แผลในปาก

แผลในปาก

แผลร้อนในในปากเป็นเรื่องธรรดาที่ทุกคนเป็น โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-45 ปี มักเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อบุของผิวช่องปาก อาจเกิดเพียงหนึ่งแห่งหรือหลายแห่งก็ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วอาจทำให้เจ็บปวดมาก

แผลในปาก บางครั้งไม่ได้เกิดจากสาเหตุร้อนในอย่างเดียว อาจเป็นเพราะกัดกระพุ้งแก้มตัวเองขณะรับประทานอาหาร แปรงฟันผิดวิธีหรือแปรงสีฟันกระแทกจนเป็นแผล หรือสาเหตุอื่น

สาเหตุของการเกิดแผลร้อนใน

  1. อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  2. ความเครียด
  3. ดื่มน้ำน้อย
  4. พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก
  5. กรรมพันธุ์
  6. ภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะขาดธาตุเหล็ก โฟเล็ต หรือวิตามินบี 12
  7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน
  8. เป็นโรคกรดไหลย้อน อีสุกอีใส โรคมือเท้าและปาก เจ็บคอ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ลักษณะของแผลร้อนใน

แผลร้อนในมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรีมักพบบริเวณเยื่อเมือกด้านริมฝีปาก ด้านแก้ม กระพุงแก้มและขอบของลิ้น มีขนาดเล็ก 2 มิลลิเมตร – 8 มิลลิเมตร แผลร้อนในในปากจะหายได้เองใน 10-14 วัน

อาการแผลในปาก

มีอาการแสบเจ็บ มีความเจ็บปวดเมื่อรับประทานอาหารหรือพูด เมื่อเยื่อบุผิวหนังช่องปากฉีกขาดจะเป็นแผล วงกลมรี มีสีเหลืองอ่อน ซึ่งจะทำให้มีอาการเจ็บปวดมากขึ้น แผลร้อนในในปากไม่เป็นอันตรายแต่จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบาย รำคาญ ยิ่งเวลาที่คุณกิน ดื่ม หรือแปรงฟัน

การรักษาแผลในปาก

  1. ใช้น้ำเกลือบ้วนปาก เพื่อลดอาการเจ็บและอาการอักเสบ
  2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและอาหารที่มีรสเปรี้ยวและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้อาการแผลในปากมีอาการรุนแรงมากขึ้น
  3. ยาแก้ปวดหรือยาต้านอักเสบ เช่น ไอบูโปรเฟน และแอสไพริน
  4. ใช้สารสเตียรอยด์ชนิดป้ายปากเพื่อทาที่แผล มีขายตามท้องตลาด ป้ายยาที่แผลจะทำให้หายเร็วขึ้น
  5. ยาป้ายที่ผสมยาชา ป้ายก่อนรับประทานอาหารเพื่อลดอาการเจ็บแสบและช่วยผสานเนื้อเยื่อให้หายเร็วขึ้น

การวินิจฉัย

ตรวจเลือดเพื่อดูว่าร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก โฟเล็ต หรือวิตามินบี 12 ขาดู ถ้าขาดสามารถเสริมได้จะทำให้อาการดีขึ้น

วิธีป้องกัน

แผลร้อนในเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเหนื่อยล้าและทรุดโทรม คุณควรดูแลตัวเองให้แข็งแรงด้วยการ

  1. รับประทานอาหารให้เหมาะสมและหลากหลาย
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายในที่แจ้งและในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้
  3. การเรียนรู้วิธีการจัดการความเครียด
  4. แปรงฟันให้ถูกวิธี
  5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้อยแต่ดื่มบ่อยๆ และไม่ควรดื่มน้ำเย็น
  6. ตรวจสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าฟันของคุณมีสุขภาพดี
  7. ใช้แปรงสีฟันนุ่ม

ควรไปพบแพทย์เมื่อ?

แผลร้อนในจะหายได้เองไม่เกิน 14 วัน ถ้าเป็นแผลนานเกิน 3 สัปดาห์และมีอาการเจ็บปวดมากและอักเสบมากขึ้น

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผลในปาก

  • แผลร้อนในไม่ใช่โรคติดต่อ คุณไม่สามารถได้รับแผลจากการจูบหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน
  • การรับประทานอาหารบางชนิดสามารถเพิ่มโอกาสของการเกิดแผลที่ปาก เช่น ช็อคโกแลต กาแฟ ถั่วลิสง อัลมอนด์ สตรอเบอร์รี่ ชีส มะเขือเทศ แป้งหมี่

กรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน (GERD)

กรดไหลย้อนคือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร

โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูดทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรดและอาหารไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งในเด็กอาจจะเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหูรูดนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ ส่วนในวัยสูงอายุกล้ามเนื้อหูรูดอาจเสื่อมสภาพลง พบในคนทั่วไปทุกเพศทุกวัยแต่จะพบได้มากในคนอ้วนหรือคนที่สูบบุหรี่ บางคนเข้าใจว่าเป็นโรคกระเพาะ

กรดไหลย้อนและกระเพาะอักเสบแตกต่างกันอย่างไร?

กรดไหลย้อนกับกระเพาะอักเสบเป็นเป็นโรคที่เกิดจากกรดเหมือนกัน โรคกระเพาะคือการเกิดแผลในเยื่อบุ ทำให้มีอาการปวดท้องเป็นหลักแต่ไม่มีอาการขย้อนจะปวดบริเวณลิ้นปี่ และโรคกรดไหลย้อนเกิดจากมีของเหลวซึ่งอาจจะเป็นกรดหรือด่างหรือน้ำย่อยที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะขึ้นไปที่หลอดอาหารทำให้เกิดอาการต่างๆได้

สาเหตุการเกิดกรดไหลย้อน

  1. เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวทำให้กรดไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร
  2. พฤติกรรมการกิน
  3. ทานยาความดันบางตัว
  4. ออกกำลังกานเกรงหน้าทองเกินไปเป็นระยะยาว

อาการโรคกรดไหลย้อน

  1. แสบร้อนบริเวณหน้าอกโดยมีกรดรสขมและเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาที่คอ
  2. เรอเปรี้ยว รสขม แสบหน้าอกแสบคอ
  3. เกิดการระคายเคืองเหนือหลอดอาหาร
  4. ไอเรื้อรัง เสียงแหบ
  5. ตื่นเช้ารู้สึกเจ็บคอ เจ็บคอเรื้อรัง หรือเหมือนมีก้อนทีคอ

การตรวจวินิจฉัย

  1. ชักประวัติ และตรวจร่างกายเบื้องต้น
  2. ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้จะทำการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน เพื่อดูว่ากรดที่มันย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารหลอดอาหารนั้นมันทำให้เกิดการอักเสบหรือไม่ เริ่มกลายเป็นมะเร็งไปแล้วหรือยัง
  3. การวัดความเป็นกรดด่างของหูรูดอาหาร ซึ่งถ้าวัดแล้วความเป็นกรดด่างมีความเป็นกรดเยอะก็วินิจฉัยได้ว่าเป็นกรดไหลย้อน

การรักษาโรคกรดไหลย้อน

  1. ไม่รับประทานอาหารอิ่มเกินไป กินแต่พอดี บางครั้งอาจจะรับประทานน้อยลงแต่รับประทานบ่อยขึ้น
  2. งดทานอาหารที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะไขมัน
  3. ทานยา ซึ่งมีหลายกลุ่ม แต่หลักๆจะเป็นยาลดกรด ยากระชับหูรูด สำหรับคนที่ไม่เป็นมาก แต่ถ้ารักษาด้วยการทานยาแล้วไม่หาย จะเป็นต้องไปตรวจด้วยเครื่องตรวจกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นเกณฑ์เฉลี่ย
  4. รักษาด้วยการส่องกล้อง เพื่อแก้ที่สาเหตุหลัก เป็นวิธีที่ดีที่สุด
  5. การผ่าตัด

ข้อควรระวัง

  • อาหารบางประเภทก็ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างนั้นคลายตัว เช่น เป็บเปอร์มินท์ ชา ลูกอม หมากฝรั่ง พวกนี้ควรหลีกเลี่ยง
  • หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม อาหารทอด อาหารมัน ช็อคโกแลต อาหารเหล่านี้จะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวน้อยลงเป็นสาเหตุให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานทำให้มีโอกาสเกิดโรคไหลย้อนได้
  • ไม่ใส่เสื้อผ้าที่คับแน่นเกิน พยายามใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย
  • หลังรับประทานอาหารแล้วควรอยู่ในอริยาบทที่สบาย หลีกเลี่ยงการก้มเงยเพราะจะเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
  • อย่านอนหรือการก้มทั้นทีหลังจากที่เรารับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ทำได้หลังจากที่รับประทานอย่างน้อย 3 ชั่วโมงแล้ว

โรคกรดไหลย้อนร้ายแรงหรือไม่?

กรดไหลย้อนเป็นโรคที่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต แต่ทำให้เกิดความลำคาญ ความทรมารและคุณภาพในการใช้ชีวิตลดลงด้วย ถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น หลอดอาหารอักเสบ หลอดอาหารตีบตัน การระคายเคืองของเซลเยื่อบุหลอดอาหารแล้วเป็นมากขึ้นอาจจะทำให้เกิดมะเร็ง

รักษาให้หายขาดได้ใหม?

สามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อหยุดยาโรคนี้จะกลับมาเป็นอีก

โรคปอดบวม (pneumonia)

โรคปอดบวม

โรคปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบในเด็ก เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีเด็กจากทั่วโลกเสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบมากถึง 2.4 ล้านคน

โรคปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบในเด็ก คือการอักเสบติดเชื้อของเนื้อปอด รวมทั้งหลอดลมและถุงลมทำให้การความสามารถในการทำงานของทางเดินหายใจลดลง เป็นโรคที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยรุ่นแรง บางครั้งอาจทำให้เด็กพิการและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย มีเพียงส่วนน้อยที่อาจเกิดจากอาการแพ้หรือการระคายเคืองต่อสารที่สูดดมเข้าไป เชื้อราหรือพยาธิ

ติดเชื้อได้อย่างไร

ผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยการสูดสำลักเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่บริเวณคอเข้าไปในหลอดลมตอนปลายหรือถุงลมปอด เชื้อเหล่านี้จะแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคปวดอักเสบตามมาทำให้เนื้อปอดถูกทำลาย การแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ทำให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนได้

ถ้าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ ลูกสามารถติดต่อคุณแม่ได้ทางสายสะดือ เลือดหรือน้ำคร่ำ ซึ่งทำให้ลูกป่วยตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

กลุ่มเด็กที่เสี่ยงเป็นโรคปอดบวม

  1. เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง และท่อทางเดินหายใจมีขนาดที่ค่อนข้างเล็กและไม่สามารถที่จะขับเสมหะได้ด้วยตัวของเขาเอง คือ การไอหรือการสั่งน้ำมูกไม่มีประสิทธิภาพทำให้เชื้อโรคไม่มีการระบายออกจากร่างกายได้อย่างดีเหมือนในผู้ใหญ
  2. กลุ่มเด็กที่มีความผิดปกติของท่อทางเดินหายใจ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ กลุ่มนี้ก็จะมีการสำลักได้ง่าย
  3. กลุ่มที่ผู้ปรกครองไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เอง ต้องไปอยู่เดย์แคร์หรือเนอสเซอรี่กลุ่นนี้จะสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่เป็นจำนวนมากเพราะต้องเลี้ยงรวมกับเด็กคนอื่นๆ
  4. ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ

อาการเริ่มแรกของโรคปอดบวม

  1. ผู้ป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จะมีไข้ น้ำมูกใหล ไอ หลังจากนั้นผู้ป่วยจะค่อยๆเริ่มมีอาการหายใจลำบาก
  2. ผู้ป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น
  • ดูป่วยหนัก ไอมากและมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วยได้
  • อ่อนเพลีย ปวดศรีษะ กระสับกระส่าย งอแง
  • มีอาการหนาวสั่น สำหรับในเด็กทารกอาจมีอาการไข้หรือไม่มีก็ได้

ทางการแพทย์มีวิธีตรวจวินิจฉัยโรคปอดบวม 2 แบบ

  1. ตรวจสอบประวัติว่ามีไอ น้ำมูก หรือหายใจเร็วหรือไม่
  2. ตรวจร่างกายโดยการเอกซเรย์ปอด จะรู้ผลได้ดีที่สุด

การรักษาโรคปอดบวม

  1. ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ
  2. ให้ยาขยายหลอดลม เหมาะสำหรับเด็กเล็กที่มีภาวะหลอดลมไวต่อการกระตุ้นหรือในรายที่เป็นโรคหืด มักเกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็งเมื่อมีการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยกลุ่มนี้ตอบสนองดีต่อยาขยายหลอดลม
  3. ให้ออกซิเจน แพทย์จะพิจารณาให้ออกซิเจนกับเด็กที่ตัวเขียว หอบมาก มีอาการซึมหรือกระวนกระวาย ไม่ยอมกินนมและน้ำ หายใจเร็วมากกว่า 70 ครั้งต่อนาที
  4. ให้สารน้ำและอาหาร ในปริมาณที่พอเพียงต่อความต้องการของผู้ป่วย ประโยชน์ของการให้สารน้ำที่เหมาะสมและเพียงพอจะช่วยลดความเหนียวของเสมหะและสามารถขับเสมหะออกจากร่างกาย โดยการไอได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการทดแทนการสูญเสียน้ำจากร่างกายของผู้ป่วยซึ่งเกิดจากภาวะไข้สูงและหายใจหอบเร็ว

ในแต่ละรายอาการจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค ซึ่งจะมีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่ถ้าผ่านไป 24 – 48 ชั่วโมง เด็กที่ได้รับการรักษาแล้วหรือยังไม่ได้รับการรักษามีอาการแย่ลง ควรคิดได้เลยว่าเป็นโรคปอดบวม เพราะฉะนั้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

ข้อที่ควรรังวังมากที่สุดสำหรับเด็กที่ทั้งป่วยและไม่ป่วยเป็นปอดอักเสบ คือ ต้องระวังไม่ให้เด็กเกิดการสำลัก เพราะการสำลักเป็นต้นเหตุของการเกิดปอดอักเสบ

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงไปในสถานที่ที่มีเชื้อโรค
  • รักษาความสะอาด ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
  • อย่าให้เด็กเอาของเล่นเข้าปาก
  • ดูและสุขภาพช่องปากอยู่เสมอไมให้ฟันผุ เพราะจะทำให้ติดเชื้อในลำคอ
  • การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญ ควรฉีดให้ครบโดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ วัคซีนป้องกันโรคหัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกัน IPD

คำแนะนำเพิ่มเติม

ข้อที่ควรระรังวังมากที่สุดสำหรับเด็กที่ทั้งป่วยและไม่ป่วยเป็นปอดอักเสบ คือ ต้องระวังไม่ให้เด็กเกิดการสำลัก ไม่ว่าจะเป็นนมหรืออาหาร เพราะการสำลักเป็นต้นเหตุของการเกิดปอดอักเสบ