ยาหมดอายุ

คุณอาจจะเคยสงสัยมาแล้วบ้างว่า ยาที่หมดอายุมาแล้วนั้นยังคงมีประสิทธิภาพทางยาอยู่หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพบ้างถ้าหากว่าเราจะใช้ยาตัวนั้นเพื่อการรักษาต่อไป

บทความของคคณะแพทย์จากนิตยสาร The Medical Letter ได้ตอบคำถามต่อประเด็นนี้ว่า ยาที่เก็บไว้ล่วงเลยวันที่หมดอายุมาแล้วจะยังคงมีประสิทธิภาพทางการรักษาและสามารถนำมาใช้ได้อยู่หรือไม่นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับบริบทแวดล้อมของตัวยานั้น ๆ นั่นเอง เช่น ชนิดและประเภทของยา, การเก็บรักษา, ลักษณะทางกายภาพของยา และสภาพการปิดผนึกของบรรจุภัณฑ์

เราสามารถใช้ยาที่หมดอายุแล้วได้หรือไม่?

เกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ได้เคยมีคอลัมน์หนึ่งของนิตยสาร Pyschopharmacology Today ตีพิมพ์ให้คำอธิบายเชื่อมโยงเอาไว้ว่า กรณีที่ผู้ผลิตยาจะต้องระบุวันที่หมดอายุเอาไว้บนบรรจุภัณฑ์ยานั้น ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายที่ผ่านร่างฯ ออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1979 เพื่อให้ผู้ผลิตแสดงการรับรองประสิทธิภาพของตัวยาและความปลอดภัยในการใช้ยานั้น ๆ เท่านั้นเอง แต่ก็ไม่มีรายงานถึงข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยหรืออาการเป็นพิษที่เกิดจากการใช้ยาที่หมดอายุหรือยาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นเคยมีการรายงานออกมาว่าการใช้ยาปฏิชีวนะประเภทเตตราไซคลินที่เสื่อมสภาพแล้วทำให้เกิดผลเสียหายต่อท่อไตของผู้ป่วย นับตั้งแต่รายงานนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามียาหมดอายุหรือยาที่เสื่อมสภาพแล้วตกค้างอยู่ในท้องตลาดอีกเลย

ทางกองทัพทหารเองก็เคยเผชิญกับปัญหาด้านงบฯยาอยู่พักหนึ่ง ทั้งนั้นเป็นเพราะปกติแล้วทางกองทัพฯจะต้องทำการโล๊ะยาที่หมดอายุแล้วและสั่งยาใหม่มาทดแทนในทุก ๆ ระยะสองถึงสามปี กระทั่งต่อมาทางกองทัพฯจึงได้ทำการร้องขอไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเพื่อให้เข้ามาช่วยทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกรณียาหมดอายุดังกล่าว ผลจากการศึกษานั้นพบความจริงว่าร้อยละ 90 ของยารักษาโรคทั้งประเภทที่ต้องมีใบสั่งแพทย์และประเภทที่ไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์กำกับกว่า 100 ชนิด ของทางกองทัพฯนั้นยังคงมีประสิทธิภาพในทางการรักษาอยู่แม้จะล่วงเลยวันที่หมดอายุมาแล้วกว่า 15 ปี ก็ตาม

วันที่หมดอายุบนบรรจุภัณฑ์ยานั้นมีความสำคัญอย่างไร?

วันที่หมดอายุโดยทั่วไปแล้วนั้นมีความสัมพันธ์กันกับสภาวะทางกายภาพของยาที่ยังไม่เคยถูกแกะใช้เลย ซึ่งหมายความว่าสภาวะทางกายภาพของยาที่ยังไม่ถูกแกะใช้นั้นจะถูกรักษาเอาไว้ได้สมบูรณ์ที่สุดภายในระยะเวลาที่ระบุนั้น ๆ และตามปกติแล้วมักจะถูกระบุเอาไว้ระหว่าง 1- 5 ปี ทั้งนี้ไม่รวมไปถึงกรณีที่ยานั้นถูกแกะใช้แล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือวันที่หมดอายุไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในทางการรักษาของตัวยาหรือระยะความปลอดภัยในการใช้ยา นักวิชาการด้านยาเองก็กล่าวในทำนองเดียวกันนี้ว่า เราสามารถนำยาที่หมดอายุแล้วมาใช้ได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมไปถึงยาประเภทเตตราไซคลิน

ยาที่หมดอายุแล้วยังมีประสิทธิภาพในทางการรักษาอยู่หรือไม่?

หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงกลาโหมได้ทำการศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพทางการรักษาของตัวยาที่หมดอายุแล้วนั้น ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า จากจำนวนยา 122 ชนิด ทั้งหมด 3005 ล็อต ที่ยังไม่ถูกแกะใช้เลยนั้น มียาร้อยละ 88 ที่สามารถเก็บไว้ได้หลังจากล่วงเลยวันที่หมดอายุไปแล้วอีกประมาณ 66 เดือน โดยที่สภาวะทางกายภาพยายังคงเดิม และมียาเพียงร้อยละ 18 เท่านั้นที่ในทางกายภาพพบว่ามีการปนเปื้อน, ค่า pH เปลี่ยน, หมาดชื้น, แข็งกระด้าง, กร่อนหรือเสียรูปทรง โดยไม่มียาตัวใดเลยที่มีการเสื่อมทางกายภาพหลังจากเลยวันหมดอายุมาแล้วน้อยกว่าหนึ่งปี และมีตัวยาถึง 312 ตัว ที่ผ่านการทดสอบว่าสามารถเก็บไว้ได้ต่อไปอีกมากกว่า 4 ปี และสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ส่วนประสิทธิภาพหลักทางการรักษานั้นยังคงมีอยู่แต่อาจลดลงได้ตามกาลเวลาเมื่อเก็บไว้ต่อไปอีก ทั้งนี้ไม่รวมถึงตัวยาประเภท ไนโตรกลิเซอรีน, อินซูลีนและยาปฏิชีวนะชนิดน้ำ

เก็บรักษายาอย่างไรให้ปลอดภัย?

ควรเก็บยาไว้ในที่เย็น เช่น การเก็บยาไว้ในตู้เย็นนั้นช่วยยืดอายุของตัวยาไปได้อีกหลายปี ไม่ควรเก็บยาไว้ในที่ ๆ มีอุณหภูมิหรือความชื้นสูงเพราะอาจทำให้เก็บยาไว้ได้สั้นกว่าระยะเวลาที่ระบุ รายงานการศึกษาวิจัยหนึ่งที่เคยได้รับการตีพิมพ์ชี้ว่ายาบางตัว เช่น captopril ชนิดเม็ด, cefoxitin sodium สำหรับใช้โดยการฉีด และ theophylline ชนิดเม็ดนั้น สามารถเก็บไว้ในสภาวะที่มีอุณหภูมิหรือความชื้นสูงได้นานถึง 25 ปี โดยที่ยังคงสภาพทางเคมีและสามารถต้มในอุณหภูมิ 65- 85 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายวันโดยที่ไม่กระทบต่อประสิทธิภาพทางการรักษาเลย การศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังกล่าวอีกว่า ร้อยละ 90 ของยาประเภท theophylline สามารถคงสภาพทางตัวยาไว้ได้แม้จะเก็บไว้ต่อไปอีก 30 ปี หลังล่วงเลยวันที่หมดอายุแล้วก็ตาม

เราสามาสารถใช้ยาน้ำที่หมดอายุแล้วได้หรือไม่?

ยาน้ำเชื่อมและยาน้ำแขวนตะกอนนั้นโดยทั่วไปแล้วมีความเสถียรไม่เหมือนกันกับตัวยาชนิดเม็ด และไม่ควรใช้ยาน้ำที่ขุ่นข้นหรือสีซีดจางผิดปกติ ส่วนยาเอปิเพนนั้นจะเสื่อมประสิทธิภาพลงหากพ้นวันที่หมดอายุมาแล้ว จากการศึกษายาเอปิเพนขนาด 0.3 มก. จำนวน 28 ชุด และยาเอปิเพนขนาด 0.15 มก. จำนวน 6 ชุด ที่หมดอายุแล้วประมาณ 1-90 เดือน ปรากฏว่าปริมาณของสารอิพิเนฟรินในตัวยามีอัตราลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บไว้ต่อไปอีก ต่างจากยาน้ำประเภท Ophthalmic เช่น Xaltan ซึ่งเก็บไว้นาน ๆ ไม่ค่อยได้ เพราะยามักจะเสียจากการบูดเน่ามากกว่าการเสื่อมความเสถียรของตัวยาเอง

สุดท้ายนี้ในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านั้น คุณสามารถใช้ยาที่หมดอายุแล้วเพื่อเบาเทาอาการเจ็บป่วยได้โดยไม่ต้องกังวลต่ออันตรายใดๆ เพราะตราบกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีรายงานจากหน่วยงานใดถึงความเป็นพิษของยาที่หมดอายุหรือยาที่เสื่อมสภาพแล้วเลย อีกทั้งเราก็ได้ทราบจากข้างต้นมาแล้วว่ายาที่ยังไม่ถูกแกะใช้และเก็บรักษาในสภาวะที่เหมาะสมนั้น สามารถเก็บไว้ได้ต่อไปอีกประมาณ 5 ปี หรือนานกว่านั้น โดยที่ตัวยาเองก็ยังคงมีประสิทธิภาพทางการรักษาอยู่สูงถึงร้อยละ 90 แต่ในกรณีของยาเอปิเพนนั้นผู้ใช้ควรใช้ยาก่อนวันที่หมดอายุเท่านั้น

ลักษณะของยาที่เสื่อมคุณภาพ