โรคเอดส์รักษาได้

โรคเอดส์รักษาได้

โรคเอดส์ คือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่รักษาได้ ยิ่งรู้เร็วยิ่งดีต่อการรักษา เพราะฉะนั้นอย่ากลัวการตรวจเลือดเพราะมันไม่มีประโยชน์ มายอมรับมันให้ได้และรีบรักษา แค่นี้คุณก็จะได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป

โรคเอดส์มีอาการอย่างไรบ้าง?

เมื่อร่างกายเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไป เราจะมีสุขภาพไม่ต่างไปจากเดิม เพราะเชื้อเอชไอวีจะค่อยๆ ทำลายภูมิคุ้มกันไปเรื่อยๆ จะไม่ทำให้ป่วยในทันที เพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายได้ ช่วงนี้เรียกว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคต่างๆ ได้ ก็จะทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ ช่วงนี้เรียกว่า ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์ ส่วนใหญ่จะพบอาการหลังติดเชื้อผ่านไปแล้ว 4-6 ปี หรือบางรายนานถึง 10 ปี เร็วสุด 6 เดือน แต่ไม่ค่อยพบ

โรคที่ป่วยหรือกำเริบขึ้นในช่วงที่เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส เช่น เชื้อราในปาก เชื้อราในหลอดอาหาร วัณโรค เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ปวดอักเสบพีซีพี เป็นต้น ซึ่งโรคฉวยโอกาสหลายโรคป้องกันและรักษาได้ ขณะเดียวกันภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็สามารถรักษาได้ โดยการใช้ยาต้านไวรัส เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเอชไอวี ทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นจนกลับสู่ระดับปกติ

การตรวจเลือด

  1. การตรวจแบบรู้ผลเลย สำหรับผู้มีความเสี่ยง 2 สัปดาห์ขึ้นไป
  2. การตรวจแบบแนท สำหรับผู้มีความเสี่ยง 1-2 สัปดาห์ คือการตรวจหาเชื้อ HIV ชนิดเฉียบพลัน (ในปัจจุบันสามารตรวจแบบแนทได้ที่คลีนิคนิรนาม)

ขั้นตอนการขอตรวจเลือด

  1. ลงทะเบียน ไม่ต้องยื่นเอกสาร ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อจริง สามารถใช้เป็นชื่อย่อได้ในการลงทะเบียน แต่ถ้าแสดงบัตรประชาชนจะได้รับการตรวจฟรี
  2. รับคำปรึกษาก่อนการตรวจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและสภาพจิตใจ
  3. เจาะเลือด และรอฟังผล 1 ชั่งโมง และรับคำปรึกษาหลังการตรวจเลือด ถ้าผลเป็นบวกจะดำเนินการตรวจขั้นต่อไปเพื่อรักษา

การรักษาโรคเอดส์

โรคเอดส์สามารถรักษาได้ โดยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเอชไอวี ทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นจนกลับสู่ระดับปกติ ถ้าได้รับการรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผู้มีเชื้อและผู้ป่วยโรคเอสด์ก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ยาวนานขึ้น และไม่ป่วยเป็นโรคฉวยโอกาส

การเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วย ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ติดเชื้อเอง การรักษาก็จะไม่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้นถ้าคุณมีภาวะเสี่ยงภายใน 7 วัน คุณสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีได้แล้ว เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายแล้วก็ยังรักษาได้ แต่อาจต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยหรืออาการข้างเคียงของยาที่มากขึ้น

การดูแลตนเอง

  1. มีวินัยที่ดีในการกินยาต้านไวรัสอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตรงเวลา สม่ำเสมอ ตลอดไป และต้องไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  2. ลดความวิตกกังวล จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงสุรา และยาเสพติด
  4. พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ลืมกินยาต้านไวรัสหรือกินยาไม่ตรงเวลา ส่งผลอย่างไร?

การลืมกินยาหรือการกินยาต้านไวรัสที่ไม่ตรงเวลา จะส่งผลทำให้ยาไม่สามารถไปกดจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายได้ ทำให้เชื้อดื้อยา ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการล้มเหลวในการรักษา ซึ่งแพทย์จำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนยา เป็นสูตรดื้อยา ซึ่งสูตรดื้อยานี้จะมีข้อเสียคือ จำนวนยาที่ต้องกินมากขึ้น ผลข้างเคียงก็จะมากขึ้นตามจำนวนยาที่เพิ่มขึ้นด้วย ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนเวลาในการกินยาให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ไม่ควรใช้ยาสมุรไพร ร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวี

จากการวิจัยพบว่า สมุรไพรหลายชนิดจะไปลดประสิทธิภาพยาต้านไวรัสเอชไอวีหากมีการใช้ร่วมกัน และยังมีความเป็นพิษต่อตับและไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายได้ หากต้องการใช้ยาสมุรไพรร่วมด้วย ให้นำสมุนไพรนั้นมาปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ยารักษาไมเกรนมีผลต่อยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือไม่?

ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนและต้องกินยาร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวี จะทำให้ยาตีกันกับยาต้านไวรัสและส่งผลให้ยารักษาไมเกรนมีผลเป็นพิษต่อร่างกาย สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่กินยาเพื่อรักษาไมเกรน หรือโรคประจำตัวอื่นๆ หรือยาสมุนไพร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักาษาได้อย่างถูกต้อง ห้ามผู้ป่วยกินยาอื่นๆ ก่อนปรึกษาแพทย์โดยเด็ดขาด

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเอดส์

  • ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่ปรากฏอาการถึง 1,200,000 คน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเชื้อในตัว ดังนั้งการมีเพสสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันทุกครั้งคือการเสี่ยงติดโรคเอดส์
  • วัยรุ่นกลายเป็นกลุ่มหลักของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ ที่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8,000 ราย โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย
  • กลุ่มผู้หญิงที่ติดเชื้อแล้วตั้งครรภ์ สามารถป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่ไปสู่ลูกได้ ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าร้อยละ 2 เนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัส การผ่าคลอด และการงดให้นมแม่
  • เอดส์เป็นโรคเรื้อรังเช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง สามารถรักษาได้ถึงแม้จะไม่หายขาด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *