วงการแพทย์ไทยเตรียมพัฒนาผ่าตัดส่องกล้อง

วงการแพทย์ไทยเตรียมพัฒนาผ่าตัดส่องกล้อง

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 คณะแพทย์ธยาศาตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลและแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันจัดประชุมวิชาการในหัวข้อ The 1st Minimally Invasive Forum ครั้งแรก

จุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปลี่ยนประสบการณ์การผ่าตัดส่องกล้องและการผ่าตัดบาดเจ็บน้อย โดยเฉพาะกลุ่มโรคทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยๆ เช่น โรคมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพราะอาหาร กรดไหลย้อนหรือโรคเกิร์ด ไส้เลื่อน ไส้ติ่งและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นโรคที่ผ่าตัดผ่านช่องท้อง เพราะปัจจุบันนี้การผ่าตัดกลุ่มโรคระบบทางเดินอาหารมีความก้าวหน้าอย่างมาก ระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปี ที่ผ่านมานั้นมีการพัฒนาจากการผ่าตัดแบบเปิดแผลใหญ่ไปสู่การผ่าตัดแบบแผลเล็กและการบาดเจ็บเล็กน้อยตามลำดับ

และในบ้านเราตอนนี้ก็ได้มีการนำเอาเทคนิคนี้มาใช้ในการผ่าตัดผู้ป่วยที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีเท่านั้น ซึ่งในการประชุมครั้งนี้คณะแพทย์ได้ร่วมทำเวิร์คช็อปหรือมีการฝึกผ่าตัดแผลกับโรคอื่นๆเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งต่อไปจะใช้เป็นมาตฐานการรักษาโรคทางช่อง เพราะโดยปกติเวลาคนไข้ผ่าตัดช่องท้องนั้นต้องผ่าแผลหน้าท้องยาวประมาณ 1 คืบ คนไข้จะเจ็บอยู่หลายวันทานอาหารลำบากต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนาน แต่ปัจจุบันพอเรามีวิธีนี้เกิดขึ้น จะเห็นชัดว่าการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คนไข้อยู่โรงพยาบาลเพียงแค่สองถึงสามวันก็กลับบ้านได้ กลับมารับประทานอาหารได้เร็วขึ้นเพราะการผ่าตัดไปกระทบดับอวัยะอื่นๆในช่องท้องน้อย ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และที่สำคัญช่วดลดความเจ็บปวดทรมานจากการผ่าตัดด้วยวิธีเดิมอย่างชัดเจน

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารสำหรับเบาหวาน

อาหารสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมเบาหวาน เพราะน้ำตาลที่อยู่ในเลือดมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นเอง

เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปร่างกายจะเปลี่ยนหรือย่อยสลายอาหารนั้นจนกลายเป็นน้ำตาลขนาดเล็กที่เรียกว่าน้ำตาลกลูโคส แล้วน้ำตาลกรลูโคสจะซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันร่างกายจะสั่งการให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาเพื่อทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด โดยการลำเลียงน้ำตาลผ่านเข้าผนังเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานต่อไป หลังทานอาหารเมื่อเกิดกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหารเสร็จสิ้นลง ระดับน้ำตาลในเลือดจะเริ่มลดลง นั้นคือเวลาที่ฮอร์โมนอินซูลินและกลูคาร์ก้อนจะทำหน้าที่อีกครั้งในการนำน้ำตาลที่เก็บไว้ในเซลล์กล้ามเนื้อและไขมันกลับเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมอีกครั้ง

อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน

มีหลักการเดียวกันกับอาหารเพื่อสุขภาพ แต่มีอาหารบางประเภทที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เน้นการบริโภคให้ได้สัดส่วนปริมาณและความหลากหลายของอาหารที่เหมาะสม

ในรูปสามเหลี่ยมด้านบนจะแบ่งอาหารออกเป็นกลุ่มต่างๆ และให้รายละเอียดปริมาณที่ควรบริโภคเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่พอดีกับความต้องการให้มีสุขภาพที่ดีได้ ซึ่งหากรับประทานอาหารกลุ่มต่างๆได้ตามแนวทางที่กำหนดจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานรวมประมาณ 1600 ถึง 2400 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ปริมาณพลังงานที่คนเราต้องการจะแตกต่างกันไปตามเพศ อายุ ขนาดร่างกาย และรูปแบบการใช้ชีวิตว่ามีการใช้พลังงานมากน้อยเพียงได

สำหรับผู้เป็นเบาหวานมักมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนอยู่แล้ว จึงแนะนำให้เลือกปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละกลุ่มที่ตัวเลขต่ำสุดเพื่อให้ได้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 1600 กิโลแคลอรี่ ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับตัวคุณได้อีกครั้ง

ปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละกลุ่มต่อวันสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารกลุ่มแป้ง คือ อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกายโดยตรงแต่ควรระวังเป็นพิเศษเพราะถ้ารับประทานมากเกินที่ร่างกายต้องการ จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึงมีอยู่ 2 ประเภทคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวและ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ผู้เป็นเบาหวานควรเลือกรับประทานอากรหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นอาหารหลัก เพื่อให้ได้พลังงานที่มีคุณค่า

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน)

มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าจึงสลายตัวเป็นกลูโคสได้อย่างช้าๆระดับน้ำตาลจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นในกระแสเลือดให้เซลล์ค่อยๆดึงน้ำตาลไปใช้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างสมดุล อาหารในกลุ่มนี้ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีทเป็นต้น

คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน)

มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน สลายตัวง่าย ซี่งจะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายรวดเร็ว หากรับประทานเข้าไปมากน้ำตาลก็จะล้นทะลักเข้าเส้นเลือดจึงไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวานควรเลี่ยง อาหารในกลุ่มนี้ได้แก่ น้ำตาลชนิดต่างๆ น้ำผึ้ง แลคโตส หรือน้ำตาลในนม และน้ำตาลในผลไม้เป็นต้น

อาหารกลุ่มผัก ผักมีใยอาหารสูงช่วยให้กระบวนการย่อยและการดูดซึมเกิดขึ้นช้า ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

อาหารกลุ่มผลไม้ เป็นแหล่งคาโบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เพราะทำให้การควบคุมสมดุลของเลือดเป็นไปได้ยาก สำหรับน้ำผลไม้มีเส้นใยอาหารน้อยผู้เป็นเบาหวานจึงควรทานผลไม้สดจะดีกว่า

กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนม เป็นแหล่งโปรตีน แร่ธาตุ แคลเซียมและฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน

กลุ่มเนื้อสัตว์ ให้ทั้งโปรตีนและไขมันต่อร่างกาย โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเป็นแหล่งพลังงานด้วย แต่ในเนื้อสัตว์มักมีไขมันและคอเลสเตอรอลแฝงอยู่ หากรับประทานปริมาณมากอาจมีความเสี่ยงจากการเกิดโรคไขมันในเลือดสูงได้ จึงควรเลือกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โปรตีนจากไข่หรือโปรตีนจากเนื้อปลาและพืชเป็นหลัก

กลุ่มไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อช่วยในการดูดซึมวิตามินต่างๆแต่การได้รับไขมันเกินความต้องการอาจทำให้เกิดอันตรายได้เราจึงควรระมัดระวัง

เกลือหรือโซเดียม เป็นนความสัมพันธ์โดยตรงกับการเป็นความดันโลหิตสูง ทำให้ไตต้องทำงานหนักซึ่งผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงที่ไตจะเสื่อมมากกว่าคนปกติทั่วไปอยู่แล้ว จึงควรทานแต่น้อยเท่านั้น

อาหารในกลุ่มเดียวกันจะใช้สารอาหารหลักใกล้เคียงกันถ้าเรารู้จักกินทดแทนหรือสลับเปลี่ยนกันบ้างจะทำให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผู้เป็นเบาหวานอาจยึดหลักใช้เท่าใหร่กินเท่านั้น โดยดูแลการรับประทานอาหารให้สม่ำเสมอครบมื้อเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดในแต่ละวันเป็นไปอย่างเหมาะสม

อาการของโรคเบาหวาน

การรักษาและดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวาน

เลือดมีหน้าที่อะไร และมีองค์ประกอบอย่างไร

หน้าที่ของเลือด

ภายในเลือดนั้นมีทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด และ ก๊าซ เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้ง เกลือแร่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังมีสารจำพวกฮอร์โมน วิตามิน เอนไซม์ และ แอนติบอดี รวมอยู่ด้วย

การใหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย เช่น มีการลำเลียงน้ำตาลกลูโคสในตับไปยังกล้ามเนื้อเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานต่อไป

ทั้งนี้เลือดซึ่งเป็นของเหลวสีแดงจะไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดทั่วร่างกาย จะมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายโดยผ่านเส้นเลือด ซึ่งเลือดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

  1. น้ำเลือดหรือพลาสมา
  2. เซลล์เม็ดเลือด

เม็ดเลือด แบ่งออกเป็น เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว

เม็ดเลือดแดง

มีหน้าที่นำเอาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีลักษณะกลมแบนและมีรอยเว้าตรงกลาง

เม็ดเลือดขาว

มีหน้าที่ป้องกันและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย คอยต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ

เกล็ดเลือด

มีหน้าที่สำคัญในการห้ามเลือด ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวและรวมตัวกันอุดบริเวณที่มีการฉีกขาดของหลอดเลือด

พลาสมาหรือน้ำเลือด

ทำหน้าที่ควบคุมความดันเลือด ปริมาณของเลือด ป้องกันเลือดออก

พลาสมาประกอบด้วย น้ำประมาณ ร้อยละ 92 และโปรตีนประมาณ ร้อยละ 8 ซึ่งโปรตีนส่วนนี้มีความสำคัญในการรักษาสมดุลของน้ำในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อ เป็นภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกาย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจะบริจาคเลือดให้แก่ผู้ป่วยหรือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ก็สามารถทำได้ถ้าหากว่าตรวจแช็คสภาพร่างกายแล้วมีความพร้อมเพราะนั้นถือว่าเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่อีกทางหนึ่ง

โรคไข้เลือดออก (Denque fever)

ไข้เลือดออก

เกิดจากไวรัสเดงกี่ โดยมียุงลายซึ่งเป็นยุงตัวเมียได้กัดคนที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและดูด เลือดของผู้ป่วย เชื้อไวรัสเดงกี่ก็จะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนอยู่ในตัวยุง เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยไวรัสเดงกี่ให้คนนั้น ทำให้คนนั้นเป็นโรคไข้เลือดออกต่อไปอีก

โรคนี้แพร่ระบาดได้ตลอดปี แต่พบการระบาดมากที่สุดในฤดูฝน ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่

ไข้เลือดออก อาการ

  • มีไข้สูงลอย 39-40 องศา
  • ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง
  • มีผื่นแดงที่ผิวหนัง และมีเลือดออกตามลำตัวเป็นจุดๆ
  • ถ่ายดำ
  • มีเลือดกำเดาไหล อาเจียน
  • ตับโต กดเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา
  • ในช่วงไข้จะลดมีอาการช็อก มือเท้าเย็น รอบปากเขียว ชีพจรเบาและเร็ว ความด้นโลหิตต่ำ และอาจจะเสียชีวิตได้

วิธีรักษาไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกยังไม่มียาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อเดงกี่โดยเฉพาะ ดังนั้นการรักษาจึงรักษาไปตามอาการ

  • ให้ยาลดไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล
  • ดื่มน้ำเกลือแร่
  • ดูอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย คลื่นไส้ อาเจียน มือเท้าเย็น ปากเขียว หน้ามืด ใจสั่น ในช่วงไข้ลดให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
  • ตรวจเลือด

สิ่งสำคัญที่สุดถ้าคิดว่าเป็นไข้เลือดออกควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็ว

การป้องกัน

  • การกำจัดลูกน้ำ ใช้ทรายอะเบท หรือยาฆ่าลูกน้ำใส่ในบ่อน้ำ
  • กำจัดแหล่งน้ำที่สามารถเพาะพันธุ์ยุง พาชนะที่ใส่น้ำต้องมีฝาปิดมิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันใส่ดอกไม้อยู่เสมอ
  • พ่นยาฆ่ายุงลายตามบ้านและในที่ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
  • ควรนอนในมุ้งเพื่อกันยุงกัด หรือ ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงแขนยาว
  • ไม่ควรนั่งเล่นในมุมมืด หรือที่ๆไม่มีลมพัดผ่าน

ขณะนี้บางประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังทำการทดลองวิจัยเพื่อผลิตวัคซีนต้านเชื้อไวรัสเด งกี่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลอง ส่วนงานพัฒนาวัคซีนของมหาวิทยาลัยมหิดลก็กำลังอยู่ในระหว่างทำการค้นคว้า ทดลอง วิจัยอยู่ด้วยเช่นกัน

