ปัสสาวะบอกโรค

ปัสสาวะบอกโรค

ลักษณะของปัสสาวะบอกอะไรเราได้บ้าง? การรู้จักสังเกตุปัสสาวะตัวเองนั้นจะช่วยให้บ่งบอกโรคได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคตับ โรคไต โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือว่าโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

จำนวนปัสสาวะ

  • โดยปกติคนเราจะปัสสาวะ 3-5 ครั้งต่อวัน
  • ถ่ายปัสสาวะน้อยเกินไป ส่วนใหญ่เกิดจากการดื่มน้ำน้อยหรือเกิดจากการเสียน้ำทางอื่นเช่น เหงื่อออกมาก ท้องเดิน ท้องร่วง โรคไต โรคหัวใจ อาเจียนมาก เป็นต้น
  • ถ่ายปัสสาวะมากไป ส่วนใหญ่มักเกิดจากการดื่มน้ำมาก หรือพบในโรคเบาหวาน เบาจืด โรคเกี่ยวกับระบบประสาท โรคไตพิการเรื้อรังบางระยะ การกินยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
  • ไม่มีปัสสาวะเลยหรือทั้งวันถ่ายปัสสาวะได้น้อยกว่า 1 ถ้วยแก้ว ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ โรคเป็นพิษจากสารปรอท โรคไตอักเสบอย่างรุนแรง เกิดภาวะช็อค เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ เป็นต้น

สีของปัสสาวะ

  • สีเหลืองอำพัน เกิดจากเลือดแดงในเส้นเลือดแตกมากผิดปกติ
  • สีเหลืองน้ำตาล-เหลืองเขียว ภาวะดีช่านของโรคตับหรือท่อน้ำดี
  • สีแดง-แดงอมน้ำตาลหรือสีน้ำล้างเนื้อ อาจเป็นสีของเลือดจากการบาดเจ็บของทางเดินปัสสาวะ นิ่ว หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น phenazopyridine, rifampin (ยารักษาวัณโรค)
  • สีคล้ายน้ำนม เกิดจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะหรือสีของไขมัน แบคทีเรีย ท่อน้ำเหลืองอุดตัน

สิ่งที่สำคัญคืออย่ากลั้นปัสสาวะเวลาปวด เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะปัสสาวะ และถ้ากลั้นต่อไปเรื่อยๆก็จะทำให้เกิดการอักเสบที่กรวยไตและจะทำให้เป็นโรคไตได้ในที่สุด

การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์

การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์

ระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะอาการแพ้ท้องซึ่งจะเป็นมากในช่วงสามเดือนแรกเนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง เวลาตื่นนอนจะมีอาการมึนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน หลังตื่นนอนตอนเช้าจึงควรดื่มน้ำผลไม้และกินขนมปังกรอบทันทีจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

อาหารสำหรับคนท้อง

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรเพิ่มอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ และแคลเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันของทารก ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กและกรดโฟลิคสูง ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและการพัฒนาของระบบประสาทของทารก
  • พยายามงดเว้นอาหารสุกๆดิบๆ ของหมักดอง ผงชูรส ไม่ควรรับประทานอาหารประเภท ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว อาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไป
  • เนื้อสัตว์ ไข่ นม ต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ เช่น เพิ่มเนื้อสัตว์ขึ้นวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวไม่ต้องเพิ่มเคยทานเท่าไหร่ให้ทานเท่าเดิม ไข่สามารถมารถทานได้ทุกวันถ้าคุณแม่ไม่มีปัญหาคอเลสเตอรอลในเลือด
  • ดื่มน้ำให้มากโดยไม่จำกัดจำนวน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภท กาแฟ ชา น้ำอัดลม แอลกอฮอล์รวมไปถึงงดสูบบุหรี่ด้วย
  • ตลอดการตั้งครรภ์คุณแม่ควรควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 12-15 กิโลกรัม และควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากเกินไปในระหว่างการตั้งครรภ์

การพักผ่อน

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในระหว่างการตั้งครรภ์ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ในเวลากลางคืน และอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หลังอาหารกลางวัน
  • ก่อนนอนควรงดดื่มน้ำและอาหารเหลว ไม่ควรทานอาหารอิ่มเกินไป ไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหมก่อนเข้านอน แต่ให้ทำอะไรเบาๆ และผ่อนคลายแทน
  • เมื่อมีอาการปวดหลังระหว่างก้นทั้งสองข้างร้าวไปจนถึงต้นขา พยายามนอนพื้นเรียบหรือใช้หมอนหนุ่นหลังเวลานั่ง 

การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์

ควรออกกายบริหารหรือออกกำลังที่ไม่หนักจนเกินไป เบาๆ เป็นประจำเพื่อให้กล้ามเนื้อต่างๆ ของคุณแม่ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณอุงเชิงกรานมีความแข็งแรง และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด การว่ายน้ำช่วยให้ลดอาหารปวดเมื่อยและทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี หรือเดินวันละ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

การรักษาความสะอาดและการแต่งกาย

  • อาบน้ำชำระร่างกายให้บ่อยขึ้น เพราะช่วงนี้อาจมีตกขาวมากขึ้นเหมือนแป้งเปียกแต่จะต้องไม่มีกลิ่น รู้สึกเหนียวตัว ขี้ร้อน อาบน้ำด้วยสบู่อ่อนแต่ไม่จำเป็นต้องถูสบู่ทุกรอบเพราะจะทำให้ผิวแห้ง
  • คุณแม่ควรลดการอาบน้ำอุ่น ห้ามเกา เมื่อมีอาการคัน แค่ทาครีมหรือเบบี้ออยล์ ใช้มือลูบเบาๆ จะทำให้เรารู้สึกสบายขึ้น และช่วยป้องกันอาการท้องลาย
  • ปากและฟัน คุณแม่จะเริ่มมีฟันผุได้ในช่วงนี้เพราะความเป็นกรดด่างในช่องปากเปลี่ยนไปทำให้เกิดหินปูนมากขึ้นจึงทำให้เกิดฟันผุ เพราะฉะนั้นควรแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ
  • หัวนมเริ่มมีสีคล้ำอาจมีสะเก็ดสีดำ คุณแม่ห้ามแกะแค่ล้างธรรดาใช้ผ้าขนหนูนุ่มเช็ดทำความสะอาด อย่าให้หัวนมเป็นแผล
  • อวัยวะเพศต้องล้างให้สะอาด การเข้าห้องน้ำในที่สาธารณะต้องระวังเรื่องความสะอาดเพราะอาจมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความบางเบาสบายตัวและหลวม เพื่อให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้น รองเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว