปล่า ๆ เท่านั้นนะ อย่าเผลอจิ้มพริกเกลือ พริกน้ำตาล เด็ดขาด เพราะจะทำให้อ้วนได้

เกรปฟรุต

ผลไม้ที่ดีที่สุดในการลดไขมัน ช่วยให้คุณกินแคลอรีน้อยกว่าที่คุณเผาออกไป ตัวอย่างเช่น คุณกินเกรปฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหาร จะช่วยให้น้ำหนักคุณลดลงอย่างเหลือเชื่อ นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินเกรปฟุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารนั้น จะช่วยให้คุณลดแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีต่อวัน แถมเกรปฟรุตครึ่งลูกมีแคลอรีอยู่เพียง 39 แคลอรีเอง ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่กำลังลดความอ้วน

อะโวคาโด 

เป็นที่นิยมในแถบทวีปอเมริกาและยุโรป กรดไขมันในอะโวคาโดเป็ดกรดไขมันที่ดี ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอะโวคาโด้ จะช่วยเพื่อเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกาย มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันร้ายในหลอดเลือด ทำให้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวาย ลดลง มีสารอาหารสูงและหลากหลาย มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก

ผลไม้เพิ่มน้ำหนัก!!

การอดอาหารแล้วหันมาบริโภคแต่ผลไม้นับเป็นทางเลือกที่ดี แต่ใครจะรู้ล่ะว่า “ผลไม้” ที่ทั้งอร่อยและได้ประโยชน์ก็สามารถสร้างความปวดใจให้กับน้ำหนักตัวของเราได้ และใช่ว่าจะได้ผล 100% เพราะผลไม้บางชนิดนอกจากจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องแล้วยังสามารถทำให้น้ำหนักตัวของเรามากขึ้น เนื่องจากน้ำตาลในผลไม้นั้นค่อนข้างมาก โดยความหวานที่ว่านี้จะให้พลังงานแก่ร่างกาย ยิ่งไม่รับประทานข้าวซึ่งเป็นโปรตีนและผักที่เป็นไฟเบอร์เลย ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลในผลไม้เหล่านี้ให้เป็นไขมันสะสม และนั่นจะก่อให้เกิดโรคอ้วนลงพุง ดังนั้น ก่อนจะลดน้ำหนักด้วยผลไม้จึงควรศึกษาให้ละเอียด

9 ผลไม้ที่ทำให้อ้วน!!

สำหรับผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลมากก็สังเกตได้ไม่ยาก พวกสีเหลือง ๆ รสหวานจัด ๆ

  1. ทุเรียน
  2. กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม
  3. ขนุน
  4. มะม่วงสุก
  5. เงาะ
  6. ลำไย
  7. ลองกอง
  8. ลางสาด
  9. ละมุด

เกร็ดความรู้

  • น้ำผลไม้คั้น แม้จะไม่ใส่น้ำตาล แต่แท้จริงแล้วก็มีน้ำตาลธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งถ้าดื่มแล้วไม่ออกกำลังเผาผลาญทิ้งไป ก็อาจทำให้อ้วนมากกว่าการดื่มนมจืดขาดมันเนยเสียอีก
  • การที่เราเลือกรับประทานผลไม้จืดหรือเปรี้ยวแทนอาหาร 1 มื้อ เช่น กล้วย ฝรั่ง แอปเปิ้ล แก้วมังกร หรือสับปะรด นับเป็นวิธีการที่ผิดอย่างร้ายแรง
  • การรับประทานมะม่วงสุก 3 ลูก จะเทียบเท่ากับการให้พลังงานประมาณข้าวขาหมู 1 จาน หรือถ้าเปลี่ยนจากข้าวมาเป็นผลไม้อย่าง ฝรั่ง หรือมะม่วง ก็เท่ากับรับประทานแป้งเหมือนเดิม แต่มีน้ำตาลมากกว่า
  • ปริมาณน้ำตาลที่นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานต่อวันคือ ไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาสำหรับเด็ก และ 6 ช้อนชาสำหรับผู้ใหญ่
  • หากเราดื่มน้ำผัก-ผลไม้รวมพร้อมดื่ม 1 แก้ว หรือประมาณ 200 มิลลิลิตร เราจะได้น้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อรวมกับอาหารทั้งวันที่รับประทาน 

วิธีลดน้ำหนักใน 1 วัน

วิธีลดแคลอรี่ในอาหาร

อาหารที่กินแล้วไม่อ้วน

หลากหลายวิธีช่วยควบคุมน้ำหนัก