เซลล์ซ่อมเซลล์ การรักษาอวัยวะเสื่อม

การรักษาอวัยวะเสื่อม

ทำได้โดยการใช้สารสกัดจากอวัยวะของสัตว์ นำมาช่วยซ่อมแซมเซลล์ของมนุษย์ เช่น เซลล์ตับจะไปซ่อมแซมเซลล์ตับ เซลล์หัวใจจะไปซ่อมแซมเซลล์หัวใจ ซึ่งไม่มีผลข้างเคียง

เซลล์ซ่อมเซลล์ เป็นการซ่อมแซมเซลล์ด้วยซีโนจีนิก เปปไทด์ ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ภายในไซโทพลาซึมของเซลล์โดยจะเป็นการรักษาที่ต้นเหตุไปซ่อมแซมอวัยวะที่มีปัญหา

คุณสมบัติของเซลล์ที่นำมาซ่อมจะต้องเป็นเซลล์ที่ยังไม่ตายและต้องรักษาตั้งแต่เนินๆ ร่างกายจะฟื้นฟูได้ง่ายกว่าตอนที่เซลล์เสื่อมสภาพมากแล้ว หากร่างกายไม่เสื่อมสภาพมากนัก จะใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายประมาณ 3 ถึง 4 เดือน จึงจะกลับเป็นปกติ

จะทราบได้อย่างไรว่าเซลล์ได้เสื่อมสภาพมากน้อยแค่ใหนแล้ว

ชายหรือหญิงเมื่ออายุเกิน 30 ปี ระบบการทำงานของร่างกายจะเสื่อมทีละนิด มากน้อยแตกต่างกันไป จึงต้องให้แพทย์ตรวจเพื่อที่จะได้ซ่อมแซมได้ทันท่วงที อย่าปล่อยให้เจ็บปวดหนักอาจจะสายเกินไปก็ได้

วิธีวัดผลว่าดีขึ้นหรือไม่หลังการรักษา

  • ภายหลังการรักษา 7 ถึง 10 วัน ลองใช้ นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้คีบจับเส้นผมกระจุกหนึ่งแล้วดึง ปกติจะหลุด 1 ถึง 5 เส้น ถ้าหลุดน้อยกว่าเดิมแสดงว่าการรักษาดีขึ้น
  • สังเกตุระดับและระยะเวลาการหลับ หลังการรักษาตื่นนอนแล้วรู้สึกสดชื่นแสดงว่าเซลล์ซ่อมเซลล์แล้ว
  • การักษาถุงใต้ตา – หลังการรักษา 10 วัน ลองเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาถ้าลดลงแสดงว่าการรักษาดีขึ้น
  • เสริมทรวงอก – ภายหลังการรักษา 5 ถึง 10 วัน สังเกตุทรวงอก แน่น คัด ตึงขึ้น ขยายขนาดขึ้น 1 ถึง 2 นิ้วหรือไม่
  • แก้ปัญหากระดูกพรุน – หลังการรักษา 10 ถึง 30 วัน ลองวัดความหนาแน่นของกระดูกเปรียบเทียบกับก่อนรักษา
  • โรคสะเกิดเงิน – ถ้าไม่ต้องทายาสเตียรอยด์ถือว่าการรักษาคุ้มค่า

ดีเอ็นเอ (DNA)

ดีเอ็นเอ (DNA)

การพัฒนาทางพันธุกรรมศาตร์ ซึ่งมีความเจริญรุดหน้าเป็นอย่างมาก กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์ การศึกษาถึงสาเหตุการเกิดโรคพันธุกรรม โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรความดันโลหิตสูง ด้านการปรับปรุงคุณภาพสัตว์เศรษฐกิจและด้านพืชพันธุ์ต่างๆ และด้านกฏหมายในหลายแง่ด้วยกัน

หน่วยพันธุกรรมหรือ ยีน ซึ่งอยู่ในโครโมโซมประกอบไปด้วยสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ (DNA) ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่

ดีเอ็นเอ (DNA) พบได้ในนิวเคลียส (nucleus) ของเซลล์ต่างๆ

เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์ผิวหนัง เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม กระดูก รากเส้นผม เป็นต้น

ดีเอ็นเอ (DNA) มีข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นไว้

เช่น บางคนมีผมสีทอง บางคนมีผมสีดำหรือผมหยิก มีผิวขาวหรือผิวดำ ซึ่งเป็นลักษณะที่ได้ถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หรือ ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆตั้งแต่โบราณมาแล้วและถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลานต่อๆกันไป

โครงสร้างของดีเอ็นเอในแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันไปจึงทำให้สิ่งมีชีวิตในแต่ละหน่วยหรือแต่ละชีวิตมีความแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตในหน่วยอื่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนกัน ยกเว้นฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน

ปัจจุบันดีเอ็นเอได้นำมาใช้ในการชีตัวบุคคลได้อย่างถูกต้องแม่นยำที่สุด ความรู้เรื่องดีเอ็นเอสามารถนำมาใช้ในการพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นพ่อของเด็กได้ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ควบคุมการผสมพันธุ์สัตว์ที่หายาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก

ข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน

การใช้บริการจากเว็บไซต์“เมดิกไทย” (medicthai.com) ถือเป็นการยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้เว็บไซต์นี้

  1. ข้อมูลทั้งหลายที่ได้รับจากเจ้าของสิทธิบัตรเว็บไซต์ Medicthai.com อันได้แก่ ข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ และเนื้อหาใดๆที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ Medicthai.com นั้นมีไว้เพื่อเป็นข้อมูลศึกษาค้นคว้าเท่านั้น
  2. ข้อมูลเหล่านี้มิได้มุ่งหมายเพื่อทดแทนคำแนะนำ, วินิจฉัยโรค หรือการรักษาโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ใดใด เนื่องจากต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย ท่านควรจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้รักษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
  3. เนื้อหาที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้ เรียบเรียงขึ้นตามช่วงเวลาที่จัดทำเท่านั้น การพัฒนาความรู้และการวิจัยใหม่ๆที่เกิดขึ้นในภายหลัง อาจทำให้เกิดข้อแนะนำที่แตกต่างจากนี้ได้
  4. บทความและสื่อต่างๆที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้ เป็นการเรียบเรียงและสะท้อนความเห็นของผู้เขียนหรือผู้จัดทำแต่ละรายเท่านั้น คณะจัดทำเว็บไซต์“เมดิกไทย”ไม่ขอรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการใช้ข้อมูลและเนื้อหาดังกล่าว
  5. เว็บไซต์นี้และข้อมูลที่บรรจุอยู่ในเว็บไซต์นี้ มิได้มุ่งหมายในการระบุว่าผู้ป่วยรายใดรายหนึ่งหรือการเจ็บป่วยกรณีใดกรณีหนึ่งจะต้องใช้ยาแบบใด ขนาดเท่าใด หรือไม่ควรใช้ยาแบบใด ขนาดใด ผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะมีความจำเป็นเฉพาะราย การใช้ยาในผู้ป่วยเฉพาะรายหรือเฉพาะโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชียวชาญ คณะผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่ขอรับผิดในความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเนื่องมาการนำข้อมูลในเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์
  6. การเชื่อถือในข้อมูลใดๆที่มีในเว็บไซต์ Medicthai.com หรือในตัวพนักงานของ Medicthai.com หรือเว็บไซต์อื่นๆที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ Medicthai.com หรือแม้แต่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ถือเป็นความเสี่ยงของท่านเอง คณะผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่ขอรับผิดในความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  7. เว็บไซต์ Medicthai.com อนุญาตให้ท่านดูหรือดาวน์โหลดข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ Medicthai.com เพื่อการใช้งานส่วนตัวของท่านเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในเชิงธุรกิจว่าด้วยลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของดังนี้ : “©2012, Medicthai.com, LLC. All rights reserved” การทำซ้ำ ลอกเลียน ดัดแปลง คัดลอก กระจายหรือจำหน่ายจ่ายแจก บางส่วนหรือทั้งหมดจากข้อมูลและเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร ถือเป็นการกระทำอันผิดกฎหมายอันเป็นการละเมิด และผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษตามที่กฎมายได้กำหนดไว้
  8. เว็บไซต์ Medicthai.com มีสิทธิ์ในการพิจารณาสื่อทุกชนิดก่อนที่จะนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์และมีสิทธิ์ในการลบสื่อทุกชนิดไม่ว่าจะโดยเหตุผลใด เวลาใดก็ตาม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า

