อันตรายที่แฝงมากับกล่องโฟมและถุงพลาสติก

อันตรายที่แฝงมากับกล่องโฟมและถุงพลาสติก

กล่องโฟมและถุงพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร ที่เรารับประทานกันเป็นประจำนั้น มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ถ้าเราสังเกตุให้ดี กล่องโฟมบางประเภทจะมีคำเตือนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่ควรนำมาใส่อาหารหรือไม่ควรนำมาใส่ของร้อน”

ส่วนถุงพลาสติกที่ใช้ตามท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายประเภท แต่ละประเภทจะมีคุณลักษณะการใช้ที่แตกต่างกัน แต่หากนำถุงพลาสติกมาใช้ผิดประเภทอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

การใช้กล่องโฟมและถุงพลาสติกอย่างผิดประเภท เป็นสาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผู้ชายที่รับประทานเข้าไปมากๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงที่จะเป็น มะเร็งตับ และยังทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย หยุดหงิดง่าย ประจำเดือนมาไม่ปกติ โดยเฉพาะบางร้านที่ใช้ถุงพลาสติกรองกล่องโฟมด้วย จะทำไห้ได้รับสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้น 2 เท่า ถ้าถุงที่ใช้นั้นผิดประเภท

หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารบรรจุกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

ถุงพลาสติกที่นิยมใช้ในท้องตลาด

  1. ถุงเย็น มีลักษณะค่อนข้างใส นิ่ม ยืดหยุ่นพอสมคร นิยมใช้บรรจุอาหารแช่แข็ง
  2. ถุงร้อน มีลักษณะใสมาก และมีความกระด้างมากกว่าถุงเย็น ไม่ยืดหยุ่น สามารถบรรจุอาหารที่มีไขมันและความร้อนได้ เพราะสามารถทนความร้อนได้ถึงจุดเดือด 100-120 องศาเซลเซียส แต่สำหรับอาหารทอดเสร็จใหม่ ๆ อาจมีอุณหภูมิสูงกว่า ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรพักอาหารทอดให้คลายความร้อน ก่อนบรรจุใส่ถุง
  3. ถุงหูหิ้ว หรือถุงก๊อปแก๊ป ส่วนใหญ่เป็นถุงที่ถูกใช้แล้วและนำกลับมารีไซเคิลใหม่ จึงไม่ควรนำไปบรรจุอาหาร โดยเฉพาะอาหารร้อน หรืออาหารที่มีไขมัน เช่น กล้วยทอด ของทอด เพราะจะทำให้สารเคมีในถุงพลาสติกออกมาปนเปื้อนกับอาหาร และเข้าสู่ร่างกาย
  4. ฟิล์มหรือถุงพลาสติกห่อหุ้มอาหาร การใช้ฟิล์มยืดปิดภาชนะระหว่างการอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ สามารถเก็บความชื้น ช่วยให้อาหารร้อนเร็วขึ้นได้ แต่ไม่ควรใช้เพื่อทําให้อาหารสุกและควรระมัดระวังการใช้ฟิล์มยืด อย่าให้สัมผัสกับอาหารโดยตรง ควรห่างกันอย่างน้อยประมาณ 1 นิ้ว เพราะถ้าฟิล์มยืดสัมผัสกับอาหาร ฟิล์มยืดจะได้รับความร้อนสูงและอาจละลายติดอาหารที่จะรับประทานเข้าไปได้ การนำถุงเย็นไปบรรจุอาหารร้อน หรือ นำถุงหูหิ้วไปบรรจุอาหารประเภทต่างๆ ถือเป็นการใช้ถุงที่ผิดประเภท และสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เมื่อได้รับเป็นประจำจะเกิดการสะสมและก่อให้เกิดมะเร็งได้

กล่องโฟมทำมาจากอะไร

กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป เป็นของเสียเหลือทิ้ง สีดำๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย และสหรัฐอเมริกาได้ประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็งแล้ว

ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารสไตรีนจากกล่องโฟม

  1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
  2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
  3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
  4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก
  5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ

การเลือกใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมให้เหมาะสมกับอาหารที่ใส่หรือถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในกล่องโฟม แล้วหันไปใช้ภาชนะอย่างไบโอชานอ้อยแทน ซึ่งสามารถทนต่ออาหารที่มีอุณหภูมิสูงๆ ได้ ปลอดสารก่อมะเร็ง และไม่มีผลกระทบต่อระบบประสาทและระบบฮอร์โมน นอกจากนั้นยังสามารย่อยสลายได้ภายใน 45 วัน เป็นการลดโลคร้อนได้ด้วย หรือจะใช้ปิ่นโตแทนจะดีที่สุด

สาระน่ารู้

  • ไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด
  • คนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า
  • ไม่ควรใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารที่เป็นกรด เช่น นํ้าส้มสายชู เพราะกรดจากนํ้าส้มสายชูอาจทําปฏิกิริยากับภาชนะพลาสติกได้ จึงควรใช้ภาชนะที่ทําจากวัตถุที่ทนความเป็นกรดและด่างได้ เช่น ภาชนะสเตนเลสจะปลอดภัยกว่า
  • ไม่ควรใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารที่ร้อนจัดหรือมีความมันมากๆ เมื่อใช้ใส่อาหารร้อนๆ โดยเฉพาะนํ้าร้อนเดือด ความร้อนจะทําให้สีจากภาชนะละลายปนออกมา ทำให้ร่างกายได้รับโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว สารหนูและแคดเมียม เข้าสู่ร่างกายของเรา อาจจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกายและโรคมะเร็ง

สารให้ความหวาน

สารให้ความหวาน

ในปัจจุบันนี้การใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลนั้นเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก เพราะการใช้สารให้ความหวานนั้นมีแคลอรี่ที่น้อยกว่าการใช้น้ำตาล จึงทำให้มีการผลิตสารให้ความหวาน ทั้งแบบที่สกัดจากสารเคมีและแบบที่สกัดจากธรรมชาติ

สารให้ความหวานแบบใหนดีกว่ากัน?

  1. แอสปาแตม(Aspartame ) เป็นน้ำตาลเทียมที่สกัดจากสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ จะให้ความหวานกว่าน้ำตาลธรรมชาติถึง 200 เท่า มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย ทั้งยังจะไม่ทำให้เกิดภาวะฟันผุ และไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น แต่จะทิ้งรสขมเล็กน้อยหลังจากทาน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
  2. ซูคราโลส (sucralose) เป็นสารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงาน ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวถึง 600 เท่า เป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัย ถึงแม้จะเป็นเคมีแต่ก็เป็นเคมีที่ไม่มีสารสะสมในร่างกาย ไม่มีผลต่อน้ำตาลในเลือด ไม่ทำให้ฟันผุ และละลายน้ำได้ดี
  3. หญ้าหวาน (Stevia) เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุด และเป็นธรรมชาติที่สุด จะให้ความหวานหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 250-300 เท่า แต่จะไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงาน จึงทำให้มีพลังงานน้อยมาก หญ้าหวานจึงน่าจะเป็นสารทดแทนความหวานที่ปลอดภัย ซึ่งยังไม่มีรายงานข้อแทรกซ้อนจากการใช้

ถึงแม้ว่าสารให้ความหวานจะดูมีประโยชน์และสามารถใช้ทดแทนน้ำตาลได้ แต่อย่าลืมว่าการบริโภคนานเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดการสะสมและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ในที่สุด

อันตรายจากน้ำตาล

น้ำตาลมีกี่ประเภท?

น้ำตาลมีกี่ประเภท?

น้ำตาล

น้ำตาลสมัยโบราณนั้น ทำมาจากน้ำหวานของต้นตาล เราจึงเรียกสารให้ความหวานนี้ว่า “น้ำตาล” จนปัจจุบันถึงแม้ว่ารูปแบบของสารให้ความหวานจะเปลี่ยนไป ทั้งรูปลักษณ์ และวัตถุดิบ ซึ่งทำมาจากอ้อย แต่ชื่อน้ำตาลก็ยังคงถูกใช้อยู่

น้ำตาลมีกี่ประเภท?

  1. น้ำตาลทรายดิบ (Raw Sugar) คือ น้ำตาลทรายที่ใช้ส่งออกเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ หรือเก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลทรายขาว โดยน้ำตาลทรายดิบจะมีสีน้ำตาลเข้ม มีสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ และมีความบริสุทธิ์ต่ำ
  2. น้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูง (High Pol Sugar) คือ น้ำตาลทรายดิบที่นำมาผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์บางส่วน สีของน้ำตาลเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล สามารถนำไปบริโภคได้โดยตรง แต่ไม่เป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ ยกเว้นในประเทศที่กำลังพัฒนาและมีกำลังซื้อค่อนข้างต่ำ เนื่องจากน้ำตาลชนิดมีราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายขาว
  3. น้ำตาลทรายขาว (White Sugar) คือ น้ำตาลที่ได้มาจากการสกัดเอาสิ่งเจือปนออกจากน้ำตาลทรายดิบ และเป็นที่นิยมในการใช้บริโภค
  4. น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (Refined Sugar) คือ น้ำตาลที่ผ่านกระบวนการผลิตคล้ายกับน้ำตาลทรายขาว แต่จะมีความบริสุทธิ์มากกว่า มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาวใส นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้น้ำตาลที่มีความบริสุทธิ์มาก เช่น เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง รวมไปถึงอุตสาหกรรมยา เป็นต้น น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์พิเศษ
  5. (Super Refined Sugar) คือ น้ำตาลที่ผ่านกระบวนการผลิตเหมือนน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ แต่จะมีความบริสุทธิ์มากกว่า นิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้น้ำตาลที่มีความบริสุทธิ์มากๆ เป็นส่วนประกอบ
  6. น้ำตาลปี๊บ (Paste Sugar) คือ น้ำตาลที่ได้จากเอาน้ำตาลทรายขาวมาเคี่ยวจนมีความเข้มตามที่กำหนด แล้วนำไปบรรจุขณะยังร้อนและผึ่งให้น้ำตาลแข็งตัวโดยใช้ลมเย็น
  7. น้ำตาลทรายแดง (Brown Sugar) คือ น้ำตาลที่ได้จากการเอาน้ำตาลทรายดิบมาละลายกับน้ำอ้อยใสและน้ำเชื่อมดิบในอัตราส่วนที่กำหนด
  8. น้ำเชื่อม (Liquid Sugar) คือ น้ำตาลที่ได้จากการแปรสภาพจากผลึกของน้ำตาลเป็นน้ำเชื่อม นิยมนำมาใช้เพื่อความสะดวกในกระบวนการผลิตต่างๆ เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ น้ำตาลแร่ธรรมชาติ
  9. (Mineral Sugar) คือ น้ำตาลที่ได้จากการผสมคาราเมลซึ่งได้มาจากการเคี่ยวน้ำตาลกับเอ-โมลาสซึ่งมีแร่ธาตุธรรมชาติจากอ้อย แล้วจึงนำไปผสมกับน้ำตาลทรายขาวตามสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้แร่ธาตุจากอ้อยที่สูญเสียไปกับกากน้ำตาลในกระบวนการตกผลึกของน้ำตาล กลับคืนสู่น้ำตาล
  10. กากน้ำตาล (Molasses) คือ ผลพลอยได้จากการผลินน้ำตาล นิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การผลิตสุรา แอลกอฮอล์ ผลิตผงชูรส น้ำส้มสายชู เป็นต้น

ควรเลือกกินน้ำตาลแบบใหนดี?

น้ำตาลทรายแดงจะดีกว่าน้ำตาลทรายขาว เพราะที่มีแร่ธาตุและวิตามิน มากกว่า 2-3 ซึ่งน้ำตาลทรายขาวนั้นจะผ่านกระบวนการฟอกทางเคมีและแยกสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ออก ทำให้มีสีขาวและบริสุทธิ์กว่าน้ำตาลทรายแดง แต่เพราะผ่านการฟอกขาวทำให้สารอาหารบางอย่างลดลง ถึงอย่างไรอันตรายจากความหวานของน้ำตาลทั้งสองชนิดนี้แทบไม่ต่างกันเลย

Tips

  1. สำหรับสตรีที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือนถูกความเย็น มีอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยหรือปวดเอว ประจำเดือนเป็นลิ่ม การดื่มน้ำผสมกับน้ำตาลทรายแดงอุ่นๆ 1 แก้ว ก็จะทำให้สบายขึ้นได้
  2. น้ำเชื่อมที่ได้จากน้ำตาลทรายขาว สามารถใช้เป็นยารักษาบาดแผลเน่าเปื่อยได้ เพราะน้ำเชื่อมสามารถเปลี่ยนสภาพกรดและด่างบริเวณปากแผลได้ ทำให้เซลล์ผิวหนังถูกกระตุ้น การไหลเวียนของโลหิตทำงานดีขึ้น และยังเป็นอาหารที่ถูกนำไปใช้หล่อเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นอีกด้วย ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และบาดแผลก็จะหายเร็วขึ้น

อันตรายจากน้ำตาล

น้ำตาล

ชีวิตนี้ขาดหวานไม่ได้ จริงหรือ?

สำหรับคนที่ชอบกินของหวาน คงตอบว่า “ชีวิตนี้ขาดหวานไม่ได้” แต่หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณอาจเปลี่ยนความคิดนี้ใหม่เป็น “ชีวิตนี้ขาดหวานไม่ได้ แค่หวานน้อยๆ แต่หวานนานๆ”

ในการดำรงชีวิตเราจะขาดน้ำตาลไม่ได้ เพราะพลังงานในการเคลื่อนไหวของมนุษย์ 70% มากจากน้ำตาล ซึ่งน้ำตาลกลูโคสนั้นจำเป็นต่อการทำงานของสมอง และการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย แต่ถึงร่างกายจะต้องการพลังงานมากถึง 70% จากน้ำตาล ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกินน้ำตาลในปริมาณมากๆ ตามไปด้วย เพราะน้ำตาลและความหวานนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ทำให้มะเร็งลุกลาม และยังทำให้เกิดสภาวะกรดในร่างกายอีกด้วย

คุณกินน้ำตาลวันละกี่ช้อนชา?

จากงานวิจัยพบว่า ประเทศไทยกินหวานมากที่สุดในโลก รองจากประเทศบราซิล โดยคนไทย 1 คน กินน้ำตาลถึง 36 กิโลกรัมต่อปี หรือวันละ 25 ช้อนชา โดยปกติแล้วเราไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 9-10 กิโลกรัมต่อปี หรือ 6 ช้อนชาต่อวัน

น้ำตาลแทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะน้ำตาลคือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งปกติเราทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตจากแหล่งอื่นๆ เช่น แป้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง พวกนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอยู่แล้ว การกินน้ำตาลเพิ่มจากในอาหารปกติ แค่วันละไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำตาลก็จะถูกเผาผลาญไปเป็นพลังงานแบบพอดี

อันตราย จากการกินหวานมากเกินไป?

  1. อ้วน เพราะถ้าเรากินน้ำตาลเพิ่มจากอาหารปกติเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ร่างกายจะเผาผลาญไม่หมด น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกิน ทำให้เราอ้วนขึ้น โดยเฉพาะ สะโพก ก้น ขาอ่อน และหน้าท้อง
  2. ส่งผลเสียกับระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกาย ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง ผลที่ตามมาคือ ทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย เจ็บป่วยได้ง่าย เช่น มีความดันเลือดสูงขึ้น ปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ
  3. ทำให้ร่างกายดื้อกับอินซูลิน ไม่ยอมเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดเป็นไขมัน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง จนทำให้กลายเป็นเบาหวานได้ในที่สุด
  4. เบื่ออาหาร เพราะวิตามินบีในร่างกายถูกใช้ไปมาก จะส่งผลทำให้น้ำย่อยและน้ำลายลดน้อยลง ทำให้เบื่ออาหารและทานได้น้อยลง
  5. ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย เพราะน้ำตาลจะไปจับตัวกับคอลลาเจน และลดปริมาณของฮอร์โมนแห่งความอ่อนเยาว์ ซึ่งจะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น ลดความยืดหยุ่น และอ้วนได้
  6. ทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น หากเป็นภูมิแพ้ อาการของโรคภูมิแพ้จะมีความรุนแรงเป็น 2 เท่า หรือทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเชื้อโรคทุกชนิดจะใช้น้ำตาลเป็นอาหาร และน้ำตาลยังเป็นแหล่งอาหารของเซลล์มะเร็ง เป็นอาหารของยีสต์ในลำไส้ ทำให้ยีสต์เพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำให้เกิดภาวะไส้รั่วได้

ทำไมถึงอยากกินของหวานตลอดเวลา?

ที่เป็นแบบนี้เพราะน้ำตาลนั้นส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิด ต่อสมองของเราโดยตรง จนมีคนเปรียบเปรยไว้ว่า การติดน้ำตาลนั้นแทบไม่แตกต่างกับการติดสารเสพติดอย่างอื่นเลย ซึ่งได้มีการวิจัยพบว่า การกินน้ำตาลในปริมาณที่สูงมากๆ จะทำให้สมองสั่งสารเซโรโทนิน(serotonin) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน นานวันเข้าสมองของเราก็จะเริ่มเสพสารนี้ สมองก็จะสั่งการให้เราทานน้ำตาลเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อผลิตสารเซโรโทนินนี้ออกมา ทำให้กลายเป็นวงจรของการติดความหวานอย่างไม่จบสิ้น

เด็กที่กินหวานมากๆ จะไม่ฉลาด

เด็กที่กินหวานมากๆ จะทำให้ ฮอร์โมนในสมองเสียสมดุล ผลที่ตามมาคือ เกิดอาการเซื่องซึม เรียนไม่รู้เรื่อง ไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีสมาธิ โกรธง่าย และหงุดหงิด นอกจากนี้ยังทำให้ ฟันผุ และเป็นโรคกระดูกเปราะได้ด้วย

สัญญาณเตือนการติดหวาน

  • ลดน้ำหนักยาก ทำอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ยอมลง
  • อยากกินหวาน ถ้าไม่ได้กินแล้วก็จะรู้สึกหงุดหงิด สับสน เครียด อ่อนเพลีย เหนื่อย หิว

วิธีแก้อาการติดหวาน

วิธีแก้ไม่ใช่การหักดิบ เพราะร่างกายจะทนไม่ใหว สุดท้ายก็จะกลับไปกินน้ำตาลในปริมาณมากๆ อีกเหมือนเดิม ทางที่ดีคือ การค่อยๆตัดน้ำตาลออกไป หลีกเลี่ยงการกินอาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีน้ำตาลเยอะๆ ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ งดน้ำหวานทุกชนิด แค่นี้ร่างกายก็จะกลับมาคุ้นเคยกับระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลง ค่อยเป็นนค่อยไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ถ้ากลัวความหิวจะทำให้เราอดใจไม่ใหว ก็ให้ทานโปรตีนให้มากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ทานผักผลไม้ให้มาก เพราะมีไฟเบอร์อยู่สูง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด ทำให้เรารู้สึกไม่อยากกินจุบกินจิบ

แต่สำหรับผู้ที่ยังติดใจในรสหวานชนิดที่เลิกไม่ได้ ก็อาจใช้สารให้ความหวานชนิดอื่นที่มีพลังงานต่ำ เช่น ในเครื่องดื่มบางชนิดที่มีสารให้ความหวาน แต่ปราศจากน้ำตาล หรือที่เรียกว่า “Sugar free“

สารให้ความหวาน

5 อาหาร ช่วยลดความอยากน้ำตาล

  1. มะเขือเทศ มีผลต่อสมองช่วยยับยั้งความหิว และช่วยลดอาการอยากกินน้ำตาลได้
  2. อบเชย สามารถระงับอาการอยากกินน้ำตาลหรือของหวานได้เป็นอย่างดี
  3. แอปเปิ้ล มีแป้งและน้ำตาลถึง 75 % ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึ่มและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที ทานแอปเปิ้ลวันละ 2-3 ผล จะช่วยลดปริมาณคอเลสตรอรอลในเส้นเลือดได้ด้วย
  4. ข้าวโพดหวาน ระดับน้ำตาลไม่พุ่งเหมือนน้ำหวาน เพราะอุดมไปด้วยเส้นใย รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่อีกมากมาย
  5. มันเทศ นอกจากจะมีความหวานตามธรรมชาติแล้ว ยังอุดุมไปด้วยวิตามินซี วิตามินดี วิตามินบี 6 และธาตุเหล็ก และยังมีสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกมาก

กินหวานตามหลักโภชนาการ

ข้อแนะนำในการรับประทานน้ำตาล คือ จำกัดไว้ที่ประมาณ 5-10% ต่อวันของพลังงานที่ได้รับทั้งหมด ซึ่งตามหลักโภชนาการแล้วจะแนะนำให้รับประทานน้ำตาลในปริมาณน้อยเช่นเดียวกับเกลือและไขมันโดยปริมาณของน้ำตาลที่ร่างกายต้องการต่อวันไม่ควรจะเกิน 50 กรัม หรือไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา

วิธีคำนวณปริมาณน้ำตาล จากกรัมเป็นช้อนชา

อ่านฉลากบนอาหารสำเร็จรูปที่แสดงถึงปริมาณน้ำตาลทั้งหมดเป็นกรัมแล้วหารด้วย 4 ก็จะได้จำนวนช้อนชาของน้ำตาลที่เรารับประทานเข้าไป

เราไม่จำเป็นต้องตัดความหวานออกจากชีวิตประจำวัน แต่ต้องรู้จักทานน้ำตาลในปริมาณที่พอดี เหมาะสม การลดน้ำตาลแค่วันละ 1 ช้อนชา ก็สามารถช่วยลดการเกิดโรคได้แล้ว “หวานน้อยๆ แต่หวานนานๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากโรคร้าย”

น้ำตาลมีกี่ประเภท?

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

ในการรักษาโรคเก๊าท์ จะต้องควบคุมสารพิวรีนในอาหารด้วย ในระยะที่มีความรุนแรงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง และให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้เพียงพอ งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ เน้นอาหารที่มีเส้นไยอย่างผัก ผลไม้ ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

อาหารที่มีปริมาณพิวรีนสูง ได้แก่

เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก อาหารทะเลบางชนิด ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ปลาอินทรีย์ หอยเชลล์ ไข่ปลา กะปิ น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน เห็ด ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ปลากระป๋องซาร์ดีนหรือแม็คโคเรล ผักยอดอ่อนบางประเภท เช่น กระถิน ชะอม สะเดา ยอดมะพร้าวอ่อน

อาหารเหล่านี้ควรงดเว้นหรือรับประทานให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะเครื่องดืมแอลกอฮอล์ทุกชนิดควรงดเว้น เพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการสร้างยูริกในเลือดสูงมาก ส่วนผักที่เป็นต้นธรรมดาไม่ใช่ยอดผักทานสามารถทานได้ทุกวัน ผลไม้ทานได้เกือบทุกอย่าง

อาหารที่มีปริมาณพิวรีนปานกลาง ได้แก่

ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากระพงแดง ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ถั่วลันเตา หน่อไม้ ไบขี้เหล็ก สตอ และผักโขม ปลาน้ำจืดยกเว้นปลาดุก อาหารเหล่านี้สามารถทานได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

อาหารที่มีพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลย ได้แก่

นมและผลิตภัณจากนม ไข่ ผักทั่วไป ผลไม้เกือบทุกชนิด ข้าว ขนมปัง ปลา เนยเหลว และเนยแข็ง ปลาน้ำจืดยกเว้นปลาดุก อาหารเหล่านี้สามารถทานได้ทุกวัน

คนเป็นโรคเก๊าต์ กินไก่ หรือสัตว์ปีกได้ใหม ?