โรคสมาธิสั้น (ADHD)

โรคสมาธิสั้น

คำพูดที่ว่าเด็กซนคือเด็กฉลาดนั้นไม่จริงเสมอไป เพราะในปัจจุบันนี้ถ้าหากลูกหลานของคุณมีอาการซนมากๆ อารมณ์หุนหันพลันแล่น และสมาธิสั้น แสดงว่าพวกเขาอาจจะกำลังประสบปัญหาของโรคสมาธิสั้นอยู่ ซึ่งถ้าหากเป็นภาวะนี้แล้ว เขาต้องการการดูและเป็นพิเศษจากทั้งคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และที่สำคัญจากแพทย์ด้วย

โรคสมาธิสั้นนั้นไม่ได้เป็นแต่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็เป็นได้เหมือนกัน

อาการของคนเป็นโรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้นเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรม ซึ่งจะพบบ่อยในเด็กวัยเรียน ซึ่งอาการของโรคสมาธิสั้นนั้น จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการหลัก

กลุ่มอาการที่ 1 ขาดสมาธิ

ไม่สามารถที่จะจดจ่อทำอะไรได้นาน เหม่อลอย หลงลืม และในกลุ่มเด็กนักเรียนนั้นก็อาจจะสังเกตุได้เวลาที่คุณครูสอนจะมีอาการเหม่อลอยไม่ฟังครู หลงลืม ของหายบ่อย

กลุ่มอาการที่ 2 ซนอยู่ไม่นิ่ง

ชอบวิ่ง ปีนป่าย ไม่อยู่นิ่ง

กลุ่มอาการที่ 3 หุนหันพลันแล่น

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เวลาโกรธ เสียใจ ผิดหวัง ไม่ได้ดั่งใจ จะแสดงอารมณ์รุนแรงออกมาทันทีโดยไม่ได้ยั้งคิด

เด็กซนที่เข้าข่ายเป็นโรคสมาธิสั้น สามารถสังเกตุได้อย่างไร

เด็กซนมากผิดปกติ สังเกตุได้ เช่น อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องขยับตัว ทำนั้นทำนี่อยู่ตลอดเวลา สนใจอะไรที่ชอบก็จะจ่อได้นาน แต่ถ้าเป็นอะไรที่ไม่ชอบหรือเป็นเรื่องเรียน เขียน อ่าน จะไม่มีสมาธิ

สมาธินั้นวัดจากงานที่ทำอย่างเช่น การบ้านหรือเวลาฟังที่ครูสอนจะไม่สมารถจดจ่ออยู่ได้นาน ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ส่วน เกมส์ ทีวี หรือสื่อต่างๆ ไม่นับเพราะมีสิ่งเร้าทั้งแสง เสียงตลอดเวลา

ถ้าเป็นโรคสมาธิสั้นตอนวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะหายหรือไม่

เนื่องจากสมาธิสั้นเป็นโรคเรื้อรังจะเป็นตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่สามารถสังเกตุอาการได้ อย่างเช่น ไม่มีสมาธิจดจ่อกับการทำงาน อารมณ์เสียง่าย ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน เปลี่ยนงานบ่อยๆ และถ้ามีปัญหาดังกล่าวร่วมกับประวัติในวัยเด็กชวนสังสัยก็มีแนวโน้มที่อาจจะเป็นโรคสมาธิสั้น

โดยปกติแล้วโรคสมาธิสั้น 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อโตขึ้นอาการจะทุเลาลงประมาณ 1 ใน 3 แต่อีก 70 เปอร์เซ็นต์นั้นอาการยังคงอยู่และมีผลแทรกซ้อนที่ตามมา

ในกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้นจะไวต่อสิ่งเร้า มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนๆ มีแนวโน้มที่จะเสี่ยงในเรื่องของการใช้ยาเสพย์ติดได้ง่ายกว่าวัยรุ่นปกติทั่วไป

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น

  1. ปัจจัยทางชีวภาพ คือ เกิดจากพันธุกรรม
  2. ปัจจัยทางร่างกาย เช่น การทำงานของสมอง การทำงานที่ผิดปกติของระบบสารสื่อประสาท
  3. ปัจจัยจากสภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูจากครอบครอบ โดยจะพบว่าการเลี้ยงดูที่ไม่ค่อยมีความสม่ำเสมอในเรื่องของการฝึกระเบียบวินัย หรือการปรับพฤติกรรม

แต่ถามว่าการเลี้ยงดูอย่างเดียวจะเป็นสาเหตุของโรคใหม อันนี้ก็คงจะไม่ใช่เพราะมีหลายปัจจัยที่จะไปกระตุ้น อาจจะเป็นปัจจัยไดปัจจัยหนึ่งไปกระตุ้น ทำให้อาการของเขานั้นชัดเจนมากขึ้นมากกว่า

วิธีการรักษาอาการสมาธิสั้น

  1. รับประทานยา ตามที่แพทย์สี่งเท่านั่น พาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อได้รับการประเมิน เพราะการวินิจฉัยจำเป็นจะต้องทราบประวัติจากหลายๆส่วน ทั้งจากผู้ปกครอง โรงเรียน เมื่อวินิจฉัยแล้ว การรักษาที่ได้ผลดีที่สุด คือ การับประทานยา ซึ่งเป็นยาที่ช่วยเสริมในเรื่องของสมาธิ (ยาเสริมสมาธิ) โดยทั่วๆก็จะมีทั้งออกฤทธิ์สั้น และยาว ยาจะช่วยให้คงสมาธิและยังลดความหุนหันพลันแล่น หรือการฝึกง่ายควบคุมตัวเองได้มากขึ้น
  2. จิตบำบัด โดยการปรับการเลียงดูและปรับพฤติกรรมเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ โรคนี้เด็กจะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมข้างข้างมาก ซึ่งบางทีเมื่อเด็กพฤติกรรมที่ไม่ดีผู้ปกครองก็มักจะแสองออกด้วยการ ดุ ด่า ตำหนิ ตี เพราะคิดว่าเด็กที่สมาธิสั้นเป็นเด็กที่ไม่ตั้งใจ นิสัยไม่ดี ซึ่งเราใม่ควรโทษเด็กแบบนั้นเพราะตอนนี้เขากำลังไม่สบายอยู่ ถ้าผู้ปกครองเข้าใจตรงจุดนี้ก็สามารถช่วยในเรื่องของการปรับพฤติกรรมของเด็ก และให้เด็กได้มีความรู้สึกว่าเขาทำได้ เขาทำสำเร็จ เพื่อเป็นการต้นทุนการปรับพฤติกรรมต่อไป โดยเริ่มจากเรื่องง่ายๆก่อน พอทำได้แล้วก็ชมเขาให้เขามีกำลังใจที่จะทำต่อไป

วินัยเชิงบวกคือ เจตคติ (attiude) หมายถึง ท่าทีหรือความรู้สึกนึกคิด ความชอบความชังของบุคคลต่อสิ่งไดสิ่งหนึ่ง

วิธีจัดการอาการสมาธิสั้นในวัยผู้ใหญ่

  • ฝึกการสนในในสิ่งไดสิ่งหนึ่งโดยการกำหนดระยะเวลา
  • ใช้ดนตรีบำบัด
  • ฝึกคิด จินตนาการ
  • การนั่งสมาธิ อาจจะใช้เวลาแค่สั้นๆ 3- 5 นาที ก่อนนอน ฝึกกำหนดลมหายใจ ก็จะช่วยให้เรานิ่งขึ้น

ถ้าได้รับการรักษามาแต่เนิ่นๆ รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้ผลกระทบที่จะตามมา ตรงนี้ก็จะช่วยป้องกันปัญหาต่างๆในระยะยาว

ส่วนใหญ่เมื่อเด็กมีปัญหา อาจจะเป็นปัญหาสุขภาพจิตหรือพฤติกรรมที่รุนแรงแล้ว ผู้ปกครองถึงจะพามาพบจิตแพทย์ สิ่งนี้อยากให้ผู้ปกครองลองเปลี่ยนมุมมองต่อการมาพบจิตแพทย์เด็ก เพราะว่าจิตแพทย์เด็กนั้นไม่ได้รักษาแค่โรคจิต ซึ่งจริงๆแล้วโรคจิตในจิตเวทเด็กนั้นมีแค่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และอื่นๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับการเรียนหรือพัฒนาการ พวกนี้มีมากกว่ามาก เพราะฉะนั้นถ้าสงสัยหรือว่าต้องการจะปรึกษาก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนินๆจะดีกว่า