สัตว์ปีกกินได้ ยอดผักก็สามารถทานได้ ยกเว้นบางคนกินแล้วอาการกำเริบทุกครั้ง แนะนำให้หลีกเลี่ยง สิ่งที่ต้องงดจริงๆคือแอลกอร์ฮอล์ อย่างอื่นสามารถทานได้ แต่ต้องสังเกตุว่าอาหารชนิดใหนที่เราทานแล้วมีอาการกำเริบ ถ้าไม่มีอาการกำเริบก็ทานได้ แต่อย่ากินให้บ่อยจนเกินไป

กินไก่หรือสัตว์ปีก ทำให้เป็นโรคเก๊าต์ จริงหรือ?

การกินไก่หรือสัตว์ปีกเป็นป็นประจำ ไม่ได้ทำให้คนปกติกลายเป็นโรคเก๊าต์ได้ แต่จะมีผลกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเก๊าต์อยู่แล้วแต่อาการยังไม่แสดง หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคเก๊าท์ได้ถ้าทานเยอะจนเกินไป

รักษาโรคเก๊าท์ให้หายขาด

 การป้องกันและดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์ (Gout)

โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบ ที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริกสูงมากในเลือด สะสมมาเป็นระยะเวลานาน จนกรดยูริกนั้นตกตระกอนอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย อาจใช้เวลานานถถึง 10 ปี กว่าจะแสดงอาการข้ออักเสบ ปวดแดงร้อนที่ข้อ

ถ้ากรดยูริกสะสมตามผิวหนังจะทำให้มีปุ่มนูนขึ้นตามผิวหนัง แต่ถ้ากรดยูริกไปตกตระกอนที่ไต จะทำให้เกิดนิ่วในไต และไตเสื่อมได้ในที่สุด

กรดยูริกคืออะไร

กรดยูริก เกิดจากร่างกายสร้างขึ้นเอง ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และอีก20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เกิดจากการที่เรารับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูงมากจนเกินไป ซึ่งสารพิวรีนจะพบในสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด และอาหารทะเลบางอย่าง

โดยปกติร่างกายสามารถขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ แต่บางคนร่างกายไม่สามารถขับกรดยูริกออกได้หมด ทำให้มีกรดยูริกสะสมอยู่ตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณข้อและกระดูก ผนังหลอดเลือด และไต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดโรคเก๊าท์

อาการของโรคเก๊าท์

ในระยะแรกจะมีอาการปวดแดงร้อนเฉียบพลัน 24 ชั่วโมงแรกจะปวดมากที่สุด จะไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า อยู่ดีๆก็ปวดขึ้นมาเลย โดยเฉพาะที่นิ้วโป้งเท้า และตรงข้อเท้าเข่า หลังจาก 24 ชั่วโมงผ่านไปอาการตจะเริ่มดีขึ้น และจะหายสนิทภายใน 5-7 วัน

ในระยะแรกจะมีอาการอักเสบแค่บริเวณเดียว หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้โรคค่อยๆ ลามไปจุดอื่นทั่วร่างกาย มีอาการจะปวด บวม นานขึ้น และรุนแรงขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคเก๊าท์

ผู้ที่มีกรดยูริกสูงเป็นระยะเวลานานโดยไม่รู้ตัว หรือ มีกรรมพันธุ์เป็นโรคนี้ บวกกับมีพฤติกรรมชอบกินอาหารที่มีสารพิวรีนสูงเป็นประจำ ซึ่งสารพิวรีน เป็นสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดกรดยูริก โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ เป็นตัวสำคัญที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น คนที่เป็นโรคอ้วน น้ำหนักเกินมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้

การรักษาโรคเก๊าท์ในระยะแรก

ในระยะแรกที่มีอาการเฉียบพลัน คือ ปวด บวมแดง ร้อน จะใช้ยาแก้ปวดเพื่อลดอาการ ดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เกิดอาการซ้ำอีกโดยการงดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารที่มีพิวรีนให้น้อยลง

การดื่มน้ำเยอะๆ สามารถช่วยขับกรดยูริกออกมาทางปัสสาวะได้ หรือการดื่มนมสดก็ช่วยลดกรดยูริกได้เหมือนกัน แต่ถ้ากินยาแก้ปวดและดูแลตัวเองแล้ว ยังมีอาการกำเริบบ่อยกว่า 2-3 ครั้งต่อปี จะต้องใช้ยาลดกรดยูริก

การรักษาโรคเก๊าต์แบบไม่ใช้ยา โดยการควบคุมอาหาร สามารถช่วยลดอาการปวดได้ แต่การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการรักษาโรคเก๊าต์ให้หายขาดได้

โรคเก๊าท์ รักษาให้หายขาดได้

โรคเก๊าท์สามารถรักษาให้หาขาดได้ โดยการกินยาเพื่อควบคุมระดับกรดยูริกไม่ให้สูง แต่ผู้ป่วยต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี เป็นอย่างน้อย และปรับพฤติกรรมการกิน แต่ถ้าหายขาดแล้ว แต่ยังมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหมือนเดิมก็จะกลับไปเป็นอีกได้

ห้ามใช้วิธีนวด เพื่อบรรเทาอาการปวด

ถ้ามีอาการปวดห้ามบีบนวดเด็ดขาด เพราะการบีบนวดจะทำให้กรดยูริกวิ่งเข้ามาในข้อเยอะมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น แต่ควรจะพักการใช้งานของข้อ ให้นอนพักและประคบเย็นเท่านั้นก็เพียงพอ โดยใช้น้ำแข็งประคบเมื่อมีอาการปวดตามข้อเพื่อลดอาการปวด และถ้าปวดที่เท้าให้ยกเท้าสูง เพื่อช่วยลดการอาการบวม

ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรออกำลังกายอย่างไร?

ช่วงที่ข้ออักเสบ ปวด บวม ไม่ควรออกกำลังกาย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รักษาให้ดีขึ้นก่อน แล้วค่อยเริ่มออกกำลังกายทีละนิด ออกกำลังกายทั่วไปที่ไม่เน้นหนักไปที่ข้อมากจนเกินไปนัก เพราะข้อที่อักเสบบ่อยๆ จะทำให้ข้อเสื่อมได้ ช่วงปกติให้ออกกำลังกายธรรมดาตามวัย

โรคเก๊าท์เป็นได้ทุกวัย 

โรคเก๊าต์สามารถพบได้ตั้งแต่เด็ก แต่ส่วนใหญ่จะพบในเพศชายอายุ 30-40 ปีขึ้นไป เพราะโรคเก๊าท์จะ ต้องใช้เวลาในการสะสมกรดยูริกนานเป็น 10 ปี กว่าจะแสดงอาการ และสาเหตุที่ผู้ชายเป็นโรคเก๊าท์มากกว่าผู้หญิงถึง 10 เท่า เพราะผู้ชายดื่มแอลกอฮอร์มากกว่าผู้หญิง

ผู้หญิงจะไม่เป็นโรคเก๊าท์ จนกว่าประจำเดือนจะหมด

สำหรับผู้หญิงจะต่างกับผู้ชาย ผู้หญิงจะเป็นโรคเก๊าท์ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว เพราะช่วงที่มีประจำเดือนอยู่นั้นจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งจะช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือนจะไม่เป็นโรคเก๊าท์ แต่พอหลังประจำเดือนหมดไปประมาณ 5-10 ปี ก็จะเริ่มมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้

อันตรายของโรคเก๊าท์

ไม่ถึงกับเป็นอัมพาตแต่เปรียบเสมือนเป็นอัมพาต เพราะปวดข้อมากตลอดเวลา ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอด เดินไม่ได้ เดินไม่ใหว ในบางรายอาจจะมีอาการไตวายด้วย เพราะมีการสะสมของกรดยูริกที่ไต หรือการที่ผู้ป่วยปวดข้อมากๆ แล้วซื้อยาแก้ปวดมาทานเอง การทานยาแก้ปวดนานๆ ในการรักษาการปวดข้อโดยไม่ขจัดต้นตอของโรค ก็จะทำให้ไตวายได้

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีกรดยูริกสูง

ควรรีบปรึกษาแพทย์ และใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เลือกรรับประทานอาหารที่ดี งดเว้นแอลกอฮอล์ไปก่อน ตรวจสุขภาพทุกปี เพื่อดูค่ายูริกว่าสามารถควบคุมได้หรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคเกาท์

